ทวี สุรฤทธิกุล

ทำไมบางพรรคจึงมีคนหลั่งไหลเข้าไปมากยิ่งนัก

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเฉลยไปบางข้อแล้ว เช่น “เป็นไปตามทฤษฎีเห็บหมา” คือ เห็บจะชอบเกาะกินกับหมาที่มีชีวิต เพราะมี “เลือดอุ่นๆ” ให้กินอย่างอิ่มหมีพีมัน แต่พอหมาที่เกาะอยู่นั้นตายไป เห็บทั้งหลายก็จะพากันกระโดดหนี แล้วก็กระโดดไปหาหมาตัวใหม่ที่ยังมีชีวิตอยู่ เกาะกิน “เลือดอุ่นๆ” อย่างอิ่มหมีพีมันนั้นต่อไป

หรือ “เป็นไปตามทฤษฎีบ่อเกรอะอำนาจ” ที่หมายถึง ใครๆ ก็ชอบที่จะไหลไปรวมกันตรงที่มี “พลังดูด” สูงสุด นั่นก็คือตรงที่ผู้มีอำนาจรัฐรวมกันอยู่ ซึ่งในทางการเมืองก็คือฝ่ายที่เป็นรัฐบาล ที่มีทั้ง “พลังอิทธิพล พลังกฎหมาย และพลังเงิน” โดยทั้งสามพลังจะส่งเสริมกันและกันให้มี “อำนาจยิ่งๆ ขึ้น” ต่อไป

ผู้เขียนได้คุยกับผู้ที่กำลังจะลงสมัครรับเลือกตั้งคนหนึ่ง เขาเป็นญาติกับอดีต ส.ส.ในพื้นที่ที่ตัดสินใจ “เว้นวรรคทางการเมือง” จึงได้รับการทาบทามจากพรรคการเมืองพรรคหนึ่งที่มีฉายาว่า “พรรคกตัญญู” ให้ลงสมัครในนามของพรรคในเขตนั้นแทนญาติคนดังกล่าว โดยมาเปรยๆ เมื่อเดือนก่อนตอนที่มาทาบทามว่า “จะให้ความช่วยเหลือเต็มที่” แต่เมื่อเวลาผ่านไป ขณะที่ว่าที่ผู้สมัครคนนี้ต้องออกไปพบปะชาวบ้านเพื่อชี้แจงเรื่องที่จะลงเลือกตั้งในนามพรรคกตัญญู โดยต้องมีค่าใช้จ่ายมากพอสมควร ว่าที่ผู้สมัครคนนี้จึงติดต่อไปยังผู้บริหารของพรรคกตัญญู ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่า “ให้รอไปอีกสักระยะ”

ผู้บริหารของพรรคคนนั้นได้ “คุยเรื่อยเปื่อย” กับว่าที่ผู้สมัครคนนี้ว่า ปัญหาในการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้มีมากมาย เรื่องหนึ่งก็คือ “การใช้อำนาจรัฐ” ที่พรรคการเมืองที่ “อิงแอบ” อยู่กับรัฐบาล พยายามจะสร้างความได้เปรียบทุกวิถีทาง ที่น่าสนใจก็คือ “วิธีการใช้เงิน” โดยมีการหว่านล้อมว่า ถ้าลงสมัครในนามพรรคของเขาแล้ว จะมี “โชคห้าชั้น”

ชั้นแรก ผู้สมัครจะได้เงินช่วยหาเสียงเป็นเงินก้อนจำนวนพอสมควร ชั้นที่สอง ผู้สมัครจะได้รับการสนับสนุนจาก “กลไกของรัฐ” อย่างเต็มที่ ขั้นที่สาม หากชนะเลือกตั้งจะได้ร่วมรัฐบาลและมีตำแหน่งทางการเมือง ชั้นที่สี่ ถ้าไม่ชนะเลือกตั้งหรือชนะแต่ไม่ได้ตำแหน่งทางการเมือง ก็จะปลอบใจด้วยการทุ่มเทงบประมาณมาพัฒนาพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อวางรากฐานไว้แก้ตัวในการเลือกตั้งครั้งต่อไป(สำหรับคนที่ไม่ชนะ) และใช้ “สร้างบารมี” สำหรับคนที่ชนะ เพื่อรอมีตำแหน่งทางการเมืองในโอกาสต่อไป และชั้นที่ห้า จะดูแลให้ “อิ่มหมีพีมัน” คือมีค่าใช้จ่าย “พิเศษ” ให้เป็นระยะๆ ตามสถานการณ์ ไม่ทอดทิ้ง

แน่นอนว่า ผู้ใดที่เจอ “คาถามหาระรวย” ในรูปนี้เข้า ย่อมจะ “ระทดระทวยอวยองค์” ยอมทอดกายให้กับผู้ร่ายคาถานี้ทั้งสิ้น ซึ่งพรรคกตัญญูก็ประสบปัญหานี้มาก ด้วยความที่เป็นพรรคขนาดกลาง และด้วยท่าทีที่ต้องวางตัวเป็นกลาง เพราะก็คำณวนไว้เช่นกันว่า การตั้งรัฐบาลครั้งนี้น่าจะมีปัญหา แบบว่าอาจจะตั้งรัฐบาลได้ยาก “คนล้นตำแหน่ง” แต่ก็ดูเหมือนว่า “คาถามหาระรวย” นี้ได้สนองต่อตัณหาของนักการเมืองจำนวนมากไว้ได้ทั้งหมดแล้ว แบบที่ว่า “ขอให้ชนะเลือกตั้งก่อน” หรือ “ถ้าไม่ได้ก็ไม่มีวันยากจน”

ยังมีความเห็นที่น่าสนใจอีกความเห็นหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนได้ไปสนทนากับคนระดับ “ปราชญ์ชาวบ้าน” ท่านหนึ่ง ท่านบอกว่า ปรากฏการณ์นี้อาจจะเรียกว่าเป็น “ปรากฏการณ์เปรตขอส่วนบุญ” ก็ได้

ประการแรก ด้วยการที่มีนักการเมืองไป “โอดครวญ” เล่าความทุกข์ยากของตนเอง(ส่วนหนึ่งก็ผ่านเรื่องราวความทุกข์ยากของชาวบ้าน) เพื่อขอความช่วยเหลือจากผู้มีอำนาจรัฐ ในลักษณะนี้ก็คือขอเข้าร่วมสังกัดพรรคที่รัฐบาลให้การสนับสนุน จึงเป็นเรื่องของการของ “เศษบุญ” จากผู้มีอำนาจนั่นเอง

ประการต่อมา นักการเมืองเหล่านี้ก็เป็นคนไทยที่ส่วนมากนับถือศาสนาพุทธ ที่มีความเชื่อว่า การได้ร่วมทำบุญสุนทานกับผู้มีอำนาจวาสนา “คนใหญ่” คนโตเหล่านี้ นับว่าเป็นบุญกุศลสูงสุด แบบที่เราเห็นชาวบ้านชอบทำบุญกับวัดดังๆ หรือพระเกจิใหญ่ๆ เพื่อให้ได้ “พลังบุญ” ที่ยิ่งใหญ่ เมื่อไปเกิดภพใดชาติใด ก็จะได้อาศัยกุศลผลบุญนั้นให้ตนเองได้พบแต่ความสุขความเจริญไปทุกชาติทุกภพ

ประการสุดท้าย แม้ว่านักการเมืองเหล่านี้จะทราบดีว่า การต่อสู้ทางการเมืองครั้งนี้จะต้องเต็มไปด้วยความยากลำบาก มีอุปสรรคขวากหนามมากมาย บางทีอาจจะต้องฉิบหายขายตัว แต่ก็ยัง “ยอมทน” ที่จะฝ่าฟันเข้าไปใน “นรกการเลือกตั้ง” ครั้งนี้ จึงอาจจะเปรียบได้กับเปรตหรือฝูงสัตว์นรก ที่ยังชอบดิ้นรนอยู่ในท่ามกลาง “ไฟนรก” จนบางคนก็ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นความเดือดร้อนทารุณอะไรแต่อย่างใด

ว่ากันว่าสำหรับนักการเมืองจำนวนหนึ่ง การเมืองนั้นมีกลิ่นและรสหอมหวานและเอร็ดอร่อยยิ่งนัก แต่ถ้าเราจะมองสภาพการเมืองไทยในเวลานี้(และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา) น่าจะเป็น “ยาพิษ” เสียมากกว่า ดังที่เราจะเห็นแล้วว่า การปฏิวัติรัฐประหารในทุกครั้งก็พยายามที่จะ “ถอนพิษ” ดังกล่าวมาโดยตลอด เช่น รัฐธรรมนูญ 2540 ก็พยายามที่จะถอนพิษ “ระบอบธนาธิปไตย” ที่มีการใช้เงินซื้ออำนาจทางการเมืองอย่างโจ๋งครึ่มมาก่อนหน้านี้ หรือรัฐธรรมนูญ 2550 ที่พยายามถอนพิษ “ระบอบทักษิณ” มาจนถึงรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ว่าจะมาถอนพิษ “ระบอบการเมืองโกงกิน” โดยที่ผู้มีอำนาจก็ได้ประกาศแล้วว่าจะยอม “กลืนพิษ” นั้นด้วยตนเอง ด้วยการที่จะสืบทอดอำนาจเพื่อทำให้การโกงกินนั้นหมดไป

เอ้า! ใครอยากได้ส่วนบุญก็เชิญกระโดดขึ้นเกาะท่านได้เลย