ดร.วินัย ดะห์ลัน

เคยสังเกตดูคงเห็น อะไรที่อยากให้มีมากอย่างเช่นทรัพย์สินกลับค่อยๆหมดลง อะไรที่อยากให้หมดกลับมีเพิ่มขึ้นอย่างเช่นหนี้สินซึ่งพอกพูนเต็มไปหมด ชะตากรรมของพวกเราเล่นตลกอย่างนี้เสมอ ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับตัวเองเท่านั้น ส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมก็ไม่ต่างกัน ลองดูเอาเถอะพืชและสัตว์ที่เป็นประโยชน์อยากให้มีมากขึ้นอย่างเช่นสมันซึ่งเป็นกวางพันธุ์หนึ่งมาวันนี้ไม่เหลือให้ล่าอีกต่อไปแล้ว

ว่ากันว่าในอดีตบ้านเรามีสมันหรือเนื้อสมันเต็มพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทยไปหมด เนื้อมีรสชาติอร่อยยิ่งกว่าเนื้อหมูเนื้อวัวชนิดเทียบกันไม่ได้ มาวันนี้สัตว์ประเภทนี้สูญพันธุ์ไปหมดแล้ว อาจเป็นเพราะมีเนื้อรสชาติอร่อยซึ่งเป็นภัยกับตัวมันเอง แถมยังมีเขาที่มีกิ่งก้านเกะกะทำให้มันหลบอยู่ในป่าได้ยาก ยุคนั้นผู้คนยังไม่รู้จักการทำฟาร์มเนื้อสมัน จึงพากันล่าจนไม่มีเหลือ บอกตามตรงว่าแสนเสียดาย

ในทางสิ่งแวดล้อมอะไรที่ไม่อยากให้มีกลับลุกลามเต็มไปหมด ไม่ต้องไปดูตัวอย่างให้ไกลเอากันใกล้บ้านนี่แหละ ลองดูในแม่น้ำลำคลองเต็มไปด้วยผักตบชวาที่ยิ่งกำจัดก็ยิ่งลุกลามกระทั่งไม่รู้ว่าจะหาทางปราบปรามอย่างไรแล้ว อีกอย่างหนึ่งคือกระถินยักษ์ที่เป็นพืชใหญ่ที่เสมือนวัชพืชระบาดเต็มพื้นที่ไปหมด ตัดทำลายแล้วก็ยังลุกลามกลับเข้ามาอีกครั้ง ลองไปดูพื้นที่รอบบ้านผมแถวถนนศรีนครินทร์ เต็มไปด้วยกระถินยักษ์ในพื้นที่รกร้าง ระดมคนมาตัดจนเกลี้ยงแล้ว ทิ้งไว้แค่เดือนเดียวกระถินยักษ์กลับมาขึ้นเต็มไปหมด ไม่ต้องไปพูดถึงผักตบชวาที่มีเต็มคลองไปหมด

สัตว์น่ารำคาญที่อยากให้หายไปมากที่สุดเห็นทีจะคือยุง สารพัดพันธุ์ของยุงสร้างความรำคาญอย่างยิ่ง ทั้งหลายสายพันธุ์ยังก่อโรคอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพของมนุษย์ทั้งมาลาเรีย ไข้เลือดออก โรคซิก้าทำให้สมองเล็ก พิการ ยุงกลายเป็นแมลงที่สร้างปัญหาอย่างยิ่ง เรื่องปฏิบัติการทำลายล้างยุงเกิดขึ้นมานานแล้ว ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการกำจัดแหล่งน้ำไม่ให้ยุงมาวางไข่ แต่ถึงจะทำกันอย่างไร ยุงก็ไม่เคยสาบสูญไปไหน ยังคงมีอยู่เต็มพื้นที่ชุมชนไปหมด ยุงหลายพันธุ์แม้ไม่ก่อปัญหาเรื่องโรคภัยไข้เจ็บแต่ก่อความรำคาญเกินทนจนกระทั่งทำให้นักวิทยาศาสตร์หลายกลุ่มพยายามหาหนทางกำจัดยุงให้สาบสูญสายพันธุ์ให้ได้ แต่ยังไม่เคยสำเร็จ

มาถึงวันนี้มีนักวิทยาศาสตร์หลายกลุ่มเริ่มพัฒนาเทคโนโลยีพันธุศาสตร์เพื่อใช้ในการกวาดล้างยุงโดยเริ่มจากบางสายพันธุ์ก่อน ง่ายที่สุดโดยการพัฒนาเทคนิควิธีการในห้องปฏิบัติการเนื่องจากง่ายต่อการควบคุม ยุงในห้องปฏิบัติการไม่มียีนป่า (wild gene) ที่ค่อนข้างจะดื้อรั้นทำลายได้ยาก ได้ผลสำเร็จจากยุงแล็บเมื่อไหร่ ค่อยพัฒนาเทคโนโลยีเข้าไปรบกับยุงป่าและยุงบ้าน นักวิทยาศาสตร์กำลังเริ่มงานจากง่ายไปยากอย่างนี้ หากจะว่าไปงานศึกษาสายพันธุ์ยุงเพื่อทำลายผ่านกระบวนการทางพันธุศาสตร์มีการศึกษากันมาหลายสิบปีแล้ว แต่ยังไม่เคยทำได้สำเร็จ ทว่าดูเหมือนงานใหม่ที่เริ่มขึ้นใน Imperial College London อาจจะพอมองเห็นความสำเร็จและอาจเป็นแนวทางนำไปสู่ยุทธการกวาดล้างยุงในอนาคตก็เป็นได้

ดร.แอนเดีย คริซานติ (Andrea Crisanti) นักพันธุศาสตร์แห่งวิทยาลัยอิมพิเรียลลอนดอนนำทีมวิจัยทำการศึกษาพันธุกรรมของยุงสายพันธุ์ Anopheles gambiae ซึ่งก่อปัญหาโรคมาลาเรียที่เป็นปัญหาไปทั่วโลกทั้งในพื้นที่ป่าเขตร้อน และเขตพื้นที่ที่เป็นเขตทะเลทรายก็ไม่เว้น ในพื้นที่ที่เรียกว่าซับสะฮารา (sub Sahara) หรือพื้นที่ด้านใต้ทะเลทรายสะฮาราซึ่งหลายประเทศเป็นพื้นที่ป่าเขตร้อนในอัฟริกากลาง พื้นที่แถบนี้โรคมาลาเรียกคร่าชีวิตผู้คนไปไม่ต่ำกว่า 400,000 คนต่อปี เป็นพื้นที่ที่โรคมาลาเรียสร้างปัญหาต่อชีวิตสูงที่สุดในโลกนั่นคือสูงถึงร้อยละ 90 ของคนที่เสียชีวิตจากมาลาเรียในโลก

ทีมวิจัยตีพิมพ์ผลงานในวารสารออนไลน์ Nature Biotechnology เดือนกันยายน 2018 โดยรายงานว่าทีมวิจัยนำเทคนิคตัดต่อยีนที่เรียกกันว่าเทคนิค CRISPR/Cas 9 เรียกกันว่า “คริสเปอร์คัสไนน์” มาใช้ เป็นเทคนิคที่สามารถตัดยีนจากสายดีเอ็นเอหนึ่งไปต่อกับสายดีเอ็นเอหนึ่งในจุดที่ต้องการได้ ด้วยเทคนิคนี้เองที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์สาขาพันธุศาสตร์พัฒนางานทางด้านยีนบำบัดได้มากมาย ตัดยีนก่อโรคออกจากสายดีเอ็นเอ ตัดต่อยีนที่พึงประสงค์เข้าไปในสายดีเอ็นเอในตำแหน่งที่เชื่อกันว่าน่าจะเป็นประโยชน์ที่สุด ทั้งเป็นเทคนิคที่ทำให้นักพันธุศาสตร์ชาวจีนกล้าออกมาประกาศว่าสามารถสร้างทารกตัดต่อยีนได้แล้ว

ยีนในสายดีเอ็นเอของยุงที่ทีมวิจัยให้ความสนใจคือยีนที่เรียกว่า doublesex จากความรู้ที่ว่ายุงตัวผู้ไม่กัดคนเอาแต่กินน้ำหวานตามดอกไม้จึงไม่นำโรคติดต่อมาสู่คน มีแต่ยุงตัวเมียเท่านั้นที่กัดและสร้างความรำคาญให้กับคน รู้อย่างนี้แล้วทีมวิจัยจึงตัดต่อยีนใส่ doublesex ชนิดที่ให้ลูกเป็นยุงตัวผู้เท่านั้น ผลที่ตามมานอกจากยุงรุ่นใหม่จะไม่กัดคนแล้วมันยังแพร่พันธุ์ไม่ได้ เนื่องจากยุงในสิ่งแวดล้อมที่เคยเต็มไปด้วยยุงตัวเมียจะกลายเป็นยุงตัวผู้ไปหมด

ในงานวิจัย ทีมงานนำยุงตัวผู้ที่ได้รับยีนใหม่ที่สร้างเฉพาะยุงตัวผู้จำนวน 150 ตัวนำไปปล่อยไว้กับยุงตัวเมียธรรมดาจำนวน 450 ตัว หลังจากการผสมกันปรากฏว่าเลี้ยงยุงในรุ่นสองรุ่นสามกระทั่งถึงรุ่นที่แปด ยุงทั้งหมดสูญพันธุ์ไม่มีเหลือ ในการทดลองซ้ำอีกครั้งกับยุงสายพันธุ์อื่นปรากฏว่ายุงสามารถสูญพันธุ์ไปได้ใน 12 รุ่น ความสำเร็จที่เกิดขึ้นนี้ต้องบอกว่าคือความสำเร็จครั้งแรกที่เกิดขึ้นในโลก ในการทดลองอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการกำจัดยุงยังไม่เคยมีการเปลี่ยนยีนกันถึงระดับนี้

สิ่งที่น่าสนใจจากความเห็นของนักพันธุศาสตร์คือในโลกนี้มียุงประมาณ 3,000 สายพันธุ์ บางสายพันธุ์ให้ประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม กระบวนการตามล้างยุงด้วยเทคนิคทางพันธุศาสตร์ที่ว่านี้อาจทำลายล้างยุงที่เป็นประโยชน์ไปได้ด้วย นอกจากนี้ยังมีบางกระบวนการที่อาจแก้ปัญหาได้โดยไม่ทำลายยุงให้สิ้นสายพันธุ์เป็นต้นว่าการตัดต่อยีนทำให้ยุงไม่กินเลือดมนุษย์ หากทำได้อย่างนี้ยุงก็ไม่สูญพันธุ์ มนุษย์เองก็ไม่เกิดความรำคาญ ผลดีคือไม่เกิดโรคที่เกิดขึ้นจากการถูกยุงกัด

อีกปัญหาหนึ่งที่นักพันธุศาสตร์บางกลุ่มออกมาเตือนคือการผสมกันของสายดีเอ็นเอจากพ่อและแม่เป็นไปเพื่อสร้างทายาท หากพบว่าการสร้างทายาทที่ว่านั้นเกิดขึ้นไม่ได้ แม้จะเป็นการแปลงยุงให้กลายเป็นตัวผู้ทั้งหมดมิใช่การไม่สร้างทายาทก็ตามที ร่างกายยุงที่รับรู้ความผิดปกติอาจสร้างกระบวนการผ่าเหล่าที่ทำให้มันพยายามดำรงพันธุ์ของมันไว้ อาจมีการสร้างยีนดื้อที่ต่อไปยากต่อการทำลายหรือทำให้สูญพันธุ์ ปัญหาจะยิ่งซับซ้อนมากขึ้น เมื่อมีคำเตือนออกมาก็ต้องรับฟัง วิทยาศาสตร์เขาสอนกันอย่างนั้น