ศ.ดร.ไชยา ยิ้มวิไล

ตลอดสัปดาห์ที่แล้วนับว่าเป็นสัปดาห์ที่มีนัยยะสำคัญอย่างมากต่อชาวไทยทุกคน เนื่องด้วย “วันพุธที่ 5 ธันวาคม” เป็น “วันพ่อแห่งชาติ” ที่เป็น “วันรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9” ที่พระองค์ทรงเป็นพระราชบิดาของพระราชโอรสและพระราชธิดาและทรงทำนุบำรุงพระราชโอรสและพระราชิดาด้วยความรัก พร้อมทั้งทรงอบรมอนุศาสน์ให้ทรงเจริญวัยสมบูรณ์และทรงบำเพ็ญคุณานุประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนเพื่อให้เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังมีพระมหากรุณาธิคุณ ทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้พสกนิกรถ้วนหน้า จึงถือเป็น "พ่อแห่งชาติ" ของพสกนิกรชาวไทยทุกคน ที่อาณาประชาราษฎร์เทิดทูนด้วยความจงรักภักดี สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และยึดมั่นในการเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท 

ทั้งนี้วัตถุประสงค์ของการจัดงานวันพ่อแห่งชาติ คือ 1. เพื่อเทิดทูนพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 2. เพื่อเทิดทูนพระคุณของพ่อ และยกย่องบทบาทของพ่อที่มีต่อครอบครัวและสังคม 3. เพื่อให้ลูกได้แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อ 4. เพื่อให้ผู้เป็นพ่อ สำนึกในหน้าที่และความรับผิดชอบของตน 5. เพื่อประกาศเกียรติคุณให้กับพ่อ และลูกที่ปฏิบัติหน้าที่ของตนได้เป็นอย่างดี สมควรแก่การยกย่องของสังคม 6. เพื่อรักษาประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามของชาติไทยให้คงอยู่ต่อไป

    ซึ่ง "วันชาติ" ของไทยนั้นอยู่มานานถึง 21 ปี จนวันที่ 21 พฤษภาคม 2503 ในสมัยที่จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกฯ ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงให้ถือวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ เป็นวันเฉลิมฉลองของชาติไทย โดยเหตุที่เปลี่ยนเพราะมีข้อไม่เหมาะสมหลายประการ คณะกรรมการจึงมีความเห็นว่าเพื่อให้เป็นไปตามขนบธรรมเนียมประเพณีของประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และเป็นหลักการสมัครสมานสามัคคีรวมจิตใจของบุคคลในชาติโดยทั่วกัน  จึงควรถือเอา “วันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระมหากษัตริย์เป็นวันเฉลิมฉลองของชาติไทย” โดยยกเลิกวันชาติ ในวันที่ 24 มิถุนายน เสีย ดังนั้นนับแต่ปี 2503 ประเทศไทยจึงได้ถือเอา “วันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” ซึ่งตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็น "วันชาติ" ของไทย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา   

จากนั้น ก็มีกิจกรรม “การเคลื่อนไหวทางการเมือง” เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม โดยปฏิทินทางการเมืองได้เริ่มมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่เป็นการใช้โวหารว่า “คลายล็อค” มิใช่ “ปลดล็อค” แต่ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคมเป็นต้นไป ที่มีการประชุมกับ “แม่น้ำ 5 สาย” กล่าวคือ “คสช.-รัฐบาล-สนช.-กรธ.-กกต.” บวกกับ “บรรดาพรรคการเมือง” ทั้งหลายที่จะร่วมประชุมร่วมกันในการ “ปลดล็อคการเมือง” อย่างแท้จริงในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอย่างเปิดเผยได้

เปิดปฏิทินการเมืองฉบับ “รองนายกรัฐมนตรีวิษณุ เครืองาม” ไล่ไทม์ไลน์ตั้งแต่กฎหมายโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีผล 9 ธ.ค. 61 จับตา 16-27 ธ.ค. คสช.ปลดล็อคพรรคการเมือง-ประกาศ พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง ม.ค. 62 อย่างที่หลายคนทราบกันแล้วว่าหากไม่มีอะไรผิดพลาด หรือเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเสียก่อน การเลือกตั้ง (น่า) จะเกิดขึ้นในวันที่ 24 ก.พ. 2562 ตามที่ “บิ๊ก ๆ” ทั้งหลายในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาล ย้ำนักย้ำหนาหลายครั้ง

แต่ยังคงมี “นักการเมือง” รวมถึงนักกิจกรรม และประชาชนบางส่วนตั้งข้อสงสัยว่า ตกลงแล้วการเลือกตั้งตาม “โร้ดแม็พ” ของ คสช. จะเกิดขึ้นในวันที่ 24 ก.พ. 2562 จริงหรือไม่ จนร้อนถึง “ซือแป๋กฎหมาย” วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ตั้งโต๊ะแถลงถึง “ปฏิทินเลือกตั้ง” ร่ายยาว “ไทม์ไลน์” ตั้งแต่ “กฎหมายลูก” เลือกตั้ง ส.ส. และสรรหา ส.ว. มีผลบังคับใช้ จนกระทั่งการมาถึงของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ 

 สรุปรายละเอียดของ “ปฏิทินเลือกตั้ง” ดังกล่าวฉบับ “วิษณุ” ให้เข้าใจง่าย ดังนี้

เดือนธันวาคม2561 วันที่ 11 ธันวาคม 2561 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 (กฎหมายลูก ส.ส.) มีผลบังคับใช้ จะต้องจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน เร็วที่สุดคือ 24 ก.พ. 2562 ช้าที่สุดคือ 9 พ.ค. 2562 ระหว่างวันที่ 16-27 ธ.ค. 2561 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะคัดเลือก ส.ว. ระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ โดยช่วงเวลาดังกล่าว คสช. จะตั้งคณะกรรมการสรรหา ส.ว. จำนวน 9-12 ราย และจะประกาศใช้ พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือกตั้งเป็นการทั่วไป พร้อมกับปลดล็อคคำสั่ง คสช. ด้วย วันที่ 28 ธ.ค. 2561 เป็นวันสุดท้ายในการส่งร่าง พ.ร.บ. ให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา ส่วนร่างที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ต้องรอภายหลังการเลือกตั้ง

เดือนมกราคม 2562 วันที่ 2 ม.ค. 2562 กกต. ส่งรายชื่อผู้เข้ารอบ ส.ว. 200 คนให้กับ คสช. ไปคัดเลือก 50 คน + สำรอง 50 คน หลังจากนั้นภายใน 5 วัน นับจากประกาศใช้ พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือกตั้งเป็นการทั่วไป กกต. ออกประกาศกำหนดวันเลือกตั้ง วันรับสมัคร และจำนวน ส.ส. ในแต่ละเขตไม่เกิน 25 วันนับจากประกาศใช้ พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือกตั้งเป็นการทั่วไป จะเปิดรับสมัคร ส.ส. โดยให้เวลา 5 วัน และพรรคต้องแจ้งชื่อนายกรัฐมนตรีให้ กกต. ออกประกาศเพื่อให้ประชาชนรับทราบ พอเดือนกุมภาพันธ์ 2562 วันที่ 9 ก.พ. 2562 คณะกรรมการสรรหา ส.ว. ที่ คสช. แต่งตั้ง ต้องส่งรายชื่อผู้เข้ารอบ ส.ว. 400 คน ให้ คสช. คัดเหลือ 194 คน + สำรอง 50 คน (มีตามตำแหน่งแล้ว 6 คน ได้แก่ ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และปลัดกระทรวงกลาโหม) “วันที่ 15 ก.พ. 2562 สนช. จะหยุดพิจารณากฎหมายทุกอย่าง” ได้แค่ไหนแค่นั้น หากยังมีร่างกฎหมายที่ค้างการพิจารณา ต้องรอให้มีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ และ ส.ส. กับ ส.ว. ชุดใหม่มาดำเนินการต่อไป วันที่ 24 ก.พ. 2562 มีการเลือกตั้ง ส.ส. ทั่วประเทศ แบ่งเป็น ประเภทแบ่งเขต 350 ที่นั่ง และบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) 150 ที่นั่ง รวม 500 ที่นั่ง เดือนเมษายน 2562 วันที่ 24 เม.ย. 2562 กกต. ประกาศผลการเลือกตั้ง (ภายใน 60 วันนับจากการเลือกตั้ง)

วันที่ 27 เม.ย. 2562 คสช. พิจารณา ส.ว. 50 คน (ตามที่ กกต. สรรหา) + 194 คน (คสช. คัดเลือก) + 6 คน (เป็นโดยตำแหน่ง) เสร็จ และนำขึ้นทูลเกล้าฯถวาย หลังจากนั้นรอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ส.ว. 250 คน เดือนมิถุนายน 2562  ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่คณะรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณ ให้คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบาย ทั้งหมดคือไทม์ไลน์คร่าว ๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้งนับตั้งแต่กฎหมายลูก ส.ส.-ส.ว. มีผลบังคับใช้ออกมา อย่างไรก็ดีหากจะเป็นไปตามนี้ได้การเลือกตั้งต้องเกิดขึ้นในวันที่ 24 ก.พ. 2562 เท่านั้น จึงจะได้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ในเดือน มิ.ย. 2562…ส่วนจะเกิดเหตุการณ์ “ไม่คาดฝัน” ดับความหวังของนักการเมืองทั้งหลายจนการเลือกตั้งอาจมีการเลื่อนออกไปหรือไม่ คงต้องรอดูกันต่อไปครับ!