ต้องบอกว่า ลุกลามบานปลายกันไปใหญ่โตเสียแล้ว

สำหรับ การจับกุม “นางเมิ่ง หว่านโจว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน หรือซีเอฟโอ ของหัวเว่ย” บริษัทด้านเทคโนโลยีและอุปกรณ์โทรคมนาคมระดับยักษ์ใหญ่ของโลก โดยทางการแคนาดา ซึ่งตามรายงานระบุว่า ได้มีปฏิบัติการจับกุมจนนางเมิ่งเข้าไปอยู่ในห้องขังมาตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมแล้ว ตามหมายจับของทางการสหรัฐฯ ที่ตั้งข้อกล่าวหาว่า ซีเอฟโอหญิงจอมแกร่งรายนี้ มีเอี่ยวเกี่ยวข้องกับละเมิด ฝ่าฝืนมาตรการคว่ำบาตร หรือแซงก์ชัน ทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน ด้วยการใช้เล่ห์เพทุบายทำธุรกิจซื้อขายกับทางการอิหร่าน

ก็สร้างความโมโหโกรธาแก่พญามังกรจีนแผ่นดินใหญ่ จนต้องออกมาตอบโต้ ที่เบื้องต้นทางการปักกิ่ง ก็เรียกตัวทั้งทูตของแคนาดา และสหรัฐฯ มารับการประท้วง เพื่อแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง เพราะบุคคลที่ถูกทางการแคนาดาจับกุมตามหมายจับของสหรัฐฯ รายดังกล่าวนั้น ถือเป็นบุคคลที่มีความสำคัญทางธุรกิจและเศรษฐกิจของจีนแผ่นดินใหญ่ ในฐานะที่เป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทสัญชาติจีนระดับยักษ์ใหญ่ เรียกว่า เป็นบิ๊กรายหนึ่งในแวดวงธุรกิจแห่งแดนมังกรที่ไปผงาดระดับโลกในแวดวงโทรคมนาคมแห่งยุคนี้เลยก็ว่าได้

ภาพวาดจำลองการพิจารณาให้ประกันตัวของศาลนครแวนคูเวอร์ รัฐบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา ต่อนางเมิ่ง หว่านโจว

ทั้งนี้ แม้ว่าล่าสุด ทางการแคนาดา โดยศาลในนครแวนคูเวอร์ รัฐบริติชโคลัมเบีย อนุญาตให้นางเมิ่ง ประกันตัว ด้วยวงเงินประกัน 10 ล้านดอลลาร์แคนาดา หรือราว 7.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (คิดเป็นเงินไทยประมาณกว่า 245 ล้านบาท) พร้อมมีเงื่อนไขให้ทางการแคนาดายึดพาสปอร์ตของเธอ และนางเมิ่งต้องติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จีพีเอสเพื่อติดตามตัวระหว่างการประกันนี้ด้วย โดย “นายหลิว เสี่ยวจง” สามีของนางเมิ่ง เป็นผู้ดำเนินการประกันตัว แต่ทว่า ทางการจีนแผ่นดินใหญ่ ก็ยังคงเกรี้ยวกราดโกรธาต่อทั้งแคนาดาและสหรัฐฯ อยู่มิหาย

นายหลิว เสี่ยวจง สามีของนางเมิ่ง หว่านโจว

โดยอารมณ์แห่งความกราดเกรี้ยวของพญามังกรข้างต้น ก็สร้างความวิตกกังวลต่อบรรดานักวิเคราะห์อยู่มิใช่น้อยว่า พญามังกรอาจมีถอนแค้น สางชำระความข้องขุ่นใจที่บังเกิดขึ้นกันเข้าให้สักวัน

แบบท่วงทำนองของนิยายจีนกำลังภายในที่ว่า “แค้นนี้ต้องชำระ”

และแล้วพญามังกรก็ได้ส่งสัญญาณกันเป็นปฐม ด้วยการที่ศาลประชาชนกลางแห่งนครฝูโจว มณฑลฝูเจี้ยน ลงดาบพิพากษา “แอปเปิล อิงค์” บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ในข้อหาละเมิดสิทธิบัตร 2 ฉบับตามคำฟ้องของ “ควอลคอมม์” บริษัทผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของสหรัฐฯ แบบ “สายฟ้าแลบ” ล้ำหน้ากระบวนการยุติธรรมของสหรัฐฯ ที่ทาง “ควอลคอมม์” ก็ยื่นฟ้องในสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน จนส่งผลให “สมาร์ทโฟน” ยี่ห้อ “ไอโฟน” ไม่สามารถวางจำหน่ายในจีนแผ่นดินใหญ่ได้ไปหลายรุ่น

ทั้งนี้ บทพิพกษาลงดาบข้างต้น บรรดานักวิเคราะห์แสดงทรรศนะด้วยความเป็นห่วงต่อบรรดานักธุรกิจ หรือบุคคลชั้นนำระดับบิ๊กของแคนาดาและสหรัฐฯ ที่ยังคงตระเวนเตร็ดเตร่ในแดนมังกรให้ระมัดระวังตัวกันได้เลย

ด้วยบรรยากาศที่บ่งชี้ว่า พญามังกรส่งสัญญาณว่าจะ “เอาคืน” แน่ๆ

และแล้ว เมื่อวันที่ 11 ธันวาฯ ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ได้มีเหตุการณ์mujทางการของจีนแผ่นดินใหญ่ จับกุม “นายไมเคิล คอฟริก” อดีตนักการทูตชาวแคนาดา ที่ผันตัวเป็นนักเขียนบทวิเคราะห์ให้แก่ “กลุ่มวิกฤติความเสี่ยงนานาชาติ” หรือ “อินเตอร์เนชันแนล ไครซิส กรุป” หรือที่มักเรียกันสั้นๆ ว่า “ไอซีจี (ICG : International Crisis Group)”

นายไมเคิล คอฟริก อดีตนักการทูตแคนาดา ที่ถูกทางการจีนจับกุม

โดยมีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของทางการจีน ได้เข้ารวบตัวนายคอฟริก ขณะอยู่ในกรุงปักกิ่ง เมืองหลวง และขณะนี้เขาก็ยังคงถูกควบคุมตัวไว้ในสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งไม่เป็นที่เปิดเผยในเมืองหลวงของจีนแผ่นดินใหญ่ดังกล่าว

นายไมเคิล คอฟริก ขณะอยู่ในกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนแผ่นดินใหญ่

ท่ามกลางความวิตกกังวลจากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น “นายฌุสแต็ง ตรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา” และ “ไอซีจี” รวมทั้งเหล่าองค์กรนอกภาครัฐ หรือเอ็นจีโออื่นๆ โดยทางไอซีจี ก็ถูกจัดให้เป็นเอ็นจีโอด้วย

โดยการเปิดเผยของ “ไอซีจี” องค์กรที่นายคอฟริก สังกัดในฐานะ “ที่ปรึกษาอาวุโส” ได้มีแถลงการณ์ด้วยความวิตกกังวลยิ่งว่า จนถึงบัดนี้ นับตั้งแต่ที่มีรายงานว่าเขาถูกจับ ก็ยังไม่ได้รับการติดต่อจากนายคอฟริกเลย ซึ่งทางไอซีจีมีความเป็นห่วงต่อนายคอฟริกเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยของเขา

กลุ่มวิกฤติความเสี่ยงนานาชาติ หรือไอซีจี ซึ่งเป็นองค์กรเอ็นจีโอ ที่นายไมเคิล คอฟริก ผันตัวเองจากนักการทูตเข้าไปสังกัด โดยเขาเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาอาวุโสขององค์กรแห่งนี้

เบื้องต้นของเหตุการณ์ของการจับกุม ก็ยังไม่มีการเปิดเผยจากทางการจีนว่า จับนายคอฟริก ด้วยข้อหาอะไร ก่อนที่ในเวลาต่อมา ทางกระทรวงการต่างประเทศของจีน โดยนายหลู่ คัง โฆษกของทางกระทรวงฯ ออกมาระบุว่า อดีตทูตแคนาดารายนี้ อาจจะฝ่าฝืนละเมิดกฎหมายของจีน จากการที่เขาเข้ามาทำงานภายในประเทศ โดยที่เขาไม่ได้ลงทะเบียนให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด เช่นเดียวกับ ทาง “ไอซีจี” หน่วยงานเอ็นจีโอต้นสังกัดของนายคอฟริก ก็ไม่ได้ลงทะเบียนในจีนด้วยเช่นกัน

ไม่ว่าทางการจีนจะออกมาระบุกันอย่างไรก็ตาม ทว่า บรรดานักธุรกิจ หรือบุคคลที่มีตำแหน่งแห่งหนทั้งของแคนาดาและสหรัฐฯ ที่พำนักอยู่ในจีน ก็อาจต้องหนาวๆ ร้อนๆ ต่อความสุ่มเสี่ยงที่จะถูกทางการจีนแผ่นดินใหญ่จับกุมตัวเหมือนอย่างนายคอฟริกอีก ทั้งนี้ การจับกุมที่มีขึ้นหลายฝ่ายก็เชื่อมโยงกับการที่แคนาดาจับกุมนางเมิ่งกันก่อนหน้า แบบสางแค้น ทวงคืน กันอย่างไรอย่างนั้น

สำหรับ ประวัติการทำงานโดยสังเขปของนายคอฟริกผู้นี้ เคยดำรงตำแหน่งนักการทูตของแคนาดา ประจำการทั้งในสหประชาชาติ หรือยูเอ็นที่นิวยอร์ก และจีนแผ่นดินใหญ่ รวมถึงฮ่องกง ระหว่างช่วงปี 2557 – 2559 ซึ่งในระหว่างที่ประจำอยู่ในฮ่องกง ซึ่งแม้เป็นเวลาเพียงไม่กี่เดือน แต่ทำงานสำคัญในการต้อนรับการเดินทางมาเยือนเกาะฮ่องกงของนายกรัฐมนตรีตรูโด เมื่อปี 2559 ด้วย ก่อนที่เขาผันตัวเองมานักเขียนบทวิเคราะห์สถานการณ์ของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ให้แก่ “ไอซีจี” ตั้งแต่ปี 2560 โดยปัจจุบันเป็น “ที่ปรึกษาอาวุโส” ของ “ไอซีจี” ด้านภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือที่ทรงภูมิรู้คนหนึ่ง

นายกรัฐมนตรีฌุสแต็ง ตรูโด แห่งแคนาดา เมื่อครั้งเดินทางเยือนเกาะฮ่องกงเมื่อปี 2559