ทุกพื้นที่ทั่วประเทศของไทย กรมพัฒนาที่ดิน เป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีบทบาทอย่างมากในกระบวนการทางภาคเกษตรและถือเป็นหน่วยงานแรกๆ ที่จะต้องเข้าไปเตรียมความพร้อมก่อนทำการเพาะปลูก นั่นคือ การปรับปรุงบำรุงดิน

สำหรับเกษตรที่สูง "โครงการหลวง" ได้ร่วมมือกับกรมพัฒนาที่ดิน ในการพัฒนาวางแผนระบบน้ำ ดิน สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ ศูนย์ย่อยบ้านเมืองอาง ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ เป็นตัวอย่างชัดเจนด้านการพัฒนาที่ดินบนพื้นที่สูง จัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ

นายวัชรินทร์ พจนบัณฑิต ผู้ใหญ่บ้านเมืองอาง ม.9 ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า เมื่อปี 2544 ได้ถวายฎีกาถึงหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ประธานมูลนิธิโครงการหลวง เพื่อขอให้สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์เข้ามาส่งเสริมอาชีพและพัฒนาพื้นที่ เนื่องจากแต่เดิมเกษตรกรที่นี่ทำไร่แบบหมุนเวียนหรือทำไร่เลื่อนลอย การทำการเกษตรไม่มีแบบแผน ผลผลิตได้ไม่ดี เท่าที่ควรรายได้เพียง 5,000 บาทต่อปีถือว่าน้อยมาก ตลอดจนการสัญจรไปมาเป็นไปด้วยความลำบาก ด้วยสภาพความเป็นกรดที่ดิน โครงการหลวงและกรมพัฒนาที่ดินได้เข้ามาพัฒนาหลายอย่างทั้งระบบน้ำและดิน ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น โดยเกษตรกรที่นี่ได้ปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรแบบอินทรีย์ภายใต้การรับรองมาตรฐาน จากกรมวิชาการเกษตร ทำให้ขณะนี้ความเป็นอยู่ดีขึ้น ทำการเกษตรแบบยั่งยืน เกษตรกรช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม ฟื้นฟูป่า เพราะการไม่ให้ชุมชนรุกป่าจะต้องใช้หลายวิธีการเพื่อให้มีความยั่งยืน

"แม้จะเป็นหมู่บ้านด้อยโอกาส ล้มลุกคลุกคลาน แต่เมื่อถูกพัฒนา ปรับเปลี่ยนการทำการเกษตรมาเป็นแบบอินทรีย์ ทำให้ผู้คนที่นี่ สามารถทำงานอยู่กับบ้าน นำวิถีชีวิตในการทำนามาปรับใช้กับการแปลงผัก ปลูกผักในโรงเรือน การใช้พื้นที่ป่า ป่าจะฟื้นฟูกลับมาเอง คนทำการเกษตรพอมีกินมีใช้ก็ไม่รุกป่า ไม่ต้องไปทำงานนอกสถานที่ เราสอนการรวมกลุ่มก็จะเกิดความยั่งยืน แต่อยากให้มีการพัฒนาโรงบรรจุผลผลิตและอยากให้ผลผลิตมีแบรนด์ของตนเอง อีกทั้งอยากได้ความรู้ เพื่อต่อยอดพัฒนามากขึ้น"

ทั้งนี้ เกษตกร 153 รายจะปลูกผักในโรงเรือนในพื้นที่ 180 ตรม. ลงทุน 2 หมื่นบาท แต่ละครอบครัวจะมีโรงเรือนได้ไม่ครอบครัวละ 3 โรงเรือนขณะนี้มีทั้งหมด 230 โรงเรือน รวมทั้งการเก็บค่าบำรุง ดูแลซ่อมแซมและท่อชำรุดการใช้น้ำ 100 บาท ต่อปี วิธีการปลูกผักจะทำ 1 ครั้งและพัก 8 วัน ผักที่ปลูก อาทิตระกูลสลัด คะน้า เบบี้ฮ่องเต้ กวางตุ้ง เป็นต้น ผลผลิตที่ได้นำส่งโครงการหลวง เกษตรกรจะปลูกพืชแต่ละชนิดสลับปรับเปลี่ยนกันไปไม่มีใครปลูกพืชเดิมๆ อย่างเดียว เนื่องจากบางชนิดราคาดีแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงเวลา ดังนั้นต้องให้เกษตรกรได้ปลูกผักให้มีรายได้อย่างเป็นธรรม ไม่มีการเอาเปรียบทางด้านราคา รวมทั้งมีการทำปุ๋ยหมัก ใช้มูลโคมาทำปุ๋ยเป็นการลดต้นทุนการผลิตอีกทางและนำไปใช้โรงเรือนด้วย

นายสุชาติ รักษ์พนาขจี ประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำ บ้านเมืองอาง ม.9 ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดินเข้ามาพัฒนาและวางระบบน้ำให้กับเกษตรกร โดยเรามีการบริหารจัดการการใช้น้ำด้วยการจ่ายค่าบำรุง 100 บาทต่อปี เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการดูแลและรับผิดชอบร่วมกัน สำหรับตนปลูกผักในโรงเรือน การดูแลรักษาในช่วงเช้าจะรดน้ำ พรวนดิน มีรายได้ต่อครั้ง 5,000 บาท โดยจะทำทั้งหมด 11 ครั้งต่อปี นอกจากนี้ตนยังมีนา 4 ไร่ ส่วนรายจ่ายส่วนมากจะใช้เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาของบุตร อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ถือว่าความเป็นอยู่ดีขึ้นมากแต่ในระยะหลังเห็นว่ามีคนเพิ่มมากขึ้นแต่พื้นที่มีจำกัด จึงอยากให้ผู้เกี่ยวข้องเข้ามาส่งเสริมอาชีพทางด้านปศุสัตว์ เพื่อจะได้มีรายได้เสริม

ด้าน นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ขอชื่นชมและเป็นกำลังใจให้กับเกษตรกร ให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและให้คิดว่าเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ในการทำการเกษตรอินทรีย์ โดยได้นำศาสตร์พระราชามาใช้คือก่อนทำการเกษตรจะปรับปรุงบำรุงดินเนื่องจากสภาพดินเป็นกรด แต่บริเวณนี้เป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำ ที่อาจไม่ได้พึ่งภาครัฐมากนักขอให้มีการบริหารจัดการไปสู่รุ่นลูก รุ่นหลาน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีรายได้เพียงพอ แต่ก็ต้องสร้างภูมิคุ้มกันทรัพยากรเรื่องดินที่ใช้หมุนเวียน ต้องรู้จักวิธีปรุงดินให้เหมาะสม ทั้งนี้ ชุมชนได้ทำระบบการอนุรักษ์ดินและน้ำบนพื้นที่สูง มีระบบส่งน้ำชลประทาน สร้างเส้นทางลำเลี้ยงน้ำลงไปยังพื้นที่ทางการเกษตรของเกษตรกร ทำให้มีน้ำเพียงพอต่อการทำการเกษตรตลอดทั้งปี