ชัยวัฒน์ สุรวิชัย

ไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในโลก : ดู ที่มา

9 กุมภา 2560 องค์การ OXFAM ประเทศไทย ได้เปิดรายงานเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย

ผ่านงานเสวนาหัวข้อเรื่อง “เท่าไหร่(ถึง)เท่ากัน” และทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลที่ทางอ๊อกซ์แฟมได้วิเคราะห์เอาไว้ ซึ่งเราจะขออธิบายแบ่งเป็นข้อๆ ดังนี้

1. ไทยติดอันดับ 3 ประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำมากที่สุดในโลก 1. รัสเซีย 2. อินเดีย

2. ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา มีคนรวยเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว

3. ตั้งแต่ปี 2551 – 2558 มีจำนวนเศรษฐีระดับพันล้านในไทยเพิ่มมาเป็นทั้งหมด 28 คน

4. ทรัพย์สินรวมกันทั้งหมดของเศรษฐีไทยเท่ากับ 91.42 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

5. โฉนดที่ดินกว่า 61% ในประเทศไทยอยู่ในมือประชากร 10% ที่รวยที่สุด และในกลุ่มคน 10% นั้นเป็นเจ้าของทรัพย์สิน 79% ของประเทศ

6. คนที่รวยที่สุดร้อยละ 1% มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 38.5 เป็นร้อยละ 56

7. ในกลุ่มคนที่จนที่สุดในประเทศ 10% แรก มีทรัพย์สินรวมกันเพียง 0.1% ของทั้งหมดเท่านั้น

8. 3 ใน 4 ของคนไทยที่ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินใดๆ เลย

9. กว่า 10% ของประชากรไทย (ประมาณ 7 ล้านคน) ยังต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้เส้นความยากจน

10. ผู้มีรายได้น้อยมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยน้อยกว่าผู้มีรายได้สูงถึง 19 เท่า

( Oxfam คือองค์กรที่ทำงานด้านการพัฒนาเอ็นจีโอ ระดับสากล สำนักงานใหญ่ Oxfam มีกระจายอยู่ทั่วโลก20 แห่ง ตั้งแต่อังกฤษ อเมริกา เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี ฮ่องกง ออสเตรเลีย ฯลฯ ประเทศไทยเอง Oxfam ก็เข้ามาทำงานนานกว่า 15 ปีแล้ว )

- ตุลา 2561 บรรษัทวาณิชธนกิจชื่อดังอย่างเครดิตสวิส (Credit Suisse) เผยแพร่รายงานความมั่งคั่งโลก (Global Wealth Report) ประจำปี 2018 ไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในโลกสื่อหลายรายได้นำรายงานฉบับดังกล่าวมานำเสนอ กระทั่งกลายเป็นดราม่าในโซเชียลมีเดีย

- 6 ธันวา 2561 นายบรรยง พงษ์พานิช อดีตคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Banyong Pongpanich โดยระบุว่า ประเทศไทย กลายเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในโลกไปแล้ว โดยอ้างข้อมูล และกล่าวอ้างว่านับในด้านความมั่งคั่ง(Wealth)แล้ว ไทย ที่ได้อันดับสามในการสำรวจเมื่อสองปีที่แล้ว แต่สามารถแซงทั้งรัสเซีย ทั้งอินเดีย ขึ้นป้ายอันดับหนึ่งได้อย่างค่อนข้างห่างด้วยซ้ำ

ข้อสังเกต นักวิชาการ สื่อ นักการเมือง ฯ ที่มักนำเรื่องเหล่านี้ มากล่าว ค่อนข้างเห็นต่างกับรัฐบาลบางคนมีความปรารถนาดี บางมีอคติ ส่วนสื่อ มักจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับ “ คนหนีคดี เจ้าของพรรคใหญ่ “

มาฟัง ความคิดเห็น จากนักวิชาการสายกลางๆ พร้อมข้อมูล และความคิดเห็น อีกด้านหนึ่งความพยายามในการลดความเหลื่อมล้ำ http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/646111

โดย วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ

อยากชี้ให้เห็นถึงแนวทางซึ่งรัฐบาลประเทศต่างๆใช้ในการเลือกนโยบายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
The Commitment to Reducing Inequality Index (CRI) Index 2018 ของ Oxfam ซึ่งตีพิมพ์เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมาผลโดยรวม อันดับ 1. เดนมาร์ก 2. เยอรมนี 3. ฟินแลนด์ 11. ญี่ปุ่น 23. สหรัฐอเมริกา 74. ไทย 81. จีน 147. อินเดีย 150. สปป. ลาว 152. ภูฏาน 157. ไนจีเรีย

ดัชนีนี้แบ่งด้านย่อยที่วัดเป็น 3 ด้านคือ

1. การใช้เงินของรัฐบาลในด้านสังคม เช่น การศึกษา การสาธารณสุข และการปกป้องทางสังคม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำโดยเฉพาะสำหรับกลุ่มผู้หญิงที่ยากจนที่สุด และเด็กผู้หญิงที่ต้องพึ่งพา ผู้หญิงกลุ่มนี้ ประเทศที่ได้อันดับหนึ่งถึงห้าได้แก่ โปแลนด์ ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส ไอร์แลนด์ และเดนมาร์ก

2. การใช้ภาษีในอัตราก้าวหน้า โดยนิติบุคคล-กลุ่มบุคคลที่รวยที่สุด ถูกคิดภาษีในอัตราที่สูงกว่ากลุ่มอื่นเพื่อให้แน่ใจว่ามีรายได้เพียงพอในการนำเงินไปใช้เพื่อสาธารณะประโยชน์ อย่างไรก็ดีอัตราภาษีอาจเป็นแบบก้าวหน้า หรือเป็นแบบลดหลั่น ขึ้นอยู่กับการเลือกนโยบายของรัฐบาลมี ออสเตรเลีย เดนมาร์ก แอฟริกาใต้ จอร์เจีย และเบลเยียม

3. การตั้งค่าแรงขั้นต่ำและการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ รวมถึงการดูแลสิทธิของแรงงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานหญิง ทั้งนี้มีการพบหลักฐานชัดเจนว่าค่าแรงขั้นต่ำที่สูงสำหรับผู้ทำงานทั่วไป และการมีสิทธิของแรงงาน เป็นกุญแจสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ มี นอร์เวย์ เดนมาร์ก ไอซ์แลนด์เยอรมนี และสวีเดน

- สำหรับไทยเราที่อันดับรวมอยู่ที่ 74 นั้น มีอันดับ

1) ด้านการใช้เงินของรัฐบาลด้านสังคมอยู่ที่ 56

2) การใช้ภาษีในอัตราก้าวหน้า อยู่อันดับที่ 82

3) การดูแลค่าแรงและสิทธิของแรงงานอยู่ในอันดับที่ 112

- อยากให้ข้อสังเกตว่า

1. ประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศที่มีอันดับต่ำ ไม่ได้แปลว่าความเหลื่อมล้ำของเขาสูง ตรงกันข้าม ความเหลื่อมล้ำของเขาอาจจะต่ำอยู่แล้ว เขาจึงไม่ต้องใช้ความพยายามในการลดความเหลื่อมล้ำมากนัก เพราะฉะนั้น เวลาใช้ข้อมูลนี้ ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังด้วยค่ะ

2. ความเหลื่อมล้ำเพิ่มสูงขึ้นเมื่อประเทศพัฒนาเป็นสังคมเมืองมากขึ้น จึงต้องมีความพยายามในการลดความเหลื่อมล้ำ

ทั้งนี้รายงานนี้เสนอแนะว่า รัฐมีทางเลือกที่จะปรับปรุงนโยบายเพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ โดยควรสามารถตอบคำถามได้ว่า สิทธิของผู้ทำงานถูกปกป้องดีไหม สิทธิของผู้หญิงถูกปกป้องดีไหม
ค่าแรงขั้นต่ำเพียงพอหรือไม่

3. สำหรับด้านภาษีนั้นมีทางเลือกหลายประการ ขอยกตัวอย่างที่รายงานสรุปมาดังนี้

1) ภาษีกำไรจากการลงทุน หรือ Capital Gain Tax โดยประมาณ 90% ของประเทศที่สำรวจ มีการเก็บภาษีกำไรจากการลงทุน

2) ภาษีบนรายรับทางการเงิน เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผล กำไรจากการลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนรวม

3) ภาษีบนรายการทางการเงิน มีเก็บอยู่ในบางประเทศ เช่น ภาษีจากการโอนหุ้น หรือ โอนทรัพย์สิน

4) ภาษีจากอสังหาริมทรัพย์ เกือบทุกประเทศที่สำรวจ จะมีภาษีชนิดนี้ทั้งหมด

โดยมีตั้งแต่ ของเนเธอร์แลนด์ เก็บ 0.1% ไปจนถึง ประเทศเซเนกัล ซึ่งเก็บถึง 5%

5) ภาษีมรดก / ภาษีจากการรับมรดก

ซึ่งมีการเก็บประมาณสามในสี่ของประเทศที่สำรวจ โดยมีข้อสังเกตว่า

ประเทศเกาหลีใต้ มีอัตราการเก็บสูงที่สุดและก้าวหน้ามากที่สุด ในขณะที่ประเทศอิตาลี มีอัตราการเก็บที่ต่ำและค่อนข้างเป็นอัตราไม่ค่อยก้าวหน้า

ทั้งนี้โดยทั่วไปประเทศกำลังพัฒนาจะมีอัตราภาษีประเภทนี้ต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วในกลุ่มโออีซีดี และมีบางประเทศในกลุ่มโออีซีดียกเลิกภาษีการรับมรดกไปแล้ว เช่น
ออสเตรเลีย ฯ

6) ภาษีความมั่งคั่งจากสินทรัพย์ที่ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งปัจจุบัน มีเพียง 9 ประเทศ เท่านั้น ที่เก็บ ภาษีประเภทนี้ ในขณะที่ ในปี 1990 มีการเก็บภาษีประเภทนี้ถึง 14 ประเทศ เช่น ลักเซมเบอร์ก เคยเก็บภาษีความมั่งคั่งนิติบุคคลจากสินทรัพย์ของบริษัทในอัตรา 3% แต่ปัจจุบันได้ยกเลิกไปแล้ว

4. ไม่ว่าจะใช้มาตรการใด หากรัฐมีความกล้าที่จะทำ และสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำงบประมาณมาใช้อย่างระมัดระวัง มีการศึกษาผลลัพธ์จากการใช้นโยบาย และมีการเก็บข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ คิดว่าจะทำให้ประชาชนทั่วไปเห็นความพยายาม และอยากมีส่วนร่วม เชื่อว่า ไม่มีใครอยากสุขสบายในขณะที่เพื่อนร่วมชาติลำบากยากเข็ญแน่นอน