สถาพร ศรีสัจจัง
             
แม้ในการ “ปาฐกถา 45 ปี 14 ตุลาฯ” ครั้งนี้ (ธันวาคม 2561) อาจารย์ธีรยุทธ บุญมี อดีตนักเรียน “ที่ 1 ประเทศไทย” (ม.ศ. 5 รุ่น 2512) และ นักกิจกรรมต่อสู้ทางสังคมลือนาม ผู้มีส่วนอย่างสำคัญที่สุด (คนหนึ่ง) ที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์การ “ลุกขึ้นสู้ใหญ่” ของนักเรียนนักศึกษาประชาชนในเหตุการณ์ที่เรียกว่า “14 ตุลาฯ” (พ.ศ.2516) จะมาพร้อมเสื้อกั้กตัวใหม่ และ หน้าตาที่ “เต็มวัย” เข้มขึ้นด้วยการปล่อยหนวดเครา และ คิ้วเข้มอันหนาดก ที่แสดงความคร่ำหวอดด้วยลักษณะโหงวเฮ้งแบบตวัดหางคิ้วขึ้น(และลง) เหมือนมังกรโผพุ่งทะยาน

               
แต่ถ้อยคำและเนื้อความที่อาจารย์นำเสนอที่ดูเหมือนเรียบๆง่ายๆ ตรงไปตรงมา ก็ต้องถือว่าเป็นการ “วิพากษ์” และ “ชี้อนาคตอันใกล้” ให้กับ “สังคมการเมืองไทย” อย่างมีคุณูปการที่จับต้องได้ง่ายยิ่ง แม้อาจจะทำให้บรรดา “บิ้ก” หลายบิ้กอาจต้องแสบๆร้อนกันอยู่บ้างก็ตาม !
                 
ที่น่าสนใจมากก็คือการที่อาจารย์ชี้ให้เห็นว่าต่อแต่นี้ไปสังคม และการเมืองไทย จะอยู่ในกำมือ (ดูเหมือนอาจารย์จะใช้คำว่า “การประมูล” ) ของ “กลุ่มทุนอิทธิพล” เพียงไม่เกิน 10 กลุ่ม เป็น 10 ลุ่ม ที่เพิ่งเติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดดในห้วงทศวรรษที่เพิ่งผ่านพ้นมานี่เอง
                 
ข้อสรุปที่ได้จากปาฐกถาของอาจารย์ธีรยุทธ บุญมีครั้งนี้ ฉายภาพชัดเจนถึงปัญหาใหญ่ของสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นในเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำ”
                  
สอดรับกับคำประกาศขององค์กรจัดอันดับเรื่องนี้ระดับโลกบางองค์กร ที่เพิ่งประกาศชัดว่า ปีนี้ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำ(ของคนในสังคม ระหว่างคนรวย กับคนจน) ทางสังคมรุนแรงเป็นอันดับ 3 ของโลก (รองจากรัสเซียและอินเดีย) จนคนของรัฐบาลที่ก็คือ คสช.ต้องออกมาแก้ต่างกันเป็นพัลวัน
                 
ที่จริงเรื่องความเหลื่อมล้ำ (โดยเฉพาะในเรื่องรายได้ของคน) ในกลุ่มประเทศที่ “สมาทาน” รับเอาระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมมาใช้ในการพัฒนาประเทศ (อย่างเต็มรูป) เช่น ประเทศไทยในช่วงที่พ้นผ่าน ต้องถือว่าสอดคล้องกับความเป็นไปของสถานการณ์โลกอย่างที่ “นักคิดนักเศรษฐศาสตรนักปฏิวัติ” เช่น “คาร์ล มาร์กซ์” เคยพยากรณ์ไว้เป็นอย่างยิ่ง
                   
เพราะในการประชุมสภาเศรษฐกิจโลกที่กรุงดาวอส ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ปีนี้เอง ที่สภาเศรษฐกิจโลกอ้างตัวเลขรายงานของ Oxform ปี ค.ศ. 2016 ว่า ในปี 2016 มหาเศรษฐีโลกจำนวน 8 คน มีทรัพย์สินเท่ากับคนจน 3600 ล้านคนรวมกัน(มากกว่าคนครึ่งโลก)!
                     
ขณะที่ตัวเลขความเหลื่อมล้ำในเรื่องนี้ของประเทศไทยอาจดูได้จากรายงานของ Forbes เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2561 นี่เอง Forbes รายงานว่า 50 อันดับแรกของมหาเศรษฐีไทยมีทรัพย์สินรวมกันมีมูลค่ากว่า 162,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯหรือคิดเป็นเงินไทยได้ประมาณ 5.12 ล้านๆ(ล้าน 2 ตัว) บาท
                    
คนรวยจะกระจุกหรือไม่ ดูตรงนี้ก็น่าจะรู้ Forbes คิดให้เสร็จสรรพว่า คนรวยสุด 4 อันดับแรกมีทรัพย์สินรวมกันมากกว่าคน 55 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ รายละเอียดเรื่องนี้ไปกดถาม “อาจารย์กู๋” เอาเองก็แล้วกัน แย้มๆให้สักนิดว่า อันดับแรกคือกลุ่ม “เจริญโภคภัณฑ์” ของ ธนินทร์  เจียรวนนท์. อันดับ 2 คือ ตระกูล “จิราธิวัฒน์” (กลุ่มเซ็นทรัล). อันดับ 3 คือ กลุ่ม “กระทิงแดง” ของเฉลิม อยู่วิทยา (ใครหนีคดีอยู่บ้าง?). อันดับ 4 คือกลุ่ม “ThaiBev” ของ เจริญ  สิริภักดี นั่นไง
                      
ส่วนเจ้าสัววิชัย ศรีวัฒนประภา แห่ง “คิงส์เพาเวอร์” เจ้าของทีมฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ ผู้เพิ่ง “ตายดังก้องโลก” นั้น เขาจัดให้อยู่อันดับ 5 (มีสินทรัพย์รวม 164,724 ล้านบาท) จ้ะ!
                      
เห็นตัวเลขกลมๆตื้นๆง่ายๆอย่างนี้แล้ว บรรดาพรรคการเมืองที่กระเหี้ยนกระหือรือจะเข้ากุม “อำนาจรัฐไทย” ที่กำลังเคลื่อนไหวคึกคักกันสุดขีด (บางใครใช้คำอื่น เช่น “เห่า” เป็นต้น) อย่างที่เห็นๆ พร้อมหรือ “คิดออก” บ้างแล้วหรือยังว่าจะเข้ามาแก้ให้ช่องว่างแห่งความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ (ซึ่งนำมาซึ่งความเหลื่อมล้ำด้านอื่นๆ)ที่เห็นๆนี้อย่างไร
                     
ลองบอกนโยบายรูปธรรมที่จับต้องได้จริงทั้งระสั้น ระยะกลาง ระยะยาว มาดูกันหน่อยถี!
                     
 แต่ไอ้การเอาเงินภาษีชาวบ้านมาแจกชาวบ้านทีละร้อยสองร้อยหรือให้ค่า “ทิป” เป็นของขวัญปีใหม่ 500 บาท แบบนายกฯลุงตู่ผู้น่ารักอะไรนั่น ไม่เอานะ 
                         
นั่นมัน “แจกปลา” ไม่ใช่แจก “เบ็ด” ผู้ใหญ่ไหนๆเขาก็ว่าไม่ยั่งยืน แก้ปัญหาอะไรไม่ได้จ้ะ!!!!