รศ. ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์
มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

หลัง “ปลดล็อค” พรรคการเมืองต่างออกมาเคลื่อนไหว โดยเฉพาะการแถลงนโยบาย หาเสียง ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นอีกหนึ่ง “จุดขาย” ที่จะใช้จูงใจให้ประชาชนตัดสินใจกาบัตรลงคะแนนให้...แล้ว “นโยบายหาเสียง” แบบไหน? จะถูกใจ “คนไทย” ยุค 4.0...ข้อเขียนนี้น่าจะสะท้อนอีกหนึ่งมิติเกี่ยวกับนโยบายหาเสียงได้ไม่มากก็น้อย...?

โดยทั่วไป “นโยบาย” หมายถึง หลักการและวิธีปฎิบัติซึ่งถือเป็นแนวดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายตามต้องการ ขณะที่ คำว่า “หาเสียง” หมายถึง แสวงหาคะแนนนิยมจากประชาชน หรือสมาชิกของชุมชน เพื่อได้คะแนนโหวตในการเลือกตั้ง ดังนั้นเมื่อนำคำว่า “นโยบาย” มาผนวกกับคำว่า “หาเสียง” จึงสามารถสรุปได้ว่าหมายถึง การนำเสนอหลักการและวิธีปฎิบัติ ซึ่งเป็นแนวดำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย เพื่อแสวงหาคะแนนนิยมจากประชาชน และได้คะแนนโหวตในการเลือกตั้ง

พูดง่ายๆ ว่า คือ การนำเสนอนโยบายเพื่อจูงใจประชาชนให้เลือกพรรคหรือผู้สมัครจากพรรคนั่นเอง โดยรูปแบบนโยบายที่สามารถจูงใจประชาชนได้เป็นอย่างมากในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ก็คือ “นโยบายประชานิยม” อันเป็นการวางนโยบาย เพื่อมุ่งนำมาเป็นกลยุทธ์ในการหาเสียง

แม้ว่าประชาชนจะชื่นชอบ “นโยบายประชานิยม” แต่นักวิชาการต่างพากันคัดค้าน เนื่องจากเป็นนโยบายที่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนและยังทำลายวินัยทางการเงินของประเทศ ดังนั้น รัฐธรรมนูญปี 60 ออกกฎเหล็ก ป้องกันประชานิยมเป็นประกันว่าจะไม่ใช้จ่ายเงินเกินงบ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตามแม้จะมีการต่อต้าน แต่ก็ดูเหมือนว่าพรรคการเมืองไทย ยังคงหนี “นโยบายประชานิยม” ไม่พ้น พิจารณาได้จากนโยบายหาเสียงของแต่ละพรรคยังควเข้าข่าย “นโยบายประชาชนนิยม”

ตัวอย่างเช่น พรรคประชารัฐ ซึ่งประกาศชัดเจนว่าสานต่อการทำงานของรัฐบาล คสช. โดยเฉพาะ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ซึ่งเป็นการให้ความช่วยเหลือประชาชน ไม่ว่าจะเป็นบรรเทาภาระค่าน้ำ-ค่าไฟ (ธ.ค.61-ก.ย.62) ช่วยเหลือค่าเช่าบ้านเดือนละ 400 บาท และค่าเดินทางรักษาพยาบาลสำหรับผู้สูงอายุ 1,000 บาทต่อคน

พรรคประชาธิปัตย์ ก็นำเสนอนโยบายเกิดปั๊บรับสิทธิเงินแสน หมายถึง การรับเบี้ย “เด็กเข้มแข็ง” 5,000 บาท เดือนแรก และเดือนละ 1,000 บาท จากนั้นไปจนเด็กครบอายุ 8 ปี (รวมเป็น 1 แสนบาท) ส่วน พรรคเพื่อไทย (พรรคต้นตำรับของ “นโยบายประชานิยม”) ก็เตรียมนโยบายเรียนฟรีมีคุณภาพ เพื่อแก้ปัญหาการศึกษาพื้นฐาน 3 เรื่อง คือ 1. เพิ่มคุณภาพการศึกษาทั้งระบบทุกช่วงชั้น ตั้งแต่เด็กอ่อนจนถึงมหาวิทยาลัย 2.สร้างโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และ 3.ปฏิรูปและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ การใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพ

นี่คือ ภาพสะท้อนที่ทำให้เห็นว่า ณ วันนี้ ดูเหมือนพรรคการเมืองไทย จะยังคงหนี คำว่า “ประชานิยม” ไม่พ้น โดยเหตุที่ต้องใช้ “ประชานิยม” เป็นเพราะประชาชนเสพติด “ประชานิยม” การรับผลประโยชน์จากภาครัฐในรูปแบบต่างๆ ...หรือพรรคการเมืองคุ้นเคยกับ “ประชานิยม” การนำเงินงบประมาณมากระจายผลประโยชน์สู่ประชาชน เพื่อมุ่งหวังได้คะแนนนิยมจากประชาชน...กันแน่!!

แล้วจะกำหนด “นโยบายหาเสียง” แบบไหน? ให้ถูกใจ “คนไทย” ยุค แบบไม่ต้องใช้ประชานิยม คงต้องถอดบทเรียนมาจากแนวทางการกำหนดนโยบายของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีตระหนักเรื่องการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายของประชาชน โดยการรับฟังข้อเสนอต่างๆ ของประชาชนและปรึกษาผู้มีส่วนได้เสียที่ได้รับผลกระทบจากนโยบาย กำหนดเป็นร่างนโยบาย กรั่นกรอง วิเคราะห์ และออกแบบอย่างรอบคอบ ตลอดจนประเมินต้นทุนและผลกระทบด้านการคลังจากนโยบาย หลังจากนั้นจึงนำข้อมูลมาใช้ในการกำหนดเป็นนโยบายและแนวปฏิบัติจริง

ขั้นตอนการกำหนดนโยบายดังกล่าวแม้จะยุ่งยาก แต่ก็ทำให้ได้นโยบายที่ถูกใจประชาชน นำไปปฏิบัติได้จริง ตลอดจนไม่ส่งหรือส่งผลกระทบน้อยที่สุดต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มอื่นๆ รวมถึงผลประโยชน์ประเทศในระยะยาว

ขณะที่ พิจารณาอย่างไร? ให้จึงจะรู้ว่านโยบายหาเสียงเป็นประโยชน์ต่อประชาชน สังคม และประเทศแบบครบวงจร ประเด็นนี้ “ประชาชน” ต้องพิจารณาว่านโยบายดังกล่าวเกิดประโยชน์ต่อประเทศไม่ใช่นโยบายสร้างคะแนนนิยม ความเป็นไปได้ในการนำมาปฏิบัติจริง รวมถึงแนวทางในการหาเงินเพื่อมาใช้จ่ายสำหรับนโยบายต่าง ๆ หรือแม้แต่บุคคลที่ทางพรรคกำหนดว่าจะให้เป็นรัฐมนตรีกระทรวง ต่าง ๆ ว่า มีความเหมาะสมกับตำแหน่งนั้น ๆ หรือไม่? โดยการพิจารณาในลักษณะดังกล่าว คงต้องอาศัยสื่อมวลชน นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญ เป็นผู้ให้ข้อมูลแก่ประชาชนในหลากหลายมิติ เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลแบบรอบด้าน

เป้าประสงค์ของข้อเขียนนี้ ไม่ได้เป็นแค่การวิพากษ์วิจารณ์...นำเสนอความคิดเห็นเท่านั้น แต่เป้าประสงค์สูงสุด ก็คือ อยากเห็น “นโยบายหาเสียง” ที่ก้าวข้าม คำว่า “ประชานิยม”...หรือเมื่อพูดถึง “นโยบายหาเสียง” จะไม่พูดถึง “ประชานิยม” …อยากเห็น “คนไทย 4.0” พิจารณา “นโยบายหาเสียง” โดยมองประโยชน์ที่ประเทศชาติได้รับอย่างแท้จริง

สิ่งเหล่านี้อยากเห็นจริงจริง!! แต่...ก็ไม่รู้จะได้เห็นหรือเปล่า?