ดูเหมือนว่าคำให้สัมภาษณ์ของ “สุวิทย์ เมษินทรีย์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)ที่ได้บอกกับผู้สื่อข่าวในระหว่างประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่จังหวัดหนองคาย ที่ว่า “ถึงเวลา” ที่จะเชื้อเชิญ “บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้แล้วนั้น มีความสอดคล้องกับสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ประกาศเอาไว้อย่างเหมาะเจาะ

สุวิทย์ ได้ตอบข้อถามของผู้สื่อข่าวเรื่องการทำไพรมารี่โหวต เพื่อสรรหาผู้ที่จะถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี จะต้องมีการหารือกันภายในพรรคพลังประชารัฐอีกครั้ง

“ ช่วงนี้แกนนำพรรคต่างมีภาระจำนวนมาก จึงไม่มีโอกาสได้คุยกัน และยังไม่ได้พูดคุยเรื่องดังกล่าวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ซึ่งเป็นผู้ที่มีการคาดกันว่าจะถูกเสนอชื่อ

อย่างไรก็ตาม วันนี้เมื่อมีการปลดล็อคการเมืองแล้ว คิดว่าน่าจะถึงเวลาที่จะเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ ได้แล้ว เพราะส่วนตัวไม่เคยคุยเรื่องนี้กับ พล.อ.ประยุทธ์ มีเพียงการพูดคุยกันเรื่องงาน” (13 ธ.ค.2561)

นั่นหมายความว่า สัญญาณของความชัดเจน ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐนั้นไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ไปจากธงเดิมที่วางเอาไว้ นั่นคือการชู พล.อ.ประยุทธ์ ให้เป็นนายกรัฐมนตรี ในนามพรรคพลังประชารัฐ

แน่นอนว่าเมื่อพรรคพลังประชารัฐ เริ่มขยับ เตรียมเปิดหน้า ชูพล.อ.ประยุทธ์ ในห้วงจังหวะเวลาที่รัฐบาลและคสช.ประเมินว่า น่าจะได้รับการขานรับจากประชาชนในทิศทางที่เป็นบวก หลังจากที่รัฐบาลได้ทยอยออกมาตราการเทกระจาด เอาใจคนมีรายได้น้อย ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 11 ล้านคน

แต่ทว่าในขณะเดียวกัน คสช.เองต้องไม่ลืมว่า เมื่อวันนี้ได้มีการประกาศ “ปลดล็อค” เปิดทางให้พรรคการเมืองทั้งฝ่ายแนวร่วมพันธมิตรทางการเมือง ไปจนถึง “ฝั่งตรงข้าม” ได้มีโอกาสเคลื่อนไหวกันอย่างเต็มที่แล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือการที่ทั้งรัฐบาล คสช. และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือตัวพล.อ.ประยุทธ์ เองที่จะต้องเผชิญหน้ากับการถูกโจมตีในทุกช่องทาง กลับเช่นกัน

เพราะอย่างน้อยที่สุด อย่าลืมว่า “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี เจ้าของพรรคเพื่อไทย คือคนแรกที่ออกมา “กระแทกกลับ”ไปยังคสช. หลังการประกาศคำสั่งคสช.ให้ปลดล็อคแก่พรรคการเมือง ผ่านพ้นไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง

ไม่ว่าจะเป็นการปลุกใจให้เครือข่ายอำนาจลุกขึ้นร่วมต่อสู้ ทวงคืนสิทธิเสรีภาพ เพื่อล้มรัฐธรรมนูญฉบับคสช.ซึ่งมองว่าเป็นเครื่องมือที่นำมาใช้กำราบฝ่ายตนเอง

บรรยากาศทางการเมืองจากนี้ไป มีแต่จะเข้าสู่โหมดของความเข้มข้น และดุเดือดตามลำดับ ซึ่งคล้ายกับว่าในสนามรบครั้งนี้มีเพียงการเผชิญหน้าระหว่างพล.อ.ประยุทธ์ กับอดีตนายกฯทักษิณ ที่ประกาศกลับมา “ทวงอำนาจคืน” ยิ่งเมื่อมองไปยังความเคลื่อนไหวของบรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทย และไทยรักษาชาติที่พากันออกมาเปิดหน้าเดินสาย ไปตามจังหวัดต่างๆ แล้ว ต้องยอมรับว่างานนี้ ภารกิจของคสช.และพลังประชารัฐ เพื่อผลักดัน พล.อ.ประยุทธ์ นั้นไม่ง่ายดายเหมือนปอกกล้วยเสียแล้ว !