ณ เวลานี้ ต้องถือเป็น “ชั่วโมงอินทรีคืนรัง” อันหมายถึง “สหรัฐฯ” สั่งถอยทัพ ถอนทหาร พ้นพื้นที่ประจำการเพื่อกลับประเทศกันเป็นว่าเล่น

เริ่มจากปลายสัปดาห์ก่อน ที่ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ” สั่ง “ถอนทหาร” กันแบบทั้งหมด ไม่เหลือไว้ประจำการแม้แต่นายเดียวใน “ซีเรีย” ประเทศที่เกิดทั้ง “สงครามกลางเมือง” ที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปี 2554 และ “สงครามต่อต้านการก่อการร้าย” ที่ระเบิดขึ้นเมื่อปี 2557

โดยมีข้ออ้างของผู้นำสำหรัฐฯ ที่ระบุว่า เพราะกำราบกวาดล้างกลุ่มรัฐอิสลาม หรือไอเอส จะราบคาบไปแล้ว ด้วยเหตุฉะนี้จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะให้คงกำลังทหารสหรัฐฯ เอาไว้ในประเทศของภูมิภาคตะวันออกกลางแห่งนั้น

ก่อนย้ำคำอีกว่า “สหรัฐฯ จะมิใช่ตำรวจแห่งตะวันออกกลาง (Police of the Middele east) อีกต่างต่อไปแล้ว”

ทั้งนี้ การ “สั่งถอย” ของประธานาธิบดีทรัมป์ข้างต้น ก็มีขึ้นท่ามกลางกระแสเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ที่ส่วนใหญ่บอกว่า ไม่เห็นด้วย และแผนการถอนทหารออกมาทั้งหมด จำนวน 2,000 นาย ออกจากซีเรียไม่ใช่สิ่งถูกต้องถูกต้อง น่าจะเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่

ไซด์เอ็ฟเฟ็กต์ ผลกระทบข้างเคียง ก็ถึงขนาดทำให้ “พล.อ.เจมส์ แมตทิส ” ต้องยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ” หรือ “เพนตากอน” ด้วยข้ออ้างว่า “เห็นต่าง คิดกันคนละแบบ” กับแผนถอยทัพพ้นซีเรียของประธานาธิบดีทรัมป์

พร้อมสร้างความหวาดหวั่นให้แก่ บรรดากองกำลังติดอาวุธของชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ด พันธมิตรของสหรัฐฯ ในปฏิบัติการกวาดล้างกลุ่มไอเอส ที่เคลื่อนไหวอยู่ในซีเรียคาบเกี่ยวกับพรมแดนตุรกีว่า หลังจากที่สหรัฐฯ ถอยทัพ จะเกิดปรากฏการณ์ไล่ล่าบดขยี้ชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ดดังกล่าว โดยทางการตุรกี ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตั้งแต่บรมสมกัลป์

ถัดจากนั้นอีกไม่กี่วันต่อมา ล่าสุด ประธานาธิบดีทรัมป์ ก็ได้เปิดเผยถึงแผนการที่จะถอนทหารออกจากอัฟกานิสถาน อีกหนึ่ง “สมรภูมิเลือด” ของกองทัพสหรัฐฯ

โดยสัญญาณที่ส่งออกมาจากประธานาธิบดีทรัมป์ ก็ระบุว่า จะถอนทหารจำนวน 7,000 นาย หรือครึ่งหนึ่งของจำนวน 14,000 นาย ออกจากอัฟกานิสถาน

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ ระบุด้วยว่า ไม่เห็นความจำเป็นเลยที่จะต้องนำเลือดเนื้อชีวิตของชาวอเมริกัน และทรัพย์สินไปถมที่อัฟกานิสถานอีกต่อไป

พลันสิ้นกระแสสัญญาณ ก็มีกระแสเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาเหมือนเช่นเคย

ไม่ว่าจะเป็น นายลินด์ซีย์ เกรแฮม สมาชิกวุฒิสภา หรือสภาซีเนต พรรครีพับลิกัน รัฐเซาท์แคโรไลนา เจ้าเก่า ที่ยังคงแสดงทรรศนะวิจารณ์ไม่เห็นด้วย พร้อมระบุว่า อาจทำให้สหรัฐฯ ต้องกลับไปสู่สภาวะที่เสี่ยงอันตรายจากบรรดาผู้ก่อการร้ายกันอีกครั้ง โดยอาจได้เห็นเหตุวินาศกรรมแบบ 11 กันยาฯ บนแผ่นดินอเมริกากันอีกคำรบ

เหตุวินาศกรรม 11 กันยายน 2544 หรือ 11กันยาฯ ก่อนส่งผลให้สหรัฐฯ ส่งกองทัพเข้าไปโค่นล้มรัฐบาลตาลิบันของอัฟกานิสถานเพื่อตอบโต้ กลายเป็นสงครามสืบจนถึงปัจจุบัน

ด้านนักวิเคราะห์รายอื่นๆ บอกว่า จะทำให้รัสเซียซึ่งหมายมั่นขยายอิทธิพลลงมายังอัฟกานิสถานแทนที่สหรัฐฯ จากการที่ถอนกำลังทหารพ้นออกมา

อย่างไรก็ตาม ได้มีนักการเมืองสหรัฐฯ ส่วนหนึ่งที่เห็นด้วยกับแผนการถอนทหารออกจากทั้งที่ซีเรียและอัฟกานิสถาน

อาทิ นายเท็ด หลิว ส.ส.รัฐแคลิฟอร์เนีย พรรคเดโมแครต ซึ่งต่างพรรคกับประธานาธิบดีทรัมป์ ที่สังกัดพรรครีพับลิกัน โดยให้เหตุผลว่า เมื่อยังไม่มียุทธศาสตร์ที่จะรบเอาชนะทั้งในซีเรีย อัฟกานิสถาน ซึ่งดำเนินมาตั้งแต่รัฐบาลก่อนๆ ก็สมควรที่จะถอนทหารออกมาดีกว่า และมิใช่แต่เฉพาะซีเรีย และอัฟกานิสถาน เท่านั้น แม้กระทั่งสมรภูมิอื่นๆ เช่น เยเมน เป็นต้น สหรัฐฯ ก็สมควรจะถอยออกมาด้วยเช่นกัน

ขณะที่ บรรดานักวิเคราะห์อื่นๆ แสดงทรรศนะว่า สหรัฐฯ ถอนทหารมิได้หมายความว่า จะทำให้อิทธิพลน้อยลงไป เพราะยังสามารถสำแดงอิทธิพลได้อีก ผ่านแนวทางอื่นๆ เหมือนกับจีนแผ่นดินใหญ่ ที่ไม่จำเป็นกรีธาทัพเข้าไปบดขยี้ใครต่อใครเลยด้วยซ้ำ

กล่าวถึง “อัฟกานิสถาน” ที่ประธานาธิบดีทรัมป์มีแผนการที่จะถอยทัพครึ่งหนึ่งออกมานั้น เริ่มปะทุเป็นสมรภูมิสงครามขึ้น ภายหลังจากเกิดเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน 2544 หรือที่เรียกว่า เหตุการณ์ 11 กันยาฯ เมื่อ “จอร์จ ดับเบิลยู. บุช” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยนั้น ส่งทหารกรีธาทัพเข้ามาอัฟกานิสถาน เพื่อโค่นล้ม “รัฐบาลตาลิบัน” ที่ปกครองอัฟกานิสถาน ณ ขณะนั้น ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2544 เพื่อตอบโต้ต่อเหตุวินาศกรรมดังกล่าว ภายใต้นาม “สงครามต่อต้านการก่อการร้าย” อันได้แก่ กลุ่มตาลิบัน และกลุ่มอัลกออิดะฮ์ของนายอุสมะฮ์ บิน ลาเดน ที่เคลื่อนไหวกบดานอยู่ในอัฟกานิสถานและแนวพรมแดนปากีสถาน

ทหารจากกองทัพสหรัฐฯ ที่เข้าไปปฏิบัติภารกิจในสงครามอัฟกานิสถาน ตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา

นับจากวันนั้นถึงวันนี้ ก็กินระยะเวลากว่า 17 ปี ที่สหรัฐฯ ยังคงทำสงครามในสมรภูมิแห่งนี้ ยาวนานกว่า “สงครามเวียดนาม” ซึ่งมีระยะเวลา 10 ปี คือ ตั้งแต่ปื 2508 – 2518 ที่สหรัฐฯ เข้าร่วมสงครามและพ่ายแพ้ในสมรภูมิดังกล่าว

กลุ่มนักรบตาลิบันในอัฟกานิสถาน

โดยความสูญเสียของสงครามอัฟกานิสถานก็มีจำนวนหลายหมื่นชีวิตที่ต้องสังเวยในสงคราม ไม่ว่าจะเป็นทหาร กองกำลังติดอาวุธ จำนวนกว่า 51,481 นาย พลเรือนเสียชีวิตกว่า 38,480 คน เฉพาะในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา ตามการสำรวจวิจัยของ “สถาบันวัตสันเพื่อกิจการสาธารณะและนานาชาติ” แห่ง “มหาวิทยาลัยบราวน์” เมืองโพรวิเดนซ์ รัฐโรดไอแลนด์ ประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า เป็นสงครามที่คร่าชีวิตพลเรือนมากสมรภูมิหนึ่ง โดยมีตัวเลข 2,798 ราย ของผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บอีกจำนวน 5,252 ราย

ความรุนแรงและความสูญเสียในสงครามอัฟกานิสถาน

สำหรับ การถอนทหารของสหรัฐฯ ที่มีขึ้น เหล่านักวิเคราะห์แสดงทรรศนะว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ คงใช้การเจรจาหยุดยิง อันจะก่อให้เกิดสันติภาพ ระหว่างรัฐบาลคาบูล ทางการอัฟกานิสถาน กับกลุ่มตาลิบัน เป็นช่องทางยุทธศาสตร์สำคัญ หลังเพิ่งดำเนินไปเมื่อเร็วๆ นี้ ในกรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยสหรัฐฯ ได้ส่ง “นายซัลเมย์ คาลิลซัด” ทูตพิเศษสันติภาพในอัฟกานิสถานเข้ามาเจรจา ส่วนจะได้ผลกันอย่างไรหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป

นายซัลเมย์ คาลิลซัด ทูตพิเศษสันติภาพในอัฟกานิสถานแห่งสหรัฐฯ