สมบัติ ภู่กาญจน์

ในความพยายามให้ความรู้เรื่องแมว ผ่านข้อเขียนในช่วงปี 2595-6 ที่ผมเสนอตอนแรกไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อาจารย์คึกฤทธิ์ ยังมีประวัติศาสตร์ของแมวมาเล่าต่อ ไว้ดังนี้

“ ถึงแม้ว่าการเลี้ยงแมวจะแพร่หลายอยู่ในไอยคุปต์สมัยโบราณก็จริง แต่ปรากฏว่า แมวก็ยังแพร่หลายไปถึงประเทศอื่นๆช้ามาก เพราะตามหลักฐานที่ปรากฏในหนังสือประวัติศาสตร์สมัยโบราณ ระบุว่า ฝรั่งเพิ่งรู้จักแมว เมื่อศตวรรษแรกแห่งคริสต์ศักราชเท่านั้นเอง และในระยะแรกที่เริ่มรู้จัก ฝรั่งยังเรียกแมวว่า Weasel อันเป็นชื่อเดียวกับสัตว์เมืองหนาวชนิดหนึ่ง ซึ่งจะเรียกภาษาไทยว่าอะไรไม่รู้เพราะเมืองไทยไม่มี สัตว์ชนิดนี้ ลักษณะคล้ายอีเห็นแต่ตัวย่อมกว่าพังพอน มีความสามารถเข้าไปจับหนูได้ถึงในรู และมีฤทธิ์เดชในการปราบหนูมาก แต่มีข้อเสียที่เลี้ยงยาก เพราะไม่เชื่องและหลบหนีไปง่าย

แมวนั้น เมื่อไปถึงยุโรปแล้ว ก็ยังปรากฏว่าแพร่พันธุ์ไปอย่างช้าที่สุด ซึ่งมีหลักฐานปรากฎตามกฎหมายเก่าของประเทศเวลส์เมื่อ 900ปีกว่าที่แล้ว ชวนให้เข้าใจได้ว่าแมวนั้นเป็นของหายาก เพราะมีพิกัดอัตราราคาแมวกำหนดไว้อย่างค่อนข้างพิสดาร บอกไว้อย่างละเอียดว่า หากผู้ใดเอาสิ่งของอื่นมาขอแลกกับแมว เจ้าของแมวมีสิทธิ์ที่จะเรียกเอาอะไรเป็นค่าตอบแทนได้บ้าง ยิ่งกว่านั้น ยังมีบทลงโทษเกี่ยวกับการฆ่าแมวไว้อีก ว่าหากผู้ใดฆ่าแมวตาย ให้เอาแกะหรือลูกแกะมาชดใช้เป็นสินไหมทดแทนแก่เจ้าของแมว หรือมิฉะนั้น ก็ให้เอาแมวที่ตายนั้นแขวนขึ้นโดยผูกที่หางให้หัวจรดพื้นดิน แล้วให้ผู้ฆ่าแมวเอาข้าวสาลีมากองจนมิดหางแมว เป็นข้าวเท่าไรก็ให้แก่เจ้าของแมวไปเป็นค่าเสียหาย พิเคราะห์ดูกฎหมายเก่าๆเหล่านี้แล้ว ก็อดคิดไม่ได้ว่า สมัยหนึ่งแมวคงเป็นของหายากเอาการอยู่เหมือนกัน และอาจไม่ต่างจากเมืองไทย ซึ่งเคยอุดมไปด้วยฉางข้าวและหนู เมื่อแมวมีประโยชน์มากในการช่วยจับหนู จึงน่าเรียกได้ว่าเป็นสัตว์มีค่าหายากเหมือนกัน แมวในสมัยนั้นจึงน่าจะมีค่าสูงสำหรับสังคม จึงมีคำโบราณที่พูดกันมาจนถึงเดี๋ยวนี้ว่า ผู้ใดฆ่าแมวตาย ผู้นั้นทำบาปเท่ากับฆ่าเณรหนึ่งองค์ ซึ่งฟังดูก็ชอบกลอยู่เหมือนกัน....( ขออนุญาตหมายเหตุว่า ขณะที่เขียนนั้นคือก่อนปีพ.ศ. 2500 ซึ่งมาถึงสมัยหลังพ.ศ. 2560คนรุ่นใหม่ในยุคนี้ อาจไม่มีใครเคยได้ยินคำพูดแบบไทยโบราณนี้แล้วก็ได้ แต่คนวัยเลยหกสิบแล้วอย่างผม เกิดมาทันได้ยินคนไทยพูดคำนี้ ครับ )

จนมาถึงสมัยตั้งกรุงศรีอยุธยา คือราว พ.ศ.1800กว่าๆ แมวก็ยังเป็นสัตว์ที่มีคุณค่าและหายากอยู่ในยุโรป เพราะในหลักฐานโอนกรรมสิทธิ์ที่นาของประเทศเยอรมันในสมัยนั้น ยังมีความปรากฏว่า แมวเป็นทรัพย์สินอันจำเป็นที่ต้องโอนไปกับนา เมื่อมีการซื้อขายกัน เสมือนเป็นส่วนควบของอสังหาริมทรัพย์อย่างหนึ่ง ซึ่งผู้โอนกรรมสิทธิ์จะเอาแมวติดตัวไป เมื่อออกจากที่นา โดยปราศจากการยินยอมของผู้รับโอน ไม่ได้

หลักฐานทั้งหมดที่กล่าวมาเรื่องแมว แสดงให้เห็นความจริงอย่างหนึ่งได้ว่า แมวนั้นเป็นสัตว์ที่มนุษย์บังคับได้ยาก เพราะแมวมีสัญชาติญาณแห่งอิสรภาพและเสรีภาพ ไม่ยอมง่ายๆที่จะอยู่ใต้อาณัติของใคร และที่สำคัญที่สุด แมวไม่ยอมตัวให้มนุษย์ซื้อขายกันได้ตามใจ เหมือนผู้แทนราษฎรหรือสัตว์เลี้ยงอื่นๆ ( อ้าว.....ไหงเลี้ยวเข้าไปตรงนี้เอาง่ายๆ.....นี่ละครับ สไตล์เขียนหนังสือให้คนไม่เบื่อที่จะติดตามอ่าน.....แบบคึกฤทธิ์ ขออนุญาตอุทานแล้วก็เชิญอ่านกันต่อเถอะครับ ใกล้จบแล้วละ )

ที่สัตว์เลี้ยงอื่น แพร่หลายไปในประเทศต่างๆได้ง่ายนั้นก็เพราะเหตุว่า เมื่อมนุษย์เห็นว่าสัตว์ใดมีประโยชน์แก่ตน เป็นต้นว่าใช้ขี่ ใช้แรงงานได้ หรือเนื้อกินอร่อย ไข่กินดี มนุษย์ก็จะผสมพันธุ์สัตว์นั้นขึ้นแล้วก็เอาลูกสัตว์ขายต่อกันเป็นทอดๆไป สัตว์ใดที่ถูกมนุษย์ใช้เป็นวัตถุซื้อขายกันได้ จึงถูกมนุษย์กำหนดพื้นที่ให้อยู่ สัตว์นั้นก็มักจะอยู่เป็นที่เป็นทาง ตามความต้องการของมนุษย์ แล้วสัตว์เองก็จะแพร่หลายกระจายพันธุ์ในพื้นที่เหล่านั้นกันได้กว้างขวางเรื่อยไป ต่างกับแมวที่เป็นสัตว์รักอิสรภาพ จะซื้อขายหรือจะส่งไปอยู่ที่ไหนก็ไม่ง่ายนัก เพราะแมวจะเลือกอยู่เฉพาะถิ่นที่ตนชอบอยู่ ดังเราจะพบว่าบางคนซื้อหรือขอแมวจากบ้านหนึ่งเอาไปอยู่อีกบ้านหนึ่ง บางครั้งแมวก็จะหาทางกลับไปอยู่ที่ถิ่นเดิม

หรือหากว่า ที่อยู่ใหม่นั้นไม่ถูกใจ หรือไกลเกินกว่าที่แมวจะหาทางกลับถิ่นเดิมได้ แมวก็จะมีเสรีภาพพอที่จะออกจากที่อยู่นั้น ไปหาที่ใหม่อยู่กินเอาเองอย่างเป็นอิสระ เหมือนพอใจจะกลับไปเป็นแมวป่าอีกครั้ง ทั้งๆที่อยู่ในเมือง

การแพร่หลายของแมวในประเทศต่างๆ จึงไม่ใช่เพราะคนเป็นต้นเหตุหรือคนเป็นผู้กำหนด แต่ส่วนใหญ่จะเป็นไปเพราะการตัดสินใจของแมวเอง แม้แต่การติดไปในเรือสินค้าแล้วโดดลงไปอาศัยอยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่ง ส่วนใหญ่น่าจะเป็นการตัดสินใจของแมวเองไม่น้อยกว่าการกระทำของมนุษย์

การท่องเที่ยวของแมว โดยออกจากบ้านหนึ่งไปยังอีกบ้านหนึ่ง แล้วกลายเป็นจากหมู่บ้านหนึ่งไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง จนถึงในที่สุด การเข้าไปยึดครองประเทศทั้งประเทศ จึงน่าจะเป็นการตัดสินใจของแมวเอง ที่ไม่เกี่ยวข้องกับใจคน หรือความต้องการของคนมากนัก .......”

*********** ************

ทั้งหมดนี้ คือหลักฐานข้อมูลที่นักวิชาการฝรั่ง เขาศึกษาค้นคว้ากันเอาไว้ ซึ่งอาจารย์คึกฤทธิ์ได้พยายามค้นหาหนังสืออ่าน อ่านแล้วก็นำมาเขียนเล่าต่อ ให้คนรักหมารักแมวเมื่อเจ็ดสิบปีที่แล้วได้รับฟังกัน ก็จบลงด้วยประการฉะนี้

ผมเองเป็นศิษย์ รับใช้ใกล้ชิดอาจารย์ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชอยู่นาน 30 ปี ยังจำได้ที่ ครั้งหนึ่งผมกับอาจารย์คุยกันเรื่องมนุษย์กับสัตว์รักที่ตนเลี้ยง แล้วอาจารย์คึกฤทธิ์ได้พูดเหมือน ‘ทีเล่นทีจริง’ เอ่ยกับผมว่า “ เขาว่าคนเลี้ยงหมากับคนเลี้ยงแมวนั้นต่างกันนะ ตรงที่ คนที่รักประชาธิปไตยจริงๆ น่าจะชอบเลี้ยงแมว แต่คนที่ตรงกันข้ามกับประชาธิปไตย คือชอบสั่งชอบบงการ น่าจะชอบเลี้ยงหมา ” ผมฟังแล้วยังย้อนแย้งถามท่านกลับว่า “อ้าว ถ้างั้นอาจารย์ก็ไม่รักประชาธิปไตยน่ะซี.. จริงเหรอครับ ”

อาจารย์คึกฤทธิ์หัวเราะก้ากๆ ก่อนตอบว่า “ไม่รู้ซี! คุณลองพิจารณา แล้วก็คิดดูเองละกัน.... หรือไม่ก็ไปหาหมาหรือแมวมาเลี้ยงตอนแก่ แล้วก็ลองพิจารณาดู....ได้คำตอบยังไง ก็จุดธูปบอกผมด้วยแล้วกัน ”

มาถึงวันนี้ ผมบอกอาจารย์ของผมไปแล้วครับ แต่อยากฝากต่อถึงท่านผู้อ่าน ไว้คิดเล่นแก้เหงา ด้วย เพื่อโปรดพิจารณา

คนเราถ้าขยันคิดกันให้มากๆ บางทีความขยันคิด อาจจะช่วยป้องกันโรคหลายโรคได้ด้วยละครับ โดยเฉพาะใครที่อยากนั่งทำงานอะไรไปนาน ๆ นอกจากต้องขยันคิด แล้วยังต้องฝึกอดทนอดกลั้น เพิ่มขึ้นอีกด้วยซ้ำไป

อาจารย์ของผมนั้น ท่านไม่ได้แค่สอนอย่างเดียว แต่ลงมือทำให้เห็นด้วย ตลอดชีวิตของท่านที่ผมได้เห็นมา ทำให้ผมได้เห็นทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว จนแม้แต่คำสอนเรื่องหมาเรื่องแมว ท่านก็ยังชวนให้คนคิดต่อไปได้ว่า อิสรภาพ การตัดสินใจ หรือประชาธิปไตย ในอีกแง่มุมมองหนึ่งนั้น อาจมองได้อย่างไร?

โลกนี้มิได้มีแต่การเมืองหรือทฤษฎีหรือเศรษฐกิจสี่จุดศูนย์ห้าจุดศูนย์ เป็นสรณะใหญ่เท่านั้นหรอกครับ แต่ยังมีมนุษย์มีหมามีแมว มีรักมีโรค มีความไม่รู้ มีความไม่ฉลาด ของคนในแต่ละภูมิภาค ผสมผสานอยู่ในโลกนี้อีกไม่น้อย โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ขณะนี้ ความรู้จากการก้มหน้าจะนับวันมีแต่สูงขึ้นๆ

โลกออนไลน์ที่มีอายุไม่เกินสิบปี กำลังถูกเชิดชูให้มากกว่าโลกออฟไลน์ที่สร้างมนุษย์มาหลายพันปี

มาช่วยกันเขียนสร้างความคิดให้มากกว่าสร้างอารมณ์กันดีไหมครับ? เขียนอะไรให้มีคนส่วนใหญ่ตามอ่านและเกิดความคิดในทางที่ดี จะดีกว่าเขียนให้คนบางส่วน มีแต่เกลียดกันโกรธกันทะเลาะกัน หรือไม่?– นี่เป็นข้อคิดที่ผมอยากฝากไว้ในโลกที่คนอ่านหนังสือน้อยลงทุกวันนี้ไว้ด้วยครับ