ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง “ชาวจีนกวางไส” ที่อยู่ทางฝั่งทะเลตะวันออกเฉียงใต้ เช่น คนฮกเกี้ยน คนกวางตุ้ง เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ข้อมูลจากเอกสารของ “สมาคมครองสีสัมพันธ์เบตง” สะท้อนภาพโดยรวมไว้อย่างน่าสนใจ

ประการที่หนึ่ง คือ การเปลี่ยนแปลงด้านการปกครอง ชาวจีนในแถบซินหม่าไท่ ก่อนสงครามเดิมทีไม่ได้มีตำแหน่งที่เกี่ยวข้องอะไรกับการปกครอง เนื่องจากเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง ชาวจีนโพ้นทะเลจำนวนมากได้รับความกดดันอันเจ็บปวดจากการปกครองของระบอบลัทธิอาณานิคม ทำให้ได้รู้ว่าคนจีนไม่ได้เข้าร่วมการเมืองและไม่มีตำแหน่งด้านการปกครอง ชาวจีนที่อยู่อาศัยในประเทศนั้นยากที่จะพัฒนาและใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก บวกกับฐานะที่สูงขึ้นของประเทศจีนใหม่ในระดับสากล จากการที่มาเลเซียและสิงค์โปร์ เคลื่อนอย่างอิสระทำให้ชาวจีนได้รับบทบาทสำคัญ ชาวจีนจำนวนมากได้เข้าร่วมพรรคการเมือง เลือกสภาผู้แทน เพื่อขึ้นสู่เวลาการปกครอง

สิงคโปร์มีพรรคกิจประชาชนที่ยึดชาวจีนเป็นหลักในปี 1965 หลังจากเป็นอิสรภาพก็ได้เป็นพรรครัฐบาล สมาคมชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนเป็นพรรคการเมืองของชาวจีน มีคนจีนจำนวนหนึ่งถูกเลือกให้เป็นสมาชิกรัฐสภา บางคนได้เป็นหัวหน้าคณะรัฐมนตรี เนื่องจากมาเลเซียผลักดันกลยุทธ์การเหยียดเชื้อชาติ บวกกับความไม่สามัคคีกันภายในสมาคมชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน เมื่อมาเลเซียประกาศตัวเป็นอิสระ ได้เคยกำหนดให้ชาวจีนมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าถึง 6 คน เนื่องจากชาวจีนเข้าร่วมพรรคการเมือง ทำให้มีฐานะระดับหนึ่งในหน่วยงานรัฐบาลต่างๆ ทำให้มีบทบาทในด้านการคุ้มครองผลประโยชน์ชาวจีนอย่างถูกกฎหมาย การต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ คุ้มครองและส่งเสริมวัฒนธรรมจีน

เมื่อจักรวรรดินิยมของญี่ปุ่นบุรุกเข้ามาในมาเลเซีย ชาวจีนจำนวนมากเข้าร่วมการขับไล่ญี่ปุ่นอย่างกระตือรือร้น ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์มลายา (พคม.) ดำเนินการเดินทัพทำสงคราม หลังจากขับไล่ญี่ปุ่นสำเร็จแล้ว อิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์มลายาค่อนข้างมาก ไม่นานลัทธิอาณานิคมอังกฤษก็ได้เข้ายึดมาเลเซียอีกครั้ง ปี 1948 ประกาศใช้(ประกาศข้อบังคับฉุกเฉิน) ปราบปรามพรรคคอมมิวนิสต์มลายาอย่างหนัก สมาชิกต่อต้านญี่ปุ่นและสหายที่มีความก้าวหน้าได้เรียกรวมชาวจีนที่หมู่บ้านแห่งใหม่ พรรคคอมมิวนิสต์มลายาถูกบีบให้ลงไปทำการต่อสู้ใต้ดิน หลังจากนั้นได้สถาปนากองทัพประชาชนปลดปล่อยมาลายา ทำการต่อสู้เพื่อการปลดแอกกิจการของมลายา ปี 1969 ประเทศมาเลเซียทำการเลือกตั้งครั้งใหญ่ ในตอนนั้นคะแนนพรรคฝ่ายค้านมีมากกว่าพรรครัฐบาล มาเลเซียกลัวว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีจะล้มเหลว จึงเกิดการเคลื่อนไหวหลายอย่างที่ส่งผลให้เกิดความวุ่นวายตามมา

จากสภาพที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้โครงสร้างอาชีพและสถานะทางเศรษฐกิจเกิดการเปลี่ยนแปลงไปด้วย ชาวจีนโพ้นทะเลในเขตบริเวณกวางสีนั้นเกิดขึ้นช้ากว่ากวางตุ้งและฝูเจี้ยน ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจก็ไม่ได้แข็งแกร่งมาก สมัยปี 20 ถึงยุค 30 พวกเขาส่วนใหญ่เดินทางออกต่างประเทศ ส่วนใหญ่เป็นแรงงานเกี่ยวกับเหมืองแร่ดีบุก กรีดยางพารา เจาะภูเขา เป็นต้น พวกเขามุมานะบากบั่นอาบเหงื่อต่างน้ำสะสมเงินส่งกลับบ้านเพื่อเลี้ยงดูพ่อแม่ลูกเมีย ซื้อที่สร้างที่อยู่อาศัย

หลังชนะสงครามต่อต้านญี่ปุ่น ในและต่างประเทศเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงการปฏิวัติทางวัฒนธรรม ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นพื้นฐานทางสังคม การโอนเงิน ชาวจีนโพ้นทะเลและญาติในประเทศขาดการติดต่อ ชาวจีนโพ้นทะเลจึงนำเงินที่สะสมไว้มาพัฒนากิจการของตนเอง เพิ่มเติมคือ ในการต่อต้านสงครามญี่ปุ่น มีคนจำนวนมากเข้าป่าบุกเบิกปลูกธัญพืช หลังสงครามร้อยละ 35 ทำกิจการยางพารา ร้อยละ 20 รับจ้างทั่วไป ร้อยละ 5 กรรมกรเหมืองแร่ดีบุก ร้อยละ 5 ทำสวน ร้อยละ 10 เลี้ยงหมูปลูกผัก ร้อยละ 5 ทำการค้า ร้อยละ 15 อยู่โรงเรียน

จากสมัยยุค 60 ถึงปัจจุบันเกิดการเปลี่ยนแปลงใหม่ขึ้น คนจำนวนไม่น้อยจากรับจ้างกรีดยางกลายเป็นเจ้าของกิจการ เป็นเจ้าของสวนยางพารา นักเศรษฐศาสตร์อุตสาหกรรม เหวินตงปู้ ชาวกวางสีกล่าว ร้อยละ 80 ทำกิจการยางพารา เนื่องจากข้อจำกัดของสมาชิกดีบุกของมาเลเซีย ไม่มีตลาด บริษัทเหมืองแร่ส่วนใหญ่จึงได้ปิดตัวลง คนจำนวนไม่น้อยว่างงาน ส่วนใหญ่จึงเข้าเมืองทำงานเกี่ยวกับทำการค้า ท่องเที่ยว การขนส่งทางรถ งานไม้ ก่อสร้าง เป็นต้น เกิดกลุ่มนักวิสาหกิจ เช่นคุณ เฟิงโจว นักธุรกิจค้าไม้ คุณหลี่หยูหลิน มีบริษัทธุรกิจหลากหลาย คุณเฉิงลี่ชาวและคุณหลี่ลี่จง ทำธุรกิจสิ่งทอที่ประเทศสิงคโปร์ คุณเฟิงหมิงกวาง คุณหม่าเจิ่นหรง คุณถานจงหยวนทำธุรกิจการท่องเที่ยวที่ประเทศไทย คุณเฟิงเจียเจิ่งธุรกิจก่อสร้าง คุณหราวเพ๋ยจง ธุรกิจรองเท้า คุณจางเจิ้นปั๋ว คุณหลิงตง คุณเหอเจี๋ย ธุรกิจก่อสร้างที่อำเภอเบตง คุณหวางกุ้ยจง ทพธุรกิจโรงแรม เป็นต้น

สำหรับการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมการศึกษา เนื่องจากชาวจีนโพ้นทะเลรุ่นเก่าไม่ได้รับความเจ็บปวดทางวัฒนธรรม เพื่อให้ลูกหลานเข้าใจถึงความรู้ทางวิทยาศาสตร์วัฒนธรรม และเพื่อพัฒนาธุรกิจของตนเองให้ดียิ่งขึ้น พวกเข้าจึงพยายามส่งเสียเลี้ยงดูบุตรหลาน ส่งเสียบุตรหลานจบระดับมัธยมแล้วก็ต่อด้วยระดับมหาวิทยาลัย ในทุกๆ ปีบริเวณสิงคโปร์ มาเลเซียและไทยจะมีชาวจีนโพ้นทะเลกว่าพันคนเข้าเรียนมหาวิทยาลัย บ้างก็กลับประเทศเรียนต่อ บ้างก็ไปเรียนต่อที่ไต้หวัน บ้างก็ไปเรียนต่อที่ยุโรปและอเมริกา ในที่สุด ชาวจีนกวางไสส่วนหนึ่งกลายเป็นชาวจีนโพ้นทะเลที่มีวัฒนธรรม ความรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จากสถิตที่สำรวจได้ มีระดับการศึกษาปริญญาเอก ปริญญาโท วิศวกร ผู้จัดการ ทนาย ศาสตราจารย์ หมอ ผู้จัดการธนาคาร เป็นต้น มีบางคนทำงานในประเทศ บางคนอพยพไปอยู่ต่างประเทศทำงาน บ้างก็ทำธุรกิจของตนเอง บ้างทำงานในหน่วยงานงานของรัฐ

ตอนหน้า ผู้เขียนจะพาไปลงลึกถึงถึงสถานภาพของชาวจีนกวางไสในเบตงที่ได้พบได้สัมผัส ขณะร่วมเก็บข้อมูลวิจัยกับทีมงานของคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ซึ่งพบว่าจนถึงปัจจุบันเกิดการเปลี่ยนแปลงไปตามบริบททางสังคมแวดล้อม ทั้งทำให้ฐานรากของชาวจีนกวางไสมั่นคงในฐานะผู้นำหรือจุดประกายจุดเด่นบางด้านให้เบตง ขณะที่อีกด้าน กลับเกิดความสั่นคลอนเรื่องการสืบสานรากเหง้าตระกูลจากทายาทรุ่นใหม่ ที่ถูกกัดกร่อนต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่น รวมถึงความพยายามลุกขึ้นมาปกป้องและกระตุ้นความเป็น “จีนกวางไส” จากผู้คนจำนวนหนึ่งที่ยอมรับ “ความเป็นไทย” เต็มหัวใจ หากทว่ายังคงรักและเคารพในอัตลักษณ์แห่งตนเช่นกัน