เสือตัวที่ 6

การขับเคลื่อนการต่อสู้กับรัฐไทย ของขบวนการแบ่งแยกตนเองในพื้นที่ปลายด้ามขวาน ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นการปรับตัวการต่อสู้ให้สอดประสานกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ที่มีแนวโน้มว่า สังคมโลกภายนอกประเทศ โดยเฉพาะโลกมุสลิมในตะวันออกกลาง เริ่มไม่เห็นด้วยกับการต่อสู้กับกลุ่มคนในขบวนการร้ายแห่งนี้ที่ยังคงใช้ความรุนแรงเพื่อเอาชนะรัฐไทยอย่างที่เคยทำมาตลอด 10 กว่าปี ผนวกกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ส่วนหนึ่งเริ่มมีความเข้าใจรับรู้ความจริงอีกแง่มุมหนึ่งมากขึ้น อันเกิดจากการพยายามสร้างความรู้ความเข้าใจของรัฐต่อปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ และที่สำคัญมากไปกว่านั้นก็คือ แนวทางการก่อความไม่สงบในพื้นที่อย่างสะเปะสะปะ เริ่มสร้างการเดือดร้อนในการดำรงชีวิตของพี่น้องชาวไทยมุสลิมซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ และนำไปสู่การขาดพลังแนวร่วมการต่อสู้กับรัฐด้วยวิธีการรุนแรงตามที่แกนนำของขบวนการนี้ต้องการ และนั่น เป็นปัจจัยสำคัญที่เส้นทางของการต่อสู้ตามแนวทางที่รุนแรงอย่างเดิมนั้น เริ่มไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เป้าหมายสุดท้ายของอิสระในการปกครองกันเองของแกนนำต่อคนในพื้นที่เริ่มห่างหายมากขึ้นไปทุกที การปรับตัว เปลี่ยนรูปแบบการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐในพื้นที่ จึงต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ประกอบกับองคาพยพในการต่อสู้กับรัฐไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้คน เครื่องไม้เครื่องมือในการก่อเหตุร้ายต่างๆ เริ่มลดน้อยถอยลง ส่งผลให้พละกำลังในการก่อเหตุร้ายรายวัน รายสัปดาห์เริ่มหมดโอกาสเข้าไปทุกที รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ เริ่มจับทางการเคลื่อนไหวของขบวนการร้ายแห่งนี้ได้มากขึ้น พร้อมทั้งนำการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชนคนในพื้นที่ เข้ามาร่วมกันแก้ปัญหา ป้องกัน ระงับยับยั้งเหตุรุนแรงได้มากขึ้น และนำพี่น้องเหล่านั้น มาร่วมกับพัฒนาความเจริญให้กับคนในพื้นที่ ตามความต้องการของคนในพื้นที่เอง เหล่านี้ ยิ่งเป็นการปิดโอกาสการต่อสู้กับรัฐ ด้วยวิธีการรุนแรง เพื่อสร้างบรรยากาศของสงครามให้เกิดขึ้นในพื้นที่ และคาดหวังที่จะนำนานาชาติเข้ามาให้ความช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหา

เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปอันเกิดจากปัจจัยหลากหลายประการที่กล่าวมา แกนนำของขบวนการแห่งนี้ จึงต้องปรับกลยุทธ์การเคลื่อนไหวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยหันมาเคลื่อนไหวผ่านกระบวนการของการขับเคลื่อนทางสังคม ที่เรียกกันว่า “ภาคประชาสังคม” ในรูปแบบต่างๆ มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งการร่วมตัวอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการของคนกลุ่มนี้ มีปรากฏให้เห็นมาอย่างต่อเนื่องก่อนหน้านี้แล้ว เพียงแต่การเคลื่อนไหว ยังกระทำในรูปแบบจำกัด หากแต่ในห้วงนี้ จะมีการนัดชุมนุม เคลื่อนไหวของกลุ่มคนในนามภาคประชาสังคมต่างๆ มากขึ้น และในล่าสุด มีการนัดพบของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง โดยใช้ชื่อว่า การสัมมนาเพื่อพูดคุยกันในประเด็นของสิทธิในการตัดสินใจของคนในชุมชนเอง หรือที่เรียกกันอย่างเป็นทางการว่า สิทธิในการกำหนดใจตนเอง (RSD) ณ มอ.ปัตตานี โดยกิจกรรมดังกล่าวจัดโดยนักวิชาการกลุ่มหนึ่งใน กทม. ร่วมกับนักวิชาการในพื้นที่ ใช้หัวข้อว่า “สิทธิทางการเมืองกับทางออกของสงครามปาตานี” โดยกำหนดเดิมจะจัดใน 10 ธ.ค.61 ที่ผ่านมา หากแต่ถูกหน่วยงานด้านความมั่นคงขอความร่วมมือให้ระงับการจัดกิจกรรมดังกล่าว ด้วยเห็นว่า เป็นประเด็นที่ล่อแหลมต่อความมั่นคงของชาติเป็นอย่างมาก

แม้บางฝ่าย จะเห็นว่า การเข้าขอความร่วมมือให้กลุ่มภาคประชาสังคมดังกล่า ระงับการจัดกิจกรรมอันล่อแหลมต่อการสร้างความเข้าใจผิด และก่อให้เกิดความแตกแยกในพื้นที่ อาจเข้าทางของกลุ่มคนเห็นต่างในพื้นที่ได้ ด้วยเหตุผลว่าการขอให้ระงับการจัดกิจกรรมการเสวนาดังกล่าวนั้น จะยิ่งเป็นการสร้างเงื่อนไขให้กลุ่มคนเห็นต่าง นำไปเป็นประเด็นปลุกระดมคนในพื้นที่ว่า รัฐปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของคนในพื้นที่ก็ได้ และฝ่ายความมั่นคงบางส่วน ยังเป็นว่า ไม่ควรระงับการจัดกิจกรรมแม้จะเป็นประเด็นสัมมนาที่ล่อแหลมต่อความมั่นคงในพื้นที่ แต่รัฐควรใช้โอกาสนี้ในการเข้าไปร่วมกิจกรรมนั้นๆ โดยเอาความจริงอีกชุดหนึ่งเข้าไปต่อสู้ในเวทีสัมมนาดังกล่าว ด้วยนักคิดระดับนำของรัฐที่กล้าแข็งพอจะไปโต้แย้งกับนักคิดของขบวนการนี้ได้ หากแต่ประเด็นอยู่ที่ว่า รัฐไทยเอง จะมีนักคิดระดับนำสักกี่คนที่สามารถต่อกรหรือรับมือ โต้งแย้งด้วยความจริงที่จริงกว่านักคิดระดับนำของขบวนการได้ ซึ่งนั่นอาจเป็นสาเหตุสำคัญที่หน่วยงานด้านความมั่นคง รีบขอความร่วมมือนักเคลื่อนไหวก่อนที่จะหาทางหนีทีไล่กันอีกที

และปรากฏการณ์ดังกล่าว ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ขบวนการร้ายแห่งนี้ ไม่เคยยอมจำนนต่อภาครัฐในการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งการปกครองกันเองตามที่แกนนำต้องการ การเคลื่อนไหวอย่างจริงจังของภาคประชาสังคมในระยะหลังๆ มานี้ จึงเกิดขึ้นอย่างถี่ยิบมากขึ้น อันเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ขบวนการได้มีการปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป การขับเคลื่อนการต่อสู้เปิดเผยบนดินด้วยกิจกรรมขยายแนวคิด ให้กำบังใจ และความหวังในเป้าหมายปลายทางของผู้ร่วมขบวนการ จึงมีความจำเป็นต้องเร่งขับเคลื่อนอย่างจริงจังมากขึ้น ในขณะเดียวกัน แนวร่วมขบวนการ และสมาชิกที่นิยมความรุนแรง ตามแนวคิดสุดโต่งของขบวนการนี้ ก็ยังสงบนิ่ง เพียงเพื่อรอคอยโอกาสในการก่อเหตุร้ายให้คงสภาพการขัดแย้งด้วยอาวุธระหว่างรัฐไทยกับคนในท้องถิ่นให้ปรากฏอยู่ในสายตาของชาวโลกมุสลิมอยู่ต่อไป โดยเฉพาะกลุ่มคนใน BRN ที่เป็นกลุ่มสำคัญยิ่งในการสร้างนักก่อเหตุร้ายและบงการการต่อสู้ด้วยความรุนแรงกับรัฐไทยที่ยังไม่เคยเปลี่ยนความคิด การเคลื่อนไหว ขับเคลื่อนการต่อสู้กับรัฐไทย จึงยังคงดำเนินต่อไปทั้งในรูปแบบเปิดเผย ส่งผ่านแนวคิดแปลกแยก สร้างความหวังให้กับผู้คนที่ยังฝักใฝ่ในพื้นที่ โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ที่ยังเป็นผ้าขาวและพร้อมที่จะซึมซับแนวคิดแปลกแยกเหล่านี้ไปดำเนินการต่อ ผ่านการจัดกิจกรรมต่างๆ นานา ของกลุ่มคนในภาคประชาสังคมในหลากหลายโอกาส ซึ่งดำเนินการคู่ขนานกับกลุ่มแนวคิดสุดโต่ง นิยมความรุนแรง เคลื่อนไหว หาโอกาสในการก่อเหตุร้ายเท่าที่จะทำได้อยู่ต่อไป อันเป็นลักษณะของการแยกกันเดิน ร่วมกันตี อย่างคู่ขนาย ทั้งการต่อสู้บนดินและใต้ดินไปพร้อมๆ กัน ซึ่งการเคลื่อนไหวที่ชัดเจนและมีพลังมากขึ้น น่าจะเกิดหลังจากการเลือกตั้งใหญ่ในไม่ช้านี้