ตามหลักทฤษฎีแล้ว การเมืองคือการทำงานตามอุดมคติที่ดีงาม แต่ในความเป็นจริง การเมืองกลายเป็นการทำมาหากินทางธุรกิจของกลุ่มผลประโยชน์ ซ้ำร้ายกลุ่มผลประโยชน์ที่ชนะเกมการเมืองจะมีแนวคิดแบบประสิทธิผลนิยม คือไม่เลือกวิธีการที่จะเอาชนะ นักวิชาการปรัชญารัฐศาสตร์เรียกกันว่า Pragmatism interest groups

ในทางการเมืองนั้น เราได้ยินเรื่องอุดมคติ อุดมการณ์มามากจากปากนักการเมือง จนใจคล้อยไปตาม นึกว่าการเมืองมีหลักสำคัญอยู่ที่อุดมคติ อุดมการณ์ แต่การเมืองนั้นที่แท้ก็เป็นวิสาหกิจอย่างหนึ่ง เหมือนกับตั้งร้านขายข้าวแกง ต้องมีทุนรอนกำลังตนและต้องมี “ทักษะ” คือทำอะไรเก่ง ทำอะไรคล่อง และความสามารถที่จะใช้ทั้งทุนและทักษะนั้นให้เกิดประโยชน์แก่ตนมากที่สุด

ใครจะเป็นผู้นำทางการเมืองที่ได้รับความสำเร็จนั้น จะต้องหาทางเข้าถึงทุนทรัพย์ให้ได้มากกว่าคู่ต่อสู้ และต้องใช้กำลังเงินนั้นได้เก่งกว่าคู่ต่อสู และโดยกลับกัน การที่จะทำลายคู่ต่อสู้นั้นก็จะต้องทำลายกำลังเงินของคู่ต่อสู้ หรือตัดหนทางคู่ต่อสู้มิให้หากำลังเงินนั้นได้ ทักษะนั้นอยู่ที่การหาเงิน และเมื่อได้เงินมาแล้วก็ต้องใช้เงินนั้นหาเสียงหาความนิยมในทางการเมืองให้ได้มากที่สุด
ผู้นำทางการเมืองนั้นใช้อำนาจด้วยผู้สนับสนุนสองจำพวก คือพวกที่ใช้เงินจ้างจำพวกหนึ่ง และผู้ที่นิยมเลื่อมใสตนอีกพวกหนึ่ง พวกเอาเงินจ้างนั้นต้องทั้งเลี้ยงและจ่ายค่าจ้าง ส่วนพวกนิยมเลื่อมใสนั้นก็ยังต้องเลี้ยงอยู่ดี การสนับสนุนด้วยเอาเงินซื้อนั้นเปลี่ยนได้ ใครเขามาประมูลให้เงินมากกว่าเขาก็ได้ไป แต่การสนับสนุนด้วยใจจริงนั้นเปลี่ยนไม่ได้ เพราะฉะนั้นผู้นำทางการเมืองที่มีคนสนับสนุนด้วยเงินจ้างมากกว่าใจจริงนั้น จะต้องใช้การเมืองหาผลประโยชน์มาจ่ายกันเรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด มิฉะนั้นก็จะไม่มีใครสนับสนุนเมืองไทยเราก็ได้เห็นความจริงข้อนี้กันมาแล้วหนักต่อหนัก

ในการกระทำแบบนี้ การประหยัดไม่ต้องพูดถึงกัน เพราะมีไม่ได้ เมื่อการประหยัดมีไม่ได้ การกระทำแบบนี้ก็ย่อมจะเป็นการสิ้นเปลืองทรัพย์ของสังคม ส่วนคนที่สนับสนุนด้วยความเลื่อมใสจริงใจนั้น เอาจริงเข้าก็ไม่ได้ประโยชน์นัก เพราะคนพวกนี้ติดอุดมคติ อุดมการณ์ ปรับตัวเองให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นไม่ได้การเมืองแบบการต่อสู้หรือแบบกีฬาแข่งขันนี้ประกอบด้วยการสร้าง การสนับสนุนให้แก่ตนเอง และทำลายการสนับสนุนแก่ฝ่ายตรงข้าม การนี้กระทำได้โดยอาศัยกติกาอันเปิดเผย มีกฎเกณฑ์เพื่อให้คนนิยมนับถือ แต่เบื้องหลังก็ต้องใช้ชั้นเชิงที่ไม่พึงเปิดเผย เพื่อให้บังเกิดผลตามปรารถนา อย่างนี้เป็นยุทธวิธีการเมือง พอถึงขั้นสุดท้ายจึงทำให้เกิดหรือทำให้มีการประจันหน้ากัน แล้วสู้กันให้ถึงลำหักลำโค่นไปเลยทีเดียว

ในขั้นแรกก็จะต้องโฆษณาในความบริสุทธิ์ยุติธรรมของตนแต่ฝ่ายเดียว โดยกล่าวหาทำลายอีกฝ่ายหนึ่งว่าไร้ความบริสุทธิ์ยุติธรรม พอตั้งความบริสุทธิ์ยุติธรรมของตนไว้ได้มั่นคงในใจตนได้มั่นคงแล้ว ขั้นที่สองก็ใช้ชั้นเชิงที่ไม่เปิดเผย เช่น จ้างคนเดินขบวนสนับสนุนตนบ้าง หรือให้เรียกร้องเอาอะไรกับอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งฝ่ายนั้นไม่มีปัญญาหรือไม่มีทางจะให้บ้าง

เมื่อการเมืองเป็นวิสาหกิจหรือเป็นธุรกิจซึ่งต้องมีเงิน มีคน มีการบริหาร มีทักษะ และความไหวพริบ การเมืองก็มีคนกลางเช่นเดียวกับในธุรกิจ และคนกลางในการเมืองก็ได้รับประโยชน์จากการเมืองเช่นเดียวกับคนกลางในธุรกิจ ได้รับประโยชน์จากธุรกิจหน้าที่ของคนกลางในทางการเมืองก็คือ เข้าติดต่อและเป็นสื่อกลางระหว่างศูนย์การเมืองหลายๆ ศูนย์ที่เกิดมีการขัดกันในทางการเมือง ถ้าหากว่า “กีฬาการเมือง” นั้นมีขนาดใหญ่ เงินทองที่จะต้องใช้ในการนี้ก็จะต้องมีเป็นจำนวนมาก และคนกลางการเมืองนี้ก็จะต้องมีเป็นจำนวนมากขึ้นเช่นเดียวกัน

เพราะเหตุนี้การเมืองส่วนใหญ่ในโลกจึงยังมีปัญหา เพราะก่อนที่วิบากหรือผลแห่งกรรมชั่วนั้นจะตกถึงผู้กระทำ ผู้นั้นก็มีโอกาสและเวลาที่จะก่อความเดือดร้อนทุกข์ยากให้แก่ผู้อื่นที่มิได้รู้เรื่องราวด้วยเสียแล้วมากต่อมาก เป็นการเพิ่มกรรมชั่วนั้นให้หนักขึ้นไปอีก และเพิ่มผลในทางไม่ดีที่จะต้องตกแก่ผู้กระทำนั้นให้หนักขึ้นไปอีก