ชัยวัฒน์ สุรวิชัย

ตอนที่ 95 ได้พูดถึง : การประเมินผล การเลือกตั้งทั่วไป 2562 ว่า มีแนวโน้มอย่างไร ??? ซึ่งผู้เขียนได้เน้นย้ำ : ตัวปัจจัย ที่จะทำให้ประเมินผลได้ใกล้เคียง คือ “ ต้องมีข้อมูลที่เป็นจริงของแต่ะฝ่าย” และการเข้าใจสภาพความเป็นจริงของสังคม ที่เปลี่ยนไป ( ทั้งภายในและต่างประเทศ ) เรามาพิจารณา ปัจจัยและองค์ประกอบ ของแต่ละฝ่าย ดูกัน โดย ตอนที่ 95 – 96 ได้พูดถึง “พรรคฝ่ายทัก” ไปอย่างค่อนข้างละเอียด

ตอนนี้ จะมาพูดถึง พรรคหลักของอีกฝ่ายหนึ่ง คือ พรรคพลังประชารัฐ ก่อนจะลงไปถึงลักษณะทั่วไปของพรรคนี้อยากจะพูดถึง : ความคิดความเห็นและข้อวิจารณ์ของนักการเมืองอีกขั้วและพรรคการเมืองอื่นๆ ที่ ใช้คำพูดแรง ว่า “เป็นการสืบทอดอำนาจของพลเอกประยุทธ์ หัวหน้าคสช. และนายกรัฐมนตรีฯ ที่มาจากการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557” เพราะ “ พรรครวมพลังประชารัฐ” เป็นการก่อตั้งจัดตั้ง โดย “คนสำคัญของรัฐมนตรีชุดนี้” โดยมีแนวโน้มสูง ที่จะเสนอ “พลเอกประยุทธ์ เป็น นายกรัฐมนตรี” และมีแนวโน้มสูง ที่จะมีโอกาส เป็นพรรครัฐบาลสูง
จึงมี วาทกรรม ในลักษณะเช่นนี้ออกมา โดย มี 2 นัยยะของ ของเรื่องนี้ คือ
1. การสืบทอดอำนาจของ คสช. ( กองทัพ ) โดย กองทัพ และเพื่อกองทัพ ( คสช.) หากเป็นการกระทำในลักษณะนี้ ย่อมเป็นเรื่องที่ผิด และผิดอย่างร้ายแรงด้วย เพราะ เป็นการกระทำเพื่อส่วนตัว เพื่อหมู่คณะของตนเอง คือ กองทัพและผู้นำฯ ,ไม่ต่างจากนักการเมืองฯ
แต่ต้องมาพิจารณา ถึง “ข้อเท็จจริง” ก่อน

โดยสามารถ พิจารณาได้เลยในช่วงนี้ ช่วงที่เป็นรัฐบาลมาร่วม 5 ปี ประเด็น การเริ่มต้นเข้ามาสู่อำนาจ ไม่ค่อยมีปัญหาหรือมีปัญหาน้อย แม้ว่าจะมีฝ่ายทักฯ ไม่เห็นด้วย เพราะ “ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ นอมินีทักษิณ เป็นฝ่ายถูกกระทำ หรือเสียประโยชน์ จาการเป็นรัฐบาล” เอามาดู ฝ่ายพรรคการเมืองอื่นๆ โดยเฉพาะ พรรคประชาธิปัตย์ ที่มีหลักการใหญ่ “ ไม่เอารัฐประหาร” แต่มาฟัง อดีตนายกรัฐมนตรีชวนหลีกภัย ซึ่งยังมีบทบาทสูงเด่นในพรรคประชาธิปัตย์กล่าว

ชวน หลีกภัย : รัฐประหาร 2 ครั้งหลัง(ชอบธรรม) เกิดเพราะรัฐบาลไม่มีนิติธรรม คือ การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 https://www.youtube.com/watch?v=fm9jutxOhcw

และต่อเนื่องมา ในเรื่องของผลงานของรัฐบาลพลเอกประยุทธ ฯ ที่ในช่วงแรกๆ แทบทุกฝ่าย ต่างยอมรับ เพราะ “ โพลทุกสำนัก” ออกมาให้การยอมรับรัฐบาล โดยเฉพาะ ตัวบุคคล “พลเอกประยุทธ์” จะได้คะแนนสูงมาก แต่ในช่วงหลัง ๆ โดยเฉพาะ ช่วงใกล้เข้าสู่ โหมดของการเลือกตั้ง , เริ่มมีการไม่ยอมรับ และมีโพลบางสำนัก ฯ ออกมา ในลักษณะ ที่ “คะแนนนิยมลดลง” และ มีผู้นำจากพรรคอื่นๆนำฯ แต่ โพลส่วนใหญ่ ยังให้การยอมรับอยู่ แม้ว่า “ บางช่วงอาจจะคะแนนลดลงไปบ้าง” เรามาพิจารณาดูโพล์ สังศิตโพล ครั้งที่ 4 ให้ “พลังประชารัฐ” คะแนนนิยมแซง “เพื่อไทย” แล้ว https://prachatai.com/journal/2018/11/79818

24 พฤศจิกายน 2561 รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ในฐานะผู้อำนวยการโครงการสำรวจความนิยมของนักการเมืองที่ประชาชนปรารถนาให้เป็นนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ วิทยาลัยฯ ได้ทำการรวบรวมประชากรครั้งละ 8,000 ตัวอย่างใน 350 เขตเลือกตั้งใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ ตามโครงสร้างของประชากรไทยในปัจจุบันคือ ภาค อาชีพ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ฯลฯ

ด้วยระดับความเชื่อมั่นทางสถิติ 90% การสำรวจดำเนินการมาแล้ว 4 ครั้ง คือ

1. วันที่ 1 พ.ค. 2561 พบว่า ผู้ได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนทั่วประเทศมากที่สุด 5 อันดับแรก

1) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 29.34% 2) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ 26.24% 3) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 24.74% 4) นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ 10.61% และ 5) นายอนุทิน ชาญวีรกูล 4.54% และอื่นๆ ที่เหลือ 4.53% (ดูตารางที่ 1)

2. วันที่ 13 มิ.ย. 2561 พบว่า คะแนนนิยมของประชาชนทั่วประเทศที่อยากได้คนเป็นนายกรัฐมนตรี

1) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 19.34% 2) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 17.31% 3) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ 8.93% 4) นายอนุทิน ชาญวีรกูล 5.68% 5) นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 4.36% และ 6) อื่นๆ ที่เหลือ 37.61% (ดูตารางที่ 2)

3. วันที่ 15 ต.ค. 2561 คะแนนนิยมผู้ที่ประชาชนปรารถนาให้เป็นนายกรัฐมนตรีเรียงตามลำดับ ได้แก่

1) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 19.62% 2) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 16.91% 3) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ 16.43% 4) นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 14.42% 5) นายอนุทิน ชาญวีรกูล 3.52% และ 6) อื่นๆ ที่เหลือ 29.10% (ดูตารางที่ 3)

4. วันที่ 24 พ.ย. 2561 คะแนนนิยมผู้ที่ประชาชนปรารถนาให้เป็นนายกรัฐมนตรีเรียงตามลำดับ ได้แก่

1) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 27.06% 2) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ 18.16% 3) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 15.55% 4) นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 9.68% 5) นายอนุทิน ชาญวีรกูล 2.26% และ 6) อื่นๆ ที่เหลือ 27.30% (ดูตารางที่ 4)

สำหรับการวิจัยนี้ รศ.ดร.สังศิต ดำเนินการโดยวิธีการเก็บข้อมูลแบบการสำรวจ (Survey Research)

กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในประเทศไทยจำนวน 77 จังหวัด รวมทั้งหมด 8,000 ตัวอย่างต่อครั้ง

2. เป็นการต่อเนื่องของการต่อเนื่องของการแก้วิกฤตของบ้านเมือง ซึ่งยังทำไม่บรรลุให้แล้วเสร็จ หรือทำให้ดีขึ้น สามารถปฏิรูปแก้วิกฤตได้ในหลากหลายประเด็น ที่เป็นปัญหาใหญ่ของสังคม เหตุผลนี้ เป็นทั้งเรื่องการแสดงความรับผิดชอบ เพื่อให้เกิดการต่อเนื่องของการแก้ปัญหา และเป็นเรื่องของการสรุปบทเรียนที่ผ่านมา ของการทำรัฐประหาร ครั้งที่ 19 กันยายน 2549 ที่ รัฐบาลของพลเอกสนธิ ฯ ซึ่งมาจากการรับประหารฯ และอยู่เพียงช่วงสั้นๆ ทำหน้าที่เพียงรัฐบาลรักษาการณ์ จึงไม่ได้สร้างผลงานไว้ และเมื่อเสร็จภารกิจ ก็ออกไป

ผลที่ออกมา คือ ได้รับการชื่นชมยินดี จากนักการเมืองพรรคการเมืองรวมทั้งต่างประเทศ ผู้ซึ่งไม่ชอบ ไม่พอใจการรัฐประหาร ซึ่งมองว่า “เป็นเผด็จการ มิใช่ประชาธิปไตย” มิใช่ทำเพื่อประชาชน โดยปล่อยให้ นักการเมือง นักเลือกตั้งจากพรรคการเมืองเก่าใหญ่ ที่ได้เปรียบและมีอำนาจมีกำลังเหนือกว่า พรรคการเมืองอื่นๆ สามารถกลับเข้ามาสู่อำนาจฯ แล้วก็กลับเข้าไปสู่ วัฏจักรวงจรอุบาทว์อีก ครั้งแล้วครั้งเล่า

เรา ประชาชน ผู้รักชาติรักประชาธิปไตย จะเรียก พฤติกรรมและการกระทำของผู้นำว่าอย่างไร เป็นเรื่องของการคิดเฉพาะหน้า กลัวว่า จะถูกนักการเมืองหรือนักวิชาการเรียกว่า“ต้องการสืบทอดอำนาจ เป็นการ ปล่อยภาระหน้าที่ของความรับผิดชอบต่อ การรักษาและการต่อเนื่องของบ้านเมือง ซึ่งแน่นอน ไม่มีใครกล่าวหาหรือประณาม แต่กลับกัน การที่พลเอกประยุทธ และคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลคสช.ที่ต้องการสืบทอดอำนาจต่อไป ซึ่ง นักวิชาการบางท่าน กล่าวว่า “ต้องยอมรับว่า เป็นการต้องการสืบทอดอำนาจ จากการออกแบบรัฐธรรมนูญ โดย อาจารย์มีชัย ฤชุพันธ์” ซึ่งผู้เขียน ก็ไม่ได้คัดค้าน เพราะ นอกจาก ไม่ได้คิดว่า เป็นเรื่องผิด หรือ ไม่ถูกต้อง ยังคิดว่า

นี่คือ ความจำเป็น นี่เป็นการถูกต้องชอบธรรม เพราะ เป็นการสืบทอดรักษาผลประโยชน์ที่ได้ทำเอาไว้ ในช่วง 5 ปี ไม่ให้สูญเสียไป ( เหมือนการรัฐประหารครั้งก่อนๆ ) และ
ต้องทำต่อเนื่อง อย่างน้อย เพื่อให้บรรลุผลขั้นต้น คือ การปรับดุลอำนาจ ให้ประชาชน มีอำนาจมีความแข็งแกร่ง มีพลัง ที่เป็นจริงเพิ่มขึ้น จากการปฏิรูปสังคม ในทุกด้าน ทั้งการเมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรมและสังคม รวมทั้งการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ให้มีความเข้มแข็ง ที่จะเอื้อประโยชน์ต่อประชาชนมากขึ้น ก่อนที่จะเข้าสู่ ระบอบการเลือกตั้งแบบรัฐสภา หรือ รูปแบบใดๆ ที่ไม่สำคัญเท่ากับเนื้อหา คือ

ความมีประชาธิปไตยที่กินได้ สำหรับประชาชนส่วนใหญ่ ให้สามารถกำหนดอนาคตของประเทศได้จริง

1. กำหนดกติกาสูงสุดของบ้านเมือง คือ รัฐธรรมนูญ กฎหมายหลักสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะ กฎหมายการเลือกตั้ง สส. และ สว. กฎหมายพรรคการเมืองฯลฯ ( ซึ่งได้รัฐธรรมนูญ ฉบับลงประชามติ)

2. การกำหนด การใช้อำนาจของประชาชน ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ การเข้าสู่อำนาจรัฐ การใช้อำนาจรัฐการตรวจสอบอำนาจรัฐ และ กระบวนการยุติธรรม ที่เกี่ยวกับ การเลือกตั้ง ต้องเป็นธรรม และทันกาลฯ

3. ตัวการใหญ่ ที่สำคัญ คือ “พรรคการเมือง “ ต้องเป็นพรรคการเมืองของประชาชนที่แท้จริง “ที่ประชาชนกำหนดได้ และปฏิบัติได้จริง ตั้งแต่ ขั้นเริ่มต้น จนถึงขั้นสุดท้าย

4. และที่สำคัญต้อง ปฏิรูปการเลือกตั้ง ให้เป็นธรรม ให้ทุกพรรคการเมือง ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปกำหนด ไปเป็นเจ้าของ และสามารถ จัดตั้งพรรคการเมือง ได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่แพงลิ่วฯ
เหมือนในปัจจุบัน ซึ่งสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบกันตั้งแต่ต้น แล้วจะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร