ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์

กล่าวกันว่า มี “ชาวไทยเชื้อสายจีน” คือ เป็นเชื้อสายของผู้อพยพชาวจีน (ชาวจีนโพ้นทะเล) เกิดในประเทศไทย รวมแล้วกว่า 10 ล้านคน หรือเท่ากับร้อยละ 15 ของประชากรทั้งประเทศ ชาวจีนที่อพยพมายังประเทศไทย ส่วนใหญ่มาจากมณฑลฮกเกี้ยน มณฑลกวางตุ้ง และเกาะไหหลำ ต่างมีภาษาพูดและวัฒนธรรมประเพณีปลีกย่อยแตกต่างกันไป แต่มักรวมตัวกันตามกลุ่ม “ภาษาพูด” อันเป็นการสะท้อนอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ไปด้วย ประกอบด้วย 5 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มจีนแต้จิ๋ว (มีจำนวนมากสุดในประเทศไทย) กลุ่มจีนกวางตุ้ง กลุ่มจีนฮกเกี้ยน กลุ่มจีนไหหลำ และกลุ่มจีนฮากกา (จีนแคะ)

อย่างไรก็ตาม มีคนไทยเชื้อสายจีนอีกหนึ่งกลุ่มที่มีความเป็นมาเป็นไปและลักษณะพิเศษน่าสนใจหลายประการ แต่มักไม่ค่อยถูกกล่าวถึง หรือมีข้อมูลเชิงลึกเป็นที่รับรู้กันน้อยมาก นั่นคือเรื่องราวเกี่ยวกับ “ชาวไทยเชื้อสายจีนกวางไส” ซึ่งอพยพมาจากมณฑลกวางสี ตอนใต้ของประเทศจีน ส่วนใหญ่โดยสารมาทางเรือ ขึ้นท่าที่ปีนังฝั่งประเทศมาเลเซีย ก่อนจะข้ามฟากมาสู่เบตง ดินแดนใต้สุดของประเทศไทย ทำมาหากินสร้างหลักปักฐานด้วยฐานะผู้มาหลังสุดในหมู่คนไทยเชื้อสายจีนในเบตงทั้ง 5 กลุ่มภาษา แต่มีจำนวนประชากรมากสุดไม่เฉพาะแต่ในเบตง หากทว่ารวมทั่วทั้งประเทศไทย กระทั่งอาจเรียกได้ว่า เบตงคือ “เมืองหลวง” ของชาวจีนกวางไสในประเทศไทย โดยตลอดหลายปีนับตั้งแต่ยุคบุกเบิก ก่อร่างสร้างตัว ล่วงมาถึงลูกหลานรุ่น 2 3 และ 4 ชาวจีนกวางไสในเบตง สามารถสร้างความโดดเด่นหลากหลายประการให้ผู้คนได้รับรู้ โดยเฉพาะผ่าน “วัฒนธรรมอาหาร” ไม่ว่าจะเป็น ไก่เบตง เคาหยก หรือ เต้าหู้ยัดไส้ ฯลฯ

ผู้เขียน มีโอกาสติดตามทีมงานวิจัยจาก คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ลงพื้นที่ “เบตง” หลายครั้ง เพื่อจัดเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ “ชาวจีนกวางไส” ผ่านการสัมภาษณ์บุคคล รวบรวมผ่านเอกสารต่างๆ ภายใต้โครงการ “หมู่บ้านเพื่อการท่องเที่ยวเชื่อมรอยต่อที่สามเหลี่ยมเศรษฐกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้” ทำให้ได้รับรู้ข้อมูลหลายอย่างที่น่าสนใจยิ่ง

ข้อมูลจากเอกสารของ สมาคมครองศรีสัมพันธ์เบตง ให้ภาพการอพยพของชาวจีนโพ้นทะเลเชื้อสายกวางไสที่อพยพมายังประเทศในตะวันออกเฉียงใต้ ช่วงยุคใกล้สมัยใหม่ว่า ช่วงที่ 1 คือ กลางศตวรรษที่ 18 หลังเกิด “สงครามฝิ่น” และ “กบฏไท่ผิง” ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ.1860-1990 ช่วงแรกของการอพยพออกจากประเทศคือ “การลี้ภัยทางการเมือง” ตอนนั้นมี โจว เหมี่ยน หัวหน้าทหารกบฏไท่ผิงใน หลงเสี้ยน (Rong County) และคนอื่นๆ รวม 19 คน หลบหนีการตามล่าของทหารชิงไปจนถึงไซ่ง่อน (นครโฮจิมินห์) ประเทศเวียดนาม เนื่องจากชีวิตไม่มีทางเลือก จึงถูกบังคับให้ไปขายลูกหมู หรือการนำคนไปบังคับใช้แรงงานที่เมืองปาเล็มบัง เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ต้องไปทำงานเป็นจับกัง หักร้างถางพง โค่นต้นไม้ ยกไม้ และงานใช้แรงงานหนักอื่นๆ นอกจากนี้ยังถูกทำร้ายอย่างโหดเหี้ยมทารุณจนเสียชีวิตถึง 12 คน ทำให้พวกเขารู้สึกว่าการถูกกดขี่ข่มเหงเช่นนี้คงยากที่จะรักษาชีวิตไว้ได้ จึงหลบหนีไปท่าเรือตันจุงตัวลัง (tanjung tualang) ประเทศมาเลเซีย เลือกอาชีพใหม่เป็นคนงานขุดแร่ หลังชีวิตเริ่มอยู่ตัว จึงได้เขียนจดหมายส่งไปให้ครอบครัวที่อยู่ในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ ด้วยเหตุนี้ทำให้มีคนทยอยเดินทางมาที่ท่าเรือตันจุงตัวลังอย่างต่อเนื่อง และมีบางส่วนแยกไปอยู่บริเวณใกล้เคียง ได้แก่ อีโปะฮ์ กัวลากังซาร์ จินติ้ง ซูไงซีปุต ไทปิง การอพยพเข้ามาในช่วงนี้มีจำนวนประมาณ 5,000 – 6,000 คน

กระแสการอพยพช่วงที่ 2 เกิดขึ้นปลายราชวงศ์ชิงและต้นสาธารณรัฐจีน ปี ค.ศ.1901-1920 เป็นช่วงที่ชาวนาถูกเอารัดเอาเปรียบจากการเช่าที่ดิน ดอกเบี้ยที่ขูดเลือดขูดเนื้อจากเจ้าที่ดิน ทำให้สิ้นเนื้อประดาตัวจนไม่สามารถทำกินต่อไปได้ เวลานั้นได้มีการเปิดด่าน ทำให้การคมนาคมสะดวก ประจวบเหมาะกับอังกฤษต้องการแรงงานจำนวนมากเพื่อบุกเบิกผืนป่าของมาเลเซีย ปลูกยางพารา สร้างถนน เป็นต้น เพื่อความอยู่รอด ชาวนายากจนแร้นแค้นจึงต้องยอมทิ้งลูกเมีย และขายลูกหมู (จับคนส่งขายเป็นแรงงาน) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางเข้าเมืองคนละ 100 กว่าถึง 200 หยวน โดยต้องทำสัญญาแรงงานกับ “เค่อโถว” (พ่อค้าที่พาเข้าเมือง) เพราะเมื่อถึงประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะต้องทำงานที่ร้านของ“เค่อโถว” 1-2 ปี และมีบางส่วนก็จะถูก “เค่อโถว” ส่งให้ไปทำงานที่ร้านของนายจ้างอื่นๆ (มีแต่ข้าวให้กินไม่มีเงินเดือน) ต้องทำงานชดใช้หนี้จนหมดจึงจะเป็นอิสระหางานเองได้

ในช่วงเวลานี้ ผู้อพยพชาวจีนเชื้อสายกวางไสมาจาก หลงเสี้ยน เป่ยหลิว เฉินซี ใน 3 เขตอำเภอนี้มากเป็นพิเศษ และมีจำนวนไม่มากที่มาจาก ป๋อไป๋ เทิ่งเสี้ยน ชางอู๋ กุ้ยผิง ผิงหนาน จาวผิง เหมิงซาน หนานหนิง หลิ่วโจว เป็นต้น

ระยะที่ 3 ระหว่างปี ค.ศ.1920-1995 ช่วงสงครามทางการเมืองภายในประเทศที่วุ่นวาย นอกจากเพื่อความอยู่รอดแล้ว มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ต้องการหลบหนีการเกณฑ์ทหารของก๊กมินตั๋ง (พรรคชาตินิยมจีน) ประจวบเหมาะกับคนที่ไปทำงาน กรีดยาง หาเงินได้คล่องตัว ชีวิตดีขึ้น ทำให้ส่งผลต่อกัน จากเดิมที่ไปบุกเบิกตัวคนเดียว เริ่มมีกิจการของตนเอง จึงกลับมารับคนที่รักไปด้วย พ่อกลับมารับลูก สามีกลับมารับภรรยา หรือรับทุกคนในครอบครัว ทำให้เกิดการเดินทางอพยพไปทำมาหากินในพื้นที่ใหม่อย่างไม่ขาดสาย

จากการคาดการณ์ ช่วงนี้มีชาวจีนกวางไสที่อาศัยอยู่ในมาเลเซียประมาณ 200,000 กว่าคน และหลังชนะสงครามต่อต้านญี่ปุ่นจนถึงปัจจุบันผ่านมา 70 กว่าปีแล้ว จากข้อมูลที่เกี่ยวข้องสามารถประมาณการได้ว่า ชาวจีนเชื้อสายกวางไสที่อพยพมายังพื้นที่ต่างๆ ของประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ และประเทศไทย จากเดิม 200,000 คน เพิ่มเป็น 500,000 กว่าคน ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ที่ เบนตง ซือกามัตตันจุงตัวลัง จือรันตุด ซาลักติงกี กัวลากังซาร์ ซูไงซีปุต และอำเภอเบตงของประเทศไทยที่เรียกว่า “หมู่บ้านกวางไส”

ไว้ตอนหน้า มาติดตามดูว่า ชาวจีนกวางไสที่อพยพมาอยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะ “มาเลเซีย” และในประเทศไทยที่ “เบตง” ได้รับผลกระทบและมีความเปลี่ยนแปลงเช่นใดบ้าง เมื่อผ่านวิกฤติการณ์เข้มข้น ทั้งจากอังกฤษ ญี่ปุ่น รวมถึงสถานการณ์การเมืองในมาเลเซียและสิงคโปร์