สถาพร ศรีสัจจัง

                 โชคดีจังเพราะสถานะการทางการเมืองที่กำลังดุเดือดเรื่องการเลือกตั้งแท้ๆที่ทำให้ข่าวสำคัญเรื่องประเทศไทยได้รับการเลื่อนอันดับขึ้นเป็นที่ 1 ของโลกในเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำทางสังคม” โดยองค์กรระดับโลกที่น่าเชือถือบางองค์กร ใครก็บอกว่า ที่เรื่องดังกล่าวไม่สามารถ “ฮ้อต” หรือ “ถูกขยายผล” อยู่ได้สักกี่วันนัก ก็เพราะเสียง “สาดโคลนเข้าใส่กันในฤดูหาเสียง” ของบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองต่างๆในประเทศไทยดังสนั่นกลบเสียจนสิ้นนั่นเอง ทั้งเสียงสาดโคลนโดยไม่มีบันยะบันยังที่ว่า คล้ายๆจะก่อให้เกิดภาวะอุทกภัยที่เรียกว่า “น้ำลายท่วมเมือง” ขึ้นอันอาจส่งผลให้บางใครที่มี “อำนาจจริง” ฉวยโอกาสใช้อำนาจดังกล่าวเลื่อนการเลือกตั้งเอาเสียได้ง่ายๆ!

                    คิดแล้วให้เสียวแทนบรรดานักเลือกตั้งบางกลุ่มบางคน ที่ลงทุนทั้งแรงใจแรงกาย(และแรงเงิน)ไปมากแล้วตั้งแต่เริ่มแว่วเสียงเพลงทำนอง “เลือกตั้ง” มาแต่ไกลๆ !
               
   แต่ยังไงก็เชื่อเถอะ รับรองว่าต่อแต่นี้ คำ “ความเหลื่อมล้ำทางสังคม” จะยิ่งถูกบรรดาพรรคการเมือง และนักการเมืองที่กำลังจะทำให้น้ำลายท่วมเมืองนั่นแหละ พูดถึงกันมากขึ้นแบบเอาเป็นเอาตายทีเดียวเชื่อเถอะ!

                    ทำไม? ก็เพราะมันเป็นเรื่องจริงที่แสนจะจริงของสังคมไทย เหมือนกับหัวข้อการพิสูจน์ในวิชาเรขาคณิตที่เรียกว่า “สิ่งที่เห็นจริงแล้ว” (ไม่ต้องอ้างเหตุผล)นั่นแหละ พูดที่ไหนเมื่อไหร่ก็ดูดีเข้าหูเข้าตาคนไทยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มที่รัฐทำบัญชีจำแนกให้แล้ว (เรียกว่า “ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ”) ที่มีมากกว่า 14 ล้านคนนั่นนะ!
                 
 ปัญหาจึงน่าจะอยู่ที่ว่า การสร้าง “นโยบายขายฝัน” ของแต่ละพรรคการเมือง ของแต่ละนักการเมืองในเรื่องนี้ ใครจะสามารถแจกแจงรูปธรรมให้จับต้องได้มากกว่ากัน !
                   
 ถ้าไม่เข้าใจคำ “รูปธรรมที่จับต้องได้” ก็จะลองยกตัวอย่างให้ดู เช่น ต้องเสนอและแสดงวิธีการให้เห็นว่า อย่างชาวนารับจ้างคนหนึ่ง เคยมีที่นาแต่หมดไปนานแล้ว (โดยความไร้ศักยภาพในการบริการของนักการเมืองทำให้เอาสมองอ่อนแอ)/ต้องรับจ้างทำนาให้กับนายทุนบนผืนนาของตัวเอง รู้สึก “เก็ท” ได้ทันทีเมื่อฟังพูดจบหรืออ่านนโยบายจบ ว่า ลูกของเขาจะมีสิทธิ์ได้กินอาการดี (เพื่อให้สุขภาพดี) /ได้เข้าเรียนในโรงเรียนดี (ได้มี “รุ่น”/ได้มีโอกาสเข้าเรียนต่อในสถานศึกษาดีๆ)/ได้มีเครื่องแต่งตัวดี(ให้สาวๆหรือหนุ่มๆเห็นแล้วรู้สึกดีอยากคบหาสมาคมด้วย)/ได้อยู่ในบ้านที่มีความพร้อม(มีเครื่องอำนวยความสะดวกพร้อม กินอิ่มนอนอุ่น ปลอดภัย ฯลฯ )/ได้รับการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย (อยู่แบบเทวดาในโรงพยาบาลเอกชนระดับ 5ดาว) อย่างนี้เป็นต้น
                   
ถ้าจะให้ชัดยิ่งขึ้น ต้องกล้ายืนยันอ้างอิงแบบสัญญาประชาคมเชิงรูปธรรมไปเลยว่า ลูกชาวนารับจ้างดังกล่าวจะได้รับสิ่งเหล่านั้น เหมือนกับลูกหลานของคุณธนินทร์ เจียรวนนท์/คุณสุทธิเกียรติ จิราธิวัฒน์/คุณเฉลิม อยู่วิทยา(เฉลิม อยู่บำรุงก็ด้วย)/คุณเจริญ สิริวัฒนะ ...หรือคุณอะไรๆอีกสามสี่ร้อยคนที่ถูก Forbesจัดให้อยู่ใน “500 คนแรกที่รวยที่สุดในประเทศไทย” นั่นนะ
                   
 อย่างนี้แหละที่จะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศสุดท้ายเรื่องความเหลื่อมล้ำทางสังคม เพราะไม่มีความเหลื่อมล้ำเลย!
                   
 แน่ละ คงไม่มีนักการเมืองไทยคนไหน “กล้าคิดจริง” อย่างนั้นหรอก เพราะฟังว่าที่เมืองไทย พวกที่กล้าคิดถึง “ความเสมอภาคจริง” เช่นนั้น มีแต่พวก “คอมมิวนิสต์” เท่านั้น! (แม้เขาจะยกเลิกกฎหมายคอมมิวนิสต์ไปแล้ว/แต่ฟังแล้วขนหัวก็ยังลุกอยู่จ้ะ!)
                   
 อ้าวแล้ว “ความเสมอภาคจริง” ของระบบ “ทุนนิยม” ที่ใครต่อใครในเมืองไทยสมาทานกันมายาวนานแต่ปีมะโว้ ทั้งยังสอนเด็กๆใน “ระบบการศึกษาไทย” กันมานานนักหนาแล้วว่า ดีเลิศกว่าระบบอื่น เป็นไปได้จริงกว่าระบบอื่น มีเสรีมากกว่าระบบอื่น ฯลฯนั่นนะ-มันยังไงกันแน่ฮึ?
                   
ทำไมยิ่งนาน “ความเหลื่อมล้ำ” ในบ้านเราเมืองเราจึงกลับหนักหนาสากรรจ์ จนกลายเป็นประเทศที่มี “ความเหลื่อมล้ำทางสังคมมากที่สุดในโลก” ไปเสียงั้นไอ้หยา?
                   
 ถ้าพรรคการเมืองขี้โม้หน้าด้านไหนตอบไม่ได้ ขอเป็นบุญเถอะ,ท่านายกฯลุงตู่ผู้เปรื่องปราดช่วยตอบที!!!