แสงไทย เค้าภูไทย

แม้ภาครัฐจะดาหน้าออกมาปฎิเสธรายงานของเครดิตสวิสเกี่ยวกับอันดับความเหลื่อมล้ำของโลกที่ไทยเลื่อนจากอันดับ 3 ขึันมาเป็นอันดับ 1 แต่ข้อเท็จจริงที่ปฎิเสธไม่ได้ก็คือหนี้สิน รายได้ ความยากจน คอรัปชั่น ความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม ยังคงเป็นสารตกค้างอยู่ในสังคมไทยที่นับวันแต่จะพอกพูน

ปีนี้สถาบันการเงิน Credti Suisse Group (CS) รายงานใน CS Global Wealth Report 2018 ระบุว่า คนไทยจำนวน 1% ถือครองทรัพย์สินและความมั่งคั่งของประเทศถึง 66.9% ของมูลค่าทรัพย์สินและความมั่งคั่งของประชากรที่เหลือ 99% ถือครองรวมกัน นับว่ามากเป็นอันดับหนึ่งของโลก

รองจากไทยได้แก่ รัสเซีย ที่สัดส่วนคน 1% ถือครองความมั่งคั่ง 57.1% ของทั้วประเทศ ตุรกีอันดับ 3 สัดส่วนถือครอง 54.1% อินเดียอันดับ 4สัดส่วน 51.5%
ปีที่แล้ว รัสเซียเป็นอันดับ 1 โดยคน 1% ถือครองทรัพย์สินและความมั่งคั่งของประเทศถึง 74% อินเดียอันดับ 2 สัดส่วน58.8% ไทยอันดับ 3คน 1% สัดส่วน 58%

ความมั่งคั่งนั้น วัดกันที่มูลค่าการตลาดของกิจการ (market capitalization)ภาครัฐบาลไทยออกมาปฏิสธ แก้เกี้ยวว่า เครดิตสวิสนำเอาตัวเลขตั้งแต่ พ.ศ. 2549 มาเป็นข้อมูล และอ้างอิงข้อมูลของธนาคารโลกมาหักล้างแต่ไม่ได้ปฎิเสธการจัดอันดับปีที่แล้ว ที่ไทยติดอันดับ 3แต่ไม่ว่าจะปฏิเสธอย่างไร ก็คงจะหนีความจริงไม่พ้น เพราะว่าตัวชี้วัดความเหลื่อมล้ำทุกตัวไม่ว่าจะความยากจน ที่จำนวนคนยากจนเพิ่มขึ้น หนี้ครัวเรือน หนี้นอกระบบ หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ สูงสุดในรอบ 10-15 ปี
ความเหลื่อมล้ำในที่นี้ หมายถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ที่เชื่อมโยงไปถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคมและด้านอื่นๆเพราะมีผลสืบเนื่องกันหากย้อนกลับไปเมื่อช่วงข้ามกลางปี จะพบกับข้อโต้แย้งที่บังเอิญมาผนวกกับข้อมูลของ CS ได้พอดี

กล่าวคือ เมื่อ 11 กรกฎาคม 2561สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้ตั้งเวทีเสวนาในหัวข้อ ‘ประเทศเหลื่อมล้ำ ความยุติธรรมชำรุด” มีบรรดานักวิชาการจากมหาวิทยาลัย จากสถาบันด้านยุติธรรม องค์กรทางสังคม การมือง ฯลฯ เข้าร่วมมากมายแม้เนื้อหาส่วนใหญ่จะมุ่งไปที่กระบวนการยุติธรรม “ชำรุด” เป็นวาทกรรมหลักแต่ก็แสดงให้เห็นว่า ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เป็นตัวก่อให้เกิดชนชั้นทางสังคม เชื่อมโยงกับกระบวนการยุติธรรมที่เลือกชนชั้น จนชนชั้นล่างเป็นฝ่ายเสียเปรียบตลอดกาลถึงขนาดมีคำพูดว่า “คุกมีไว้ขังคนจน”มีการหยิบยกประเด็น “ทำลายการผูกขาดความถูกต้องของกระบวนการยุติธรรม"มีการหยิบยกเรื่องสิทธิพื้นฐานที่ปัจเจกบุคคลพึงได้รับ “สิทธิ์ที่จะได้รับความเป็นธรรม สิทธิ์ที่จะมีตัวตน และสิทธิ์ในการมีชีวิตอย่างมีเกียรติ”มีการพูดถึง “ความทุกข์ยากของคนในทุกระดับชั้น “

ถ้าความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจลดลง เส้นแบ่งควาามยากจน-ร่ำรวย ตีบแคบลง เส้นความยากจนก็จะขยับสูงขึ้น คนที่ถูกเอาเปรียบมากสุดในสังคม คือคนจน ก็จะถูกเอาเปรียบน้อยลงเส้นแบ่งความยากจน(poverty line) หรือ ขีดแบ่งความยากจน (poverty threshold) เป็นระดับรายได้ซึ่งถือว่าเพียงพอแก่การดำรงชีพในประเทศหนึ่ง ในทางปฏิบัติ

หากใช้เส้นความยากจนเป็นเส้นแบ่งชนชั้นทางเศรษฐกิจ ชนชั้นยากจนของไทยในขณะนี้จะมีจำนวน 5.8 ล้านคน คิดเป็น 8.6% ของประชากรทั้งประเทศ โดยเพิ่มขึ้น 1 ล้านคนในปี 2559

ปี 2559 เส้นความยากจนของคนไทยอยู่ที่ 2,667 บาทตต่อคนต่อเดือน ขยับขึ้นมาจากปี 2558 ที่เส้นควมยากจนอยู่ที่ 2,644 บาท ซึ่งลดลงจากปี 2557 จำนวน 3 บาท เหตุจากอัตราขยายตัวของเงินเฟ้อติดลบ

ส่่วนที่ปี 2559 เส้นความยากจนขยับขึ้นด้วยสาเหตุอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นกว่าปีก่อนสำหรับเส้นความยากจนของธนาคารโลกที่ประเมินจากทุกประเทศทั่วโลกอยู่ที่ 1.9 ดอลลาร์สรอ.เทียบได้กับ 2,000 บาทของไทย

ส่วนรายได้ที่พ้นจากเส้นความยากจนขึ้นมานั้น ธนาคารโลกเฉลี่ยอยู่ที่ 12,000 ดอลลาร์ต่อปี ขณะที่คนไทยอยู่ที่ประมาณ 6,000 ดอลลาร์
ปี 2561 รัฐบาลจึงพยายามลดประชากรยากจนแบบเรียนลัด คือหว่านเงินผ่านบัตรคนจนและสวัสดิการหลากหลายรูปแบบ ล่าสุดคือแจกเงินให้คนจนใช้จ่ายเป็นของขวัญปีใหม่

แต่ก็เท่ากับการประจานตัวเอง เพราะมีผู้ลงทะเบียนคนจนถึงกว่า 11 ล้านคนคิดกันได้แค่นี้ การใช้จ่ายในประเทศ (domestic expenditure) ต่ำ เพราะกำลังซื้อของประชาชนต่ำ กำลังซื้อต่ำเพราะรายได้ลดลง รายได้ลดลงเพราะการจ้างงานลดลง การจ้างงานลดลง เพราะรัฐไม่สามารถสร้างงานเพิ่มขึ้น ฯลฯ
เป็นสายโซ่ยาวเฟื้อย

รัฐบาลที่มีทหารบริหาร เป็นแต่ออกคำสั่ง ไม่ชอบความซับซ้อน ก็เลยเอาเงินใส่เฮลิคอปเตอร์บินไปหว่าน ฝรั่งเรียกว่า helicopter drop คือทิ้งหรือหว่านจากเฮลิคอปเตอร์ เรียกเงินชนิดนี้ว่า helicopter moneyเลือกตั้งหนนี้ ม..หอการค้าไทย ประเมินว่า จะมีเงินสะพัดถึง 80.000 ล้านบาท ก็คงจะเป็นด้วยเฮลิคอปเตอร์ของพรรคที่อยากเป็นรัฐบาลเอาไปหว่านล่าสุดมีการเลี้ยงโต๊ะจีน 2,000 โต๊ะระดมทุนแต่เบื้องลึกก็คือ มีการเรียกเงินลงขันจากบรรดาเจ้าสัวจำนวน “1%” ผู้ถือครองทรัพย์สินและความมั่งคั่งของประเทศถึง 66.9% ของมูลค่าทรัพย์สินและความมั่งคั่งรวมกันไปแล้วส่วนหนึ่งไม่งั้นจะมีเงินซื้ออดีต ส.ส.หัวละ 10-20 ล้านบาทเข้าสังกัดพรรคคเชียร์บิ๊กตู่หรือดีไปอย่าง ที่เอาเงินคนรวยมาซื้อเสียง ไม่ว่าจะเป็นทางตรงและทางอ้อม ถือเป็นการกระจายรายได้ทั่วประเทศเงินสะพัด 80,000 ล้านบาทนี้ หากสามารถหมุนเวียนในระบบได้สัก 2-3 รอบ ย่อมจะทำให้เศรษฐกิจฐานรากกระชุ่มกระชวยขึ้นทันตาเห็นอีกเท่าตัว ถือเป็นผลงานทิ้งทวนอันสดสวยของรัฐบาลชุดนี้แต่ถ้าหมุนรอบเดียวแล้วเลี้ยวเข้าเซเว่นอีเลฟเว่น เข้าโลตัส แมคโคร ทรู ฯลฯมันก็ไม่ต่างอะไรไปจาก เงินที่ออกจากกระเป๋าซ้ายไปเข้ากระเป๋าขวา