ประเทศไทยกำลังก้าวเดินไปตามโรดแม้ป อีกไม่กี่วันสังคมไทยก็จะเกิดภาวะ “การแข่งขันเลือกตั้ง” มีข่าวโจมตีกันให้น่าเบื่อทุกวัน

แล้วผลการเลือกตั้งก็คงจะเป็นไปอย่างที่ ศาสตราจารย์ ธีรยุทธ บุญมี คาดการณ์ไว้ คือคนในของคณะ “คสช.” คงได้เป็นรัฐบาลต่อไปเกือบร้อยเปอร์เซนต์

แต่สถานการณ์ยุ่ง ๆ ที่น่าเบื่อ ก็คงจะมีอยู่ เพราะนักการเมืองทุกสายจะพยายามดิ้นรนกันเต็มที่เท่าที่จะทำได้

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้กลุ่มการเมืองจะดิ้นรนกันอย่างไร ผลสุดท้ายก็ต้องมีบทสรุปให้จบ

คือ “ยังไม่ถึงโอกาสของคนที่ชอบกระบวนทัศน์ใหม่” จะได้บริหารประเทศ

นั่นคือสังคมไทยก็ยังคงถูกบริหารจัดการโดยกลุ่มชนชั้นบน ที่ “ไม่รู้จัก” หรือ “ไม่ชอบ” กระบวนทัศน์ใหม่ การพัฒนาเศรษฐกิจ การเทือง จึงจะพัฒนาไปตามกรอบเก่า ๆ ที่รัฐบาลไทยในรอบห้าสิบปีที่ผ่านมาทุกรัฐบาลใช้มาตลอด

นั่นคือเศรษฐกิจก็จะพัฒนาไปตามลัทธิทุนนิยมเสรีโลกาภิวัตน์ เพียงแต่ “อภิทุน” จะยิ่งเติบโตร่ำรวยเร็วมากกว่าอดีต “รวยกระจุก จนกระจาย” จะรุนแรงขึ้นอีกเรื่อย ๆ โดยเฉพาะประเทศไทยจะเสียเปรียบอภิทุนสากลไร้สัณชาติมากขึ้นเรื่อย ๆ

สภาพรูปธรรสังคมไทยจะเป็นอย่างไร ในอนาคตยี่สิบปี

ดูง่าย ๆ ก็คือ เราจะเห็นปรากฏการณ์ “คนรอคิวกดเอทีเอ็ม” ธนาคารกรุงไทย ที่เราเห็นกันในวันสองวันที่ผ่านมานี้มากขึ้น ๆ ในอนาคตขบวนแถวนี้จะยาวหยียดขึ้นเรื่อย ๆ นั่นคือสังคมไทยจะเกิดคนจนรอรับรัฐสวัสดิการสังคมมากขึ้น

แม้รัฐไทยจะสนับสนุนให้เกิดมีนายทุนระดับกลาง ๆ เติบโตขึ้นทางโครงการสตาร์ตอัปได้บ้าง แต่

คนไทยจะลดระดับรายได้ลงเป็นแค่ “มนุษย์เงินเดือน” “กรรมกรชั้นล่าง” กันเกือบหมด

โอกาสที่จะยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจผ่านทางการศึกษา น้อยลงทุกที

เพราะอะไร ?

เพราะธรรมชาติของ “ระบบทุนนิยมเสรีโลกาภิวัตน์” ย่อมสร้างสังคมเป็นอย่างนั้น

ถ้าตราบใดที่ยังบริหารประเทศ ยังใช้กระบวนทัศน์ “ทุนนิยมเสรีโลกาภิวัตน์” เป็นยุทธศาสตร์ชาติยี่สิบปี ภาพ “รวยกระจุก จนกระจาย” ก็ย่อมจะเกิดขึ้นแบบที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมอเมริก , ยุโรป ในขณะนี้

เรื่องที่พลเมืองไทยควรใส่ใจมากกว่าการเลือกตั้ง คือเรื่อง “ยุทธศาสตร์ยี่สิบปี”

ปัญหาของการมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ถูกวิพากย์มากคือ

1. คนที่มีอำนาจเขียนยุทธศาสตร์ชาติ คือ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ 34 คน ประกอบด้วยกรรมการโดยตำแหน่ง 17 คน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 17 คน ที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งขึ้น โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ เมื่อดูแล้วก็จะพบว่า คนที่เขียนยุทธศาสตร์ชาติ ก็คือ คสช. และคนของ คสช. เอง

2. ยุทธศาสตร์ชาติ เมื่อใช้บังคับแล้ว จะมีผลให้รัฐบาลหน้าที่มาจากการเลือกตั้งต้องแถลงนโยบาย และเสนองบประมาณรายจ่ายประจำปีให้สอดคล้องกับตัวยุทธศาสตร์ชาติ ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า กรอบที่ยุทธศาสตร์ชาติกำหนดไว้ จะสำคัญกว่านโยบายของพรรคการเมืองที่ประชาชนเป็นผู้เลือกมา
3.
3. ยุทธศาสตร์ชาติตัวจริง ไม่ได้ร่างขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 2560 เท่านั้น แต่จัดทำไว้ก่อนแล้ว โดยคณะกรรมการชุดหนึ่งที่ตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 30 มิถุนายน 2558 แต่ร่างฉบับที่เขียนกันไว้ก่อนแล้วก็ไม่เปิดเผยให้ประชาชนได้รับรู้ จนกระทั่งไปยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร

และที่ชี้ขาดกือ แนวคิดชี้นำในการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติยี่สิบปีนั้น เดินตามแนวทางที่ประเทศทุนนิยมศูนย์กลางที่เดินผิดพลาดมาแล้ว และไทยกำลังจะเดินตามกันอีก