เหลือเวลาอีกเพียงไม่เกิน 3 สัปดาห์ก็จะถึงกำหนดเวลาที่รัฐบาล โดย รองนายกรัฐมนตรี วิษณุ เครืองาม ประกาศว่าจะไม่เสนอร่างกฎหมายใหม่ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา
นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 ที่รัฐบาลเข้าบริหารประเทศในภาวะไม่ปกติได้มีการเสนอร่างกฎหมายไปยังสนช. และผ่านออกมาเป็นกฎหมายแล้วไม่น้อยกว่า 300 ฉบับ
กฎหมายหลายฉบับเป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประชาชาติ ขณะเดียวกันก็มีกฎหมายจำนวนไม่น้อยที่ถูกเสนอโดยคณะรัฐมนตรีและผ่านการเห็นชอบของสนช.ออกมาเป็นกฎหมาย โดยปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุล ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ขาดความเข้าใจถึงรากของปัญหาอย่างแท้จริงและยังมีการลิดรอนสิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมซึ่งรวมทั้งสิทธิชุมชนของประชาชนในหลายประการ ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมและเป็นสาเหตุประการหนึ่งของความเหลื่อมล้ำในสังคม

ปัจจุบันยังมีร่างกฎหมายหลายฉบับที่อยู่ระหว่างการนำเสนอเข้าคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นร่างกฎหมายที่มีประเด็นปัญหาข้อโต้แย้งในสังคม มีปัญหาข้อกฎหมาย ขณะที่ร่างกฎหมายบางฉบับก็หวังผลนิยมทางการเมืองหรือเพื่อประโยชน์ต่อคนในวงจำกัด รวมทั้งกฎหมายที่ผลักดันโดยข้าราชการประจำเพราะเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะแก้ไขกฎหมายโดยง่าย เช่น ร่างกฎหมายไซเบอร์ ร่างกฎหมายเก็บเงินสมทบจากบุหรี่เพื่อไปให้กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ร่างกฎหมายกีฬามวย และร่างกฎหมาย สสส. ฉบับแก้ไข เป็นต้น

ในช่วงเวลาสุดท้ายนี้รัฐบาลคงต้องการผลักดันร่างกฎหมายที่ต้องการให้ออกมาโดยเร็วที่สุดให้ได้ ดังนั้นการตรวจสอบกลั่นกรองร่างกฎหมายก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในเดือนธันวาคมนี้จึงต้องเป็นอย่างละเอียด รอบคอบและรัฐบาลควรสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองใหม่โดยไม่ควรตัดสินใจในเรื่องที่มีผลกระทบขนาดใหญ่ต่อประชาชนจำนวนมากหรือออกกฎหมายในลักษณะทิ้งทวนใดๆ ทั้งสิ้นอีกแล้ว

ประเทศของเราได้รับบทเรียนจากการพยายามใช้อำนาจที่มีอยู่ผ่านกฎหมายเพื่อประโยชน์ของพวกพ้องหรือเพื่อประโยชน์ทางการเมืองโดยไม่สนใจถึงความต้องการของประชาชนมาแล้ว ร่างกฎหมายฉบับเดียวสามารถล้มรัฐบาลในขณะนั้นได้ แต่น่าเสียดายที่วันนี้การตรวจสอบ ถ่วงดุลระหว่างฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการกลับทำไม่ได้อย่างสมบูรณ์

หน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาลในห้วงเวลานี้จึงไม่เป็นเพียงหน้าที่ของสื่อมวลชนแต่ยังเป็นหน้าที่ของประชาชนปวงชนชาวไทยทุกคนที่ต้องจับตา ตรวจสอบ ตามติดการเสนอร่างกฎหมายของคณะรัฐมนตรีทั้งหมดอย่างใกล้ชิด

เพราะในเมื่อประชาชนไม่อาจหวังพึ่งการตรวจสอบถ่วงดุลตามกลไกการบริหารบ้านเมืองได้เต็มที่ อำนาจที่เป็นใหญ่ที่สุดในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีคืออำนาจของประชาชน