ยุทธศาสตร์ชาติยี่สิบปีของประเทศไทยถูกกำหนดไว้แล้ว ต่อไป รัฐบาลคณะต่อๆ ไป , คณะกรรมการ และหน่วยงานราชการทุกแห่งในอนาคตจะต้องทำตามยุทธศาสตร์ชาติ ตั้งแต่ระดับนโยบาย งบประมาณประจำปี และแผนต่างๆ โดย พ.ร.บ. การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 2560 กำหนดอย่างชัดเจนในมาตรา 5 ว่า “หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยมีหน้าที่ดําเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่กําหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ การกําหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีก่อนที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดิน การจัดทําแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติและแผนอื่นใด รวมตลอดทั้งการจัดทํางบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ ต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ” และ “เป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่จะกํากับดูแลและสนับสนุนให้หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยดําเนินการ” ตามยุทธศาสตร์ชาติ

แก่นของยุทธศาสตร์ยี่สิบปีนี้ สรุปได้ว่า “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”

มีหลายเสียงวิจารณ์ว่า รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร กำหนดยุทธศาสตร์ชาติยิ่สิบปี เหมือนกับว่าจะบังคับให้รัฐบาลที่จะเกิดตามมาภายหลังจำต้องปฏิบัติตาม

ก็แล้วจะมีพรรคการเมือง มีนักการเมืองคนใดบ้าง จะกล้าประกาศว่านโยบายของตน มิได้ทำเพื่อ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”

“มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เป็นคำที่กว้างขวางมาก ทุกพรรคการเมือง และนักการเมืองทุกคน ก็จะต้องอ้างอิงคำนี้กันทั้งนั้น

ส่วนมาตรการรูปธรรมจะกระทำกันอย่างไร ก็อยู่ที่การตีความกรอบรูปธรรมของคำ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เพราะทั้งสามคำนี้ ตีความได้ต่างกันมาก ทั่วโลกนี้ แบ่งกรอบตีความสามคำนี้ได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ ๆ ที่แตกต่างกันมาก จนอาจจะกล่าวได้ว่า กลุ่มความเห็นความเชื่อสองกลุ่มนี้ เป็นด้านตรงกันข้ามกันได้ทีเดียว ยกปัญหารูปธรรมที่กำลังเกิดอยู่ในประเทศฝรั่งเศสขณะนี้มาเป็นคำถามว่า ณะนี้สภาวะของประเทศฝรั่งเศสมั่นคงหรือไม่

แน่นอนว่าจะมีคำตอบเป็นสองกลุ่ม คือ “มั่นคง” กับ “ไม่มั่นคง” อย่างไรก็ตาม ยุทธศาตร์ชาติยี่สิบปีของชาติไทย ก็ยังมีมีการกำหนด “ตัวชี้วัดหลัก” ไว้ได้แก่
ดัชนีชี้วัดความสุขของประชากรสำหรับประเทศประเทศไทย อยู่ใน 10 อันดับแรกของโลก ภายในปี พ.ศ. 2580

ระดับความมั่นคงปลอดภัยภายในประเทศและศักยภาพตำรวจระดับสากล อยู่ใน 20 ลำดับแรกของโลก ภายในปี พ.ศ. 2580

กองทัพและหน่วยงานด้านความมั่นคงมีความพร้อมด้านบุคลากร เทคโนโลยี ยุทโธปกรณ์ แผน ระบบการแก้ไขปัญหา และการมีส่วนร่วมของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนในการแก้ไข ปัญหา ที่ครอบคลุมทุกมิติและทุกระดับความรุนแรง รวมถึงมีการฝึกอบรมที่มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง

การนำเสนอแนวความคิดริเริ่มและหนทางแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศตามโอกาสที่เหมาะสมของประเทศไทย

การพัฒนากลไก (คนและเครื่องมือ) รวมถึงระบบการบริหารจัดการความมั่นคงแบบองค์รวม ให้เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีการที่ยุทธศาสตร์ด้านนี้เสนอ ส่วนใหญ่เป็นการ ‘พัฒนาและเสริมสร้าง’ ศักยภาพของหน่วยงานด้านความมั่นคง และ ‘คนในทุกภาคส่วน’ ให้มีความเข้มแข็ง และมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา

ข้อแรกนั้นดีมากที่กล้าตั้งความหวังไว้ว่า จะทำให้ “ดัชนีวัดความสุขของพลเมืองไทย” อยู่ภายในอันดับสิบของโลก แต่ความฝันข้อที่สองนั้น ดูจะบรรลุยากแสนยาก เพราะจะมีหนูตัวไหนกล้าไปปฏิรูปแมว