แสงไทย เค้าภูไทย

ประธานาธิบดีสี่ประกาศผลการปราบคอรัปชันในพรรคคอมมิวนิสต์จีนว่าสัมฤทธิ์ผลอย่างท่วมท้นและจะขยายวงออกไปในส่วนราชการและเอกชนทั่วประเทศ

ประธานาธิบดีสี่ เจิ้น ผิง กล่าวในที่ประชุมกรรมการระดับโปลิตบุโรของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อศุกร์ก่อนว่าการรณรงค์ปราบคอรัปชั่นภายในพรรคที่เขาเคยประกาศในที่ประชุมใหญ่พรรคทุก 5 ปีเมื่อเดือนตุลาคม 2017 มาจนถึงวันนี้ ประสพความสำเร็จล้นพ้น

การคอร์รัปชันภายในพรรคคอมมิวนิสต์จีนมีทุกระดับ ตั้งแต่ระดับสูงที่ประธานาธิบดีสี่เรียกว่า “เสือ(tigers)” ไปจนถึงระดับล่าง “แมลงวัน(flies)”

ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2018 มีการนำคดีขึ้นสู่ศาลกว่า 464,000 คดีและมีการตัดสินลงโทษผู้กระทำผิดไปแล้วถึง 406,000 คน

จีนปกครองแบบพรรคเดี่ยวด้วยระบอบการปกครองคอมมิวนิสต์ ซึ่งโดยทฤษฎีประชาชนทุกคนเป็นสมาชิกพรรค

แม้จะมีลักษณะเป็นการปกครองแบบอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่ก็มีการเลือกตั้ง ตั้งแต่ระดับประชาชน ระดับท้องถิ่นขึ้นมาจนถึงระดับส่วนกลางและขึ้นไปจนถึงระดับบริหารพรรค

ในช่วงแรกๆการปกครองเป็นแบบคอมมิวนิสต์เข้มข้น collectivism หรือระบบนารวม วิสาหกิจทุกอย่างเป็นของรัฐ (State-Owned Enterprise)

ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงหลังการปฏิวัติวัฒนธรรมที่ล้มเหลว อดีตผู้นำรัฐบาลและประธานพรรคฯเติ้ง เสี่ยว ผิง ได้ทำการปฏิรูปการปกครอง สังคม เศรษฐกิจ มีการผ่อนคลายมากขึ้น

มีการลดการควบคุมเสรีภาพของประชาชนในการประกอบการรวมถึงการเปิดให้เอกชนมีส่วนร่วมในกิจการของรัฐ ในลักษณะผสมผสาน สังคมนิยมมาร์กซิสม์กับทุนนิยม (socio-economy) เป็นระบบเศรษฐกิจผสมผสาน( mixed – marketing economy)

ปรับเปลี่ยนการปกครองเป็น “หนึ่งประเทศ สองระบบ”แบ่งโซนเศรษฐกิจ เปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ ใช้นโยบาย“สี่ทันสมัย” และวาทกรรม

“แมว ไม่ว่าจะสีขาวหรือสีดำ ตราบใดที่มันจับหนูได้ ถือว่าเป็นแมวที่ดีทั้งนั้น “It doesn’t matter if a cat is black or white; as long as it catches mice, it’s a good cat.” ทำให้ จีนก็เปิดประตูสู่โลกเสรี

การใช้นโยบายการตลาดสังคมนิยม (socialist marketing) ที่ยังคงอยู่ในปัจจุบันดึงเอาศักยภาพทางเศรษฐกิจของจีนออกมา

ทรัพยากรมนุษย์อันล้นเหลือจากการเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก ทำให้ต้นทุนสินค้าของจีนถูกกว่าตลาดโลกมาก

ทำให้เศรษฐกิจจีนเติบโตเร็วที่สุดในโลกในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา

แต่สิ่งที่โตตามเศรษฐกิจก็คือคอรัปชั่น

รากเหหง้าคอรัปชั่นของจีนนั้นหยั่งลึกมาตั้งแต่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์

การปฏิรูประบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ของเติ้งสร้างลักษณะเฉพาะตัวใช้กับจีนเท่านั้น

เป็นประเทศเดียวการปกครองแบบ “หนึ่งประเทศ สองระบบ”

การคอรัปชั่นของจีน มีทั้งภายในพรรค ทั้งในวงราชการ ทั้งในระดับประชาชน

นายพลสองคนที่เคยเดินทางมาเป็นแขกของพลเอกประยุทธ์ จันทรโอชาและพลเอกประวิทย์ วงศ์สุวรรณ ถูกปลดและถูกดำเนินคดีข้อหาคอรัปชั่น ตกอยู่ในฐานะคอรัปชั่นภายในพรรคและคอรัปชั่นในวงราชการ

การคอรัปชันของพวกเขาจะเกี่ยวข้องกับการซื้อขายอาวุธยุทโธปกรณ์มีเงินทอนหรือไม่ เกี่ยวโยงมาถึงผู้ซื้อในเมืองไทยหรือไม่ ยังไม่มีรายงาน

เศรษฐกิจการตลาดสังคมนิยม ( Socialist Market Economy) เป็นการผสมผสานระหว่างการร่วมทุนเอกชนกับรัฐในรูปของบริษัทสาธารณะ (public ownership)ในสัดส่วน รัฐ-เอกชน 60-40%

แต่โลกตะวันตกเรียกว่า เป็น “ทุนนิยมรัฐ ( state capitalism)” เพราะรัฐเป็นนายทุนใหญ่ เอกชน เป็นผู้ถือหุ้นส่วนน้อย แต่มีหน้าที่บริหารการตลาด

ดูแล้วไม่ต่างจากปตท.ยุคต้นๆ ที่แรกตั้งเป็นรัฐวิสาหกิจ เนื่องจากตีความว่า น้ำมันเป็นสาธารณูปโภคเหมือนกับกระแสไฟฟ้า น้ำประปา

รัฐจะต้องบริหาร ควบคุมโดยไม่แสวงกำไร ทั้งนี้เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ รวมถึงด้านกองทัพเพราะเชื้อเพลิงถือเป็นยุทธปัจจัยหนึ่ง

การจะปล่อยให้เอกชนดำเนินการโดยเสรี หากมีการแสวงหากำไรขึ้นมา ประชาชนผู้บริโภคจะได้รับความเดือดร้อน

แต่ตอนนี้กลายเป็น ปตท.จำกัด (มหาชน) มีหุ้นเทรดอยู่ในตลาดหุ้นไปแล้ว มีการแตกลูกเป็นบริษัทย่อยๆเป็นบริษัทเอกชนเต็มตัวอีกมากมาย กลายเป็นบริษัทแสวงกำไรที่มีกำไรล้นหลาม

ตลาดหุ้นจีน ไม่ว่าจะที่เซี่ยงไฮ้หรือเสิ่นเจิ้น รวมกัน 7 ตลาดล้วนมีบริษัทแบบนี้ทั้งนั้น

ผู้บริหารบริษัทกึ่งรัฐวิสาหกิจเหล่านี้จึงมีสองสถานะ คือเป็นข้าราชการรัฐวิสากิจและเป็นลูกจ้างบริษัทเอกชน

มีการคอรัปชั่นเป็นสนิมเนื้อในกันแทบทุกแห่ง

ประธานาธิบดีสี่ จึงประกาศว่า เป้าหมายปราบคอรัปชั่นกลุ่มต่อไปคือข้าราชการและลูกจ้างเอกชนพันธุ์ผสมเหล่านี้

เป้าหมายและวิธีการเยี่ยงนี้ รัฐบาลไทยคงไม่กล้าเอาอย่าง เกรงจะหยิกเล็บแล้วเจ็บเนื้อ

เพราะมีแต่คนกันเองทั้งนั้น