จังหวัดชัยนาท มีพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตชลประทานราบลุ่มเหมาะแก่การทำการเกษตร โดยเฉพาะการทำนาปีละ 2 ครั้ง เพราะมีแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำน้อย เป็นหัวใจสำคัญในการทำเกษตร อาชีพหลักของประชากรส่วนใหญ่จึงเป็นการทำเกษตร พืชหลักคือ การปลูกข้าว มีการปลูกข้าวในรอบปีเกินกว่าล้านไร่แต่ชาวนาก็ยังประสบปัญหาการทำนาที่ไม่คุ้มทุน รวมทั้งปัจจัยการผลิตที่มีต้นทุนสูง

ด้วยปัญหาดังกล่าว บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด จึงได้มีการส่งเสริมเกษตรกรปลูกข้าวคุณภาพสูงด้วยวิธีการใช้รถดำนาและรถหยอดข้าว ทดแทนการทำนาหว่าน ตาม “โครงการ ZERO Broadcast” เพื่อให้เกษตรกรมีการจัดการวิธีการเพาะปลูกให้ได้ต้นทุน ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งสอดคล้องกับรัฐบาลมีนโยบายให้เกษตรกรผลิตข้าวคุณภาพ GAP

นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า สยามคูโบต้า ตระหนักดีว่า การปลูกข้าว ด้วยวิธีการทำนาดำและนาหยอด ช่วยให้ผลผลิตมีคุณภาพและได้พันธุ์ข้าวที่บริสุทธิ์ อีกทั้งยังช่วยเกษตรกรลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสามารถบำรุงรักษาต้นข้าวได้ง่าย ซึ่งหนึ่งในพื้นที่ที่สยามคูโบต้าได้เข้าไปส่งเสริม คือ กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านพระแก้ว อ.สรรคบุรี โดยมีเป้าหมายสำคัญที่จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิต

โดยแนวทางการส่งเสริมเกษตรกรในกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านพระแก้ว สยามคูโบต้า ได้ร่วมกับร้านค้าผู้แทนจำหน่าย และหน่วยงานราชการท้องถิ่น ลงพื้นที่ให้ความรู้และทำแปลงส่งเสริมการปลูกข้าวด้วยวิธี KUBOTA (Agri) Solutions มุ่งเน้นการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรในการเพาะปลูก ทั้งรถดำนา ที่ช่วยให้ความลึกในการปักดำต้นกล้ามีความสม่ำเสมอกัน และมีระยะที่เหมาะสมกับต้นข้าวในแต่ละพันธุ์ สำหรับการใช้รถหยอดข้าว จะช่วยให้เกษตรกรลดการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวลงได้ ต้นข้าวเรียงกันเป็นแถวสวยงาม ง่ายต่อการบำรุงรักษา ซึ่งรถหยอดข้าวคูโบต้ารุ่น DS10 ยังสามารถฉีดยาพ่นคุมวัชพืชไปพร้อมกันได้ เป็นการรวมขั้นตอนการปลูกและฉีดยาคุมวัชพืชให้เหลือเพียงขั้นตอนเดียว โดยทั้ง 2 แนวทางนี้ ล้วนมีส่วนสำคัญที่ทำให้ต้นข้าวเจริญเติบโตได้ดี ข้าวแตกกอสมบูรณ์ ได้จำนวนเมล็ดข้าวต่อรวงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ส่งผลให้ผลผลิตมีคุณภาพ

ภายหลังจากการนำร่องให้กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านพระแก้ว เปลี่ยนจากการทำนาหว่านมาเป็นนาดำและนาหยอด ในปี 2562 สยามคูโบต้า ได้ตั้งเป้าขยายผลให้แก่เกษตรกรสมาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านพระแก้ว จำนวน 1,000 ไร่ เปลี่ยนวิธีจากการทำนาหว่านมาเป็นวิธีนาดำและนาหยอดทั้งหมด เพื่อลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิตทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ และลดการใช้สารเคมีต่อไป

ขณะที่ นายบุญฤทธิ์ หอมจันทร์ รองประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านพระแก้ว กล่าวว่า ย้อนไปเมื่อปีที่ผ่านมา สยามคูโบต้า ได้เข้ามาส่งเสริมการปลูกข้าวให้แก่เกษตรกรในกลุ่มฯ โดยให้เปลี่ยนจากการทำนาหว่าน ที่คุ้นเคยมากว่า 30 ปี มาเป็นการทำนาด้วยเครื่องหยอดข้าวและรถดำนา ซึ่งหลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้ส่งเสริม พบว่า ได้ผลผลิตที่น่าพอใจ ช่วยลดต้นทุนได้มาก โดยได้ผลผลิตในปริมาณ 932 กิโลกรัม/ไร่ และได้กำไรประมาณ 5,345 บาท/ไร่ ซึ่งต่างจากการทำนาหว่าน ที่ได้ผลผลิตเพียง 670 กิโลกรัม/ไร่ และได้กำไรประมาณ 3,058 บาท/ไร่

“สมัยที่ทำนาหว่าน ต้นข้าวจะมีความหนาแน่นเยอะมาก ทำให้บำรุงรักษายาก ยิ่งในขั้นตอนของการกำจัดวัชพืชและแมลง ต้องใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงในปริมาณมาก ส่งผลให้ต้นทุนสูงถึง 4.9 บาท/กิโลกรัม ต่างจากการทำนาโดยใช้เครื่องหยอดและรถปักดำ ที่ใช้ต้นทุนเพียง 3.6-3.8 บาท/กิโลกรัม เพราะว่ามีการใช้เครื่องหยอดและรถปักดำในขั้นตอนการปลูก ทำให้ต้นข้าวเป็นแถวสวยงาม เรียงรายกันเป็นระเบียบ บำรุงรักษาได้ง่าย และต้นข้าวไม่ต้องแย่งปุ๋ยเวลาเจริญเติบโต ส่งผลให้ความสูงของต้นข้าวสม่ำเสมอกัน นอกจากนี้ ยังช่วยลดการใช้เมล็ดพันธุ์ให้เหลือเพียง 8 กิโลกรัม/ไร่ ต่างจากการทำนาหว่านที่ใช้เมล็ดพันธุ์สูงถึง 20 กิโลกรัม/ไร่”