ชัยวัฒน์ สุรวิชัย

ขอสรุป จุดแข็งและจุดอ่อน ของพรรคเก่าใหญ่ที่สุด เพื่อได้ภาพที่ชัดของพรรคใหญ่นี้

ก. จุดแข็ง
1) ผู้มีอำนาจเดียว อีกทั้งมีความเก่งกาจสามารถรอบตัว ทำให้การตัดสินใจได้เร็ว การมีความรู้ และที่สำคัญ มีประสบการณ์ ต่อการใช้กลไกต่างๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การใช้ทุกฝ่าย (ภายในพรรค ต่างพรรค ในและต่างประเทศ ) ทุกกลไก ทุกระบบ อย่างเป็นกระบวนการ รวมทั้งการจัดจ้างทีมวิจัยใหญ่ประสบการณ์สูงต่างประเทศ มาวิเคราะห์การเลือกตั้ง ที่ได้ข้อมูลที่ใกล้เคียงกับความจริง แต่มาแปรใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตน เพื่อชนะเลือกตั้ง อีกทั้ง ไม่สนใจวิธีการถูกหรือผิด ทำได้ทุกอย่าง เพื่อบรรลุเป้าหมายอีกทั้ง มีข้อเด่นที่สำคัญ ที่หลายพรรคไม่มี คือ การสรุปบทเรียนแก้ไขได้เร็ว

2) ตัวเจ้าของพรรค ได้ถูกยก ถูกสร้างขึ้น อย่างเป็นระบบ กระบวนการ ทำให้ เสมือน “ พระเจ้า “ ของมวลชน และผู้คน ที่ไม่ได้ติดตามข่าว ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่เป็นจริง จะยอมรับ แก้ตัวแทน ว่าดี หรือถุกกลั่นแกล้ง พรรคมีความเข้มแข็ง มีครบ ทุกกลไก เงินทุน อำนาจ นักเลือกตั้ง นักวิชาการ มวลชน สื่อ ฯลฯ และการเป็นรัฐบาลมาหลายยุค ทำให้มีอิทธิพลสูง จากการแทรกแซงอำนาจรัฐ ข้าราชการ ฯ การมีความสัมพันธ์ที่ดี และพิเศษยิ่ง ชนิดที่ ทุกฝ่ายเกรงใจ ทำให้หลายฝ่าย เข้ามารับใช้ มาร่วมมือ

3) ระบบการเลือกตั้งแบบรัฐสภาที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม มีข้ออ่อนมากมาย การได้เปรียบสำหรับพรรคใหญ่ ที่ใช้ อำนาจนิยม ทุนนิยม ระบบอุปถัมภ์ บริโภคนิยม ประชานิยม สื่อนิยม ( เข้าถือหุ้น การจัดจ้างฯ ) และระบบโครงสร้างของสังคม ที่ไม่เป็นธรรม มีความเหลื่อมล้ำ จึงถูกนำมาใช้ เป็น 2 ทาง คือ หนึ่ง การใช้ความเหนือกว่า ที่อยู่ชั้นบนในสังคม ใช้กลไกเอื้อให้กับพรรคของตนเอง สอง การใช้ความยากจน ของชาวบ้าน ความไม่รู้คิดของชาวเมือง ใส่ “ เงิน ความเท็จ ความสรัทธา “

4) การใช้ ความอคติ อวิชชา ของกลุ่มคนที่ไม่ชอบไม่เอาสถาบันฯและกองทัพ การใช้ กรอบความคิดประชาธิปไตยตะวันตก ที่ยึดถือ การเลือกตั้งเป็นสรณะ และมองการรัฐประหาร เลวหมด โดยเขา ใช้กระบวนการและระบบ ในการสร้างและบิดเบือนข้อมูล ฯ ใส่ลงไปในหัวคนเหล่านี้ฯ โดย การอ้างตัว ที่มาจากการเลือกตั้ง ฯ ว่า เป็นฝ่ายประชาธิปไตย ส่วนฝ่ายกองทัพ และรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร คือ เผด็จการฯ วาทกรรมนี้ สามารถล้มล้าง ความผิดมหันต์ จากการใช้อำนาจรัฐ กระทำมิชอบ โกงกินงบประมาณหลายแสน และสามารถ ทำลาย ลบล้าง ความดีความกล้าหาญที่กองทัพเข้ามาแก้ไขสถานการณ์ กลับไปความสงบสุขได้
1. จุดอ่อน

1) เกิดจาก รธน.ฉบับลงประชามติ ที่ผู้ยกร่าง ได้สรุปจาก “ ข้ออ่อนของสภาพสังคมไทย ที่เป็นอุปสรรคต่อ การพัฒนาประชาธิปไตยที่แท้จริง เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติได้อย่างเป็นจริง อยู่ที่ ระบบการเลือกตั้ง การมีพรรคการเมืองเลือกตั้ง พรรคชนชั้นนำ พรรคใหญ่ ที่โอกาสการได้เสียงข้างมากสูง กุมการเมืองมาตลอด ไม่มีโอกาสปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจสังคม ฯเพราะ “ คนชั้นนำเหล่านี้ ล้วนเป็นคนชั้นบน ที่มีทุน มีโอกาสสูงกว่า อีกทั้งมีความสัมพันธ์กับกลุ่มธุรกิจใหญ่กลาง อย่างมาก , ฉะนั้นอะไรที่เกี่ยวข้อง กับ การลดผลประโยชน์ ลดเงื่อนไขและโอกาสของกลุ่มของตนลง จากการปฏิรูปสังคม จะยากมาก และจึงไม่เคยเกิดขึ้น หรือ ทำได้น้อย ฯลฯ” ฉะนั้น “ การลดพรรคขนาดใหญ่ลง และเสริมเพิ่มบทบาทและโอกาสของพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก และที่เป็นหัวใจ คือ การเพิ่มโอกาสของประชาชน ให้มีส่วนร่วม ให้เสียงของประชาชนมีความหมายทุกเสียง และที่มีการปูพื้นฐานไว้ สำหรับอนาคต คือ การก่อเกิดพรรคการเมืองของประชาชนขึ้น หรือพรรคการเมืองใหม่ ( น่าฟัง กรอบคิด ของ คุณสนธิรัตน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ที่ติดดิน และมีกรอบคิด จะสร้างพรรคที่ 3 ฯ Exclusive Talk : เปิดตัวตน “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์”https://mgronline.com/onlinesection/detail/9610000121560 ) การมีรัฐธรรมนูญ ที่เปิดโอกาสให้พรรคขนาดกลางและเล็ก พรรคการเมืองของประชาชน และพลังประชาชน ทำให้ “หน้าตาเนื้อหาของ การเลือกตั้งทั่วไป เปลี่ยนไปอย่างถึงราก” แม้ว่า พรรคใหญ่และพรรคเก่าจะปรับตัวได้ ก็เป็นเพียงการประคับประคองตัวไป ในระยะเปลี่ยนผ่านนี้ ซึ่งจะเปิดดอกาวให้มีการปฏิรูปเกิดขึ้นได้มากกว่าเดิม การสะท้อนกลับจากพรรคเก่าใหญ่ และนักวิชาการกรอบคิดตะวันตก จ๋า ที่ด่า และแสดงความไม่พอใจต่อรัฐธรรมนูญและระบบการเลือกตั้งใหม่ แสดงถึง “ อิทธิฤทธิ์ และปรากฏการณ์ของใหม่ ที่กำลังจะมาแทนที่เก่า” นี่คือ ข้ออ่อนพื้นฐานของพรรคใหม่ และพรรคเก่า เช่น พรรคตระกูลเพื่อทัก ผลที่กระทบหนัก คือ จำนวน สส.รวม จะลดลง ประมาณ 30 – 50 % หากรวม ส่วนที่แตกแถวออกไป ฯลฯ แม้ว่า จะมี การแตกพรรค ด้านหนึ่ง จะลดขนาดของพรรคให้เล็กลง เพราะ ต่างคนต่างต้องการเป็น สส. และโอกาสที่จะได้เป็นมาจาก สส. บัญชีรายชื่อ ในพรรคใหญ่ แต่สำหรับพรรคเล็ก จะได้มาจากสส.ทั้งสองระบบ แต่ ก็จะมีการแย่งคะแนนจากฐานเสียงเดียวกัน ซึ่งทำให้ภาพรวม จำนวนของ สส.รวม น่าจะอยู่ที่ 150-180 และอีกด้านหนึ่ง จะเกิดความขัดแย้งใหญ่ขึ้น ทั้งจาก อดีตรัฐมนตรี และสส. และนายทุนพรรค ฯ ที่จะค่อยๆปรากฏตัวออกมาให้เห็น ในโอกาสอันใกล้นี้

2) จุดที่รวมพลพรรคทักได้มากที่สุดจุดหนึ่ง คือ การได้เป็น สส. (สำหรับตัวเด่นตัวดัง ฯ) การเป็นรัฐมนตรี (สำหรับนายทุนใหญ่ฯ ที่หวังถอนทุน ) จากการได้เป็นรัฐบาล และรัฐสภาฯ อีกทั้งเรื่องงบประมาณลงพื้นที่ ที่มีเรื่องของโควตา และการตอบแทนกับกลุ่มทุนและผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นฯ แต่ เมื่อโอกาสการเป็นรัฐบาลลดลงอย่างมาก เหลือไม่ถึง 20 %

3) ทำให้เกิดการแตก การย้ายพรรค จากความขัดแย้งที่ดำรงอยู่มานาน ที่เกิดจากการใช้อำนาจไม่เป็นธรรม การเอาเปรียบ การเอาตัวรอดของ ตัวเองน้องสาว โดยปล่อยให้ลูกน้องรับกรรมฯ ติดคดีติดคุก แทน ดังนั้น ปัญหาความเป็นเอกภาพ การที่ยอมรับคำสั่งของเจ้าของพรรคที่หนีคดีไปอยู่ต่างประเทศ ก็จะไม่ศักดิ์สิทธิ์ เหมือนเดิม และทำให้ ผู้นำบางส่วน แสดงตัวอย่างชัดเจน ที่ยอมประนีประนอมอย่างเดิม เช่น การที่ผู้นำดังหลายคน ฯ ที่ไม่พอใจผู้นำใหญ่บางคน ที่เข้าไปกุมพรรคเพื่อไทย ได้ปีกตัวออกไปอยู่พรรคใหม่ นี่คือ คลื่นลูกแรกๆ ที่จะมีลูกหลังที่ใหญ่กว่า ตามมาอีก

4) การแสดงวาทกรรม ที่เที่ยวกล่าวหารัฐบาลคสช. และกองทัพ ว่า “ไม่ดี เลวไปหมด” ไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีทั้งเรื่องจริง แต่ส่วนใหญ่ไม่จริง แทนการนำเสนอเรื่องที่ดีที่ถูกมีประโยชน์ต่อบ้านเมือง เช่น เรื่องนโยบายของพรรคทั้งพรรคเก่า พรรคใหม่ และพรรคนอมินีฯ จะทำอย่างไร จะแก้วิกฤตอย่างไร จะนำพาพัฒนาประเทศไปทางไหน จะประนีประนอม สร้างความสามัคคีอย่างไร ประชาชนชาวบ้านชาวเมือง ไม่ค่อยได้เห็น เห็นแต่การเปล่งวาจา เท็จ และโกหก ไม่เกิดประโยชน์ ไม่สร้างสรรค์ ทั้งเรื่องภายในและต่างประเทศ โดยเฉพาะ เรื่องต่างประเทศ ที่เป็นผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ กลับไปกล่าวหาโจมตี สร้างเรื่องต่อนายกรัฐมนตรี ที่ไปทำงานให้บ้านเมือง ทำให้ คนไม่น้อย ที่ติดตามสถานการณ์ และรักบ้านเมือง ต่างไม่พอใจคนระดับนำของพรรคการเมืองนี้ และในช่วงนี้ เริ่มมีการกล่าวหากันในระหว่าง คนในพรรคเดียวกัน และคนที่แยกออกไป ทั้งเปิดเผยและลับ เป็นการแสดงออกถึง คุณภาพนักการเมืองที่เคยดีเคยชื่นชม กลับเปลี่ยนไป เพราะคิดเอารัฐบาลเป็นศัตรู

5) กลุ่มทุนใหญ่ และกลุ่มอิทธิพลที่เคยสนับสนุน เพราะมั่นใจว่าจะได้เป็นรัฐบาล จะได้เงินทอนใหญ่ จะเริ่มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะ “ คนเหล่านี้ คบกันด้วยผลประโยชน์ มิได้มีความจริงใจต่อกัน และหากมีส่วนที่ยังสนับสนุนทุนก้อนใหญ่ให้ ก็จะต้องมีเงื่อนไขใหม่ ที่ประกันความเสี่ยงให้คุ้ม

6) กล่าวถึง ตัวข้ออ่อน ของเจ้าของพรรค ในเรื่องของอาการสองลักษณะ ไบโพล่าฯ รูปแบบหนึ่ง ในช่วงอารมณ์โกรธ คุมได้แต่สตางค์ แต่คุมสติไม่ได้ซึ่งปรากฏมาหลายครั้ง เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณะ และคนภายในพรรค ฯ และหากมีอารมณ์เช่นนี้ ในช่วงที่สำคัญ ก็จะมีโอกาสเสียคะแนน เสียคน เสียความรู้สึกที่เคยมีต่อกันเช่น การออกอากาศ กล่าวหาประณาม “ คนสำคัญระดับแกนนำและอดีตสส.จำนวนหนึ่ง ที่ย้ายไปเข้าพรรครัฐบาล “ อย่างสาดเสียเทเสีย ทำให้เขาเสียหาย เสียความรู้สึก ทั้งๆที่ในช่วงที่อยู่ในสังคม มีแต่กล่าวยกย่องชื่นชมฯ และแกนนำคนมีระดับมีบทบาทในแต่ละพื้นที่ เขาก็มีคนรักคนสนับสนุนไม่น้อย ฯซึ่งผลกระทบ โดยเฉพาะ ในยาม”ขาลง “ จะมีผลหลายต่อ ฯ

การได้รับข้อมูลจ้อเท็จจริง จะน้อยลง เพราะ “ การไม่ได้อยู่ในเมืองไทย อยู่ต่างประเทศ” หากเป็นข้อมูลสำคัญที่มีผลกระทบใหญ่ ก็จะเกิดความเสียหายมาก และต่อเนื่อง จากการผิดพลาดบ่อยๆ รวมทั้ง การให้ข้อมูลจากฝ่ายต่างๆหลายปีก หรือกลุ่มทุนต่างๆ หัวใจสำคัญ ที่ชี้ขาดการเลือกตั้ง คือ การสนับสนุนเงินก้อนใหญ่ แก่พรรคเก่า พรรคแตก พรรคนอมินี ฯ ซึ่ง “ สไตร์ทักอ้อ” จะ “ขี้เหนียว” และต้องดู ผลว่า คุ้มหรือไม่ เพราะ “โอกาส การเป็นรัฐบาลน้อยมาก เพราะฝ่ายรัฐบาล ที่ตุน 250 เสียง จาก สว. หาเพิ่มอีก 126” ตอนนี้ เงินก้อน ยังไม่ออกเต็มเม็ดเต็มหน่วย มีออกบ้าง แต่ใช้วิธีให้นายทุนใหญ่เจ้าเก่า เป็นผู้ออกสังเกตได้ จาก “ การแตกพรรค แตกนายทุน ไปอยู่ตามพรรคต่างๆ” ซึ่ง ผู้สันทัดกรณี ควรจะต้องสนใจฯ

ข้ออ่อนที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่ง คือ “ ความคิดความเคารพเทิดทูนต่อสถาบันมีปัญหา ทั้งทางตรงอ้อม” มีประวัติเสียในเรื่องของความจงรักภักดี ทั้งตัวเอง และการสนับสนุนกลุ่มล้มเจ้า กลุ่มจาบจ้วง และการจัดการใหญ่ “ บิดเบือนใส่ร้าย ให้เท็จ ในระดับในประเทสและต่างประเทศ” เรื่องเหล่านี้ ประชาชนไทย ข้าราชการ กระบวนการยุติธรรม และเหล่าทัพต่างๆ รับไม่ได้เด็ดขาด