ชัยวัฒน์ สุรวิชัย

วันนี้ เราจะมาวิเคราะห์ การเกิดขึ้นของรัฐบาล หลังจากการเลือกตั้ง ต้นปี 2562 เพราะ มีข้อมูลมากพอระดับหนึ่ง จาก เหตุปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไป มาถึง หลัง 26 พฤศจิกายน 2561 ซึ่ง เป็นวันสุดท้ายของ สมาชิกพรรค ที่มีสิทธิ์ สมัคร สส . หากการเลือกตั้ง เป็นวันที่ 24 กุมภา 2562 ข้อเขียนตอนก่อน เราได้คุยกัน ถึง “รัฐบาลผสม” เนื่องจากการไม่มีพรรคใดมีเสียงข้างมากในการเลือกตั้ง มาวันนี้ เราจะพูดถึง รัฐบาลเดี่ยว กัน และจะเลยไปถึงการวิเคราะห์ ความเป็นไปได้

2. รัฐบาลเดี่ยว หรือ รัฐบาลพรรคเสียงข้างมาก ต้องได้เสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา ประเทศไทย เคยมีพรรคการเมืองเสียงข้างมาก ในสมัยนายกทักษิณ 2544 ได้มาจาก การซื้อเสียง สส.พรรค ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ยาก หลังจากนั้น , แต่ในรัฐธรรมนูญใหม่ ต้องตามดูต่อไป

แม้ มีรัฐบาลเดี่ยว หรือรัฐบาลเสียงข้างมาก แต่ก็มีหลักการและข้อคิดเห็นประกอบ บางประการ เรามาเรียนรู้กันหน่อย เพื่อสร้างความเข้าพื้นฐาน เกี่ยวกับ เสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย

ก. เสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย ผู้เรียบเรียง ศุภพรรัตน์ สุขพุ่ม ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง เสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย มีความหมายในการแสดงความเห็นต่อเรื่องใดหนึ่งซึ่งมีความสำคัญ โดยเฉพาะการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนหรือสมาชิกทุกคนมีสิทธิในการแสดงความคิดเห็น อย่างเป็นอิสระเท่าเทียมกัน
ความหมาย เสียงข้างมากในระบอบประชาธิปไตย เป็นคะแนนเสียงที่สมาชิกใช้ลงมติ ที่มีมากเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดหรือของจำนวนสมาชิก ในที่ประชุมนั้น เพื่อวินิจฉัย หรือลงมติสนับสนุนเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เสียงข้างมาก (Majority) หมายถึง เสียงข้างมากในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร การประชุมวุฒิสภา และการประชุมคณะกรรมาธิการ รวมทั้งเสียงข้างมากในการออกเสียงประชามติของประชาชน โดยเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรมีความชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญที่จะจัดตั้งรัฐบาล เพื่อบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามที่ได้หาเสียงไว้กับประชาชนและตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ และ ในส่วนของการตรากฎหมาย ก็ต้องอาศัยเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเช่นเดียวกัน เพราะการลงมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติทุกครั้งจะใช้เสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ เสียงข้างน้อย (Minority) หมายถึง เสียงข้างน้อยในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร การประชุมวุฒิสภา การประชุมรัฐสภา ,การประชุมคณะกรรมาธิการ ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยเป็นรูปแบบการปกครอง ที่ยึดเอาเสียงข้างมากเป็นหลัก แต่อย่างไรก็ตามเสียงข้างน้อยก็ใช่ว่าจะถูกละเลยหรือถูกมองข้ามไป ในประเทศไทย รัฐธรรมนูญบัญญัติให้ผู้นำเสียงข้างน้อยดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (Leader of the Opposition) เพื่อเป็นหลักในการตรวจสอบรัฐบาล

นอกจากนี้ ในการประชุมคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา โดยเฉพาะการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติในวาระที่สอง มติของคณะกรรมาธิการต้องมาจากกรรมาธิการเสียงข้างมากซึ่งรายงานต่อสภา แต่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่แพ้การลงมติต่อกรรมาธิการเสียงข้างมาก ก็ยังมีสิทธิที่จะสงวนข้อที่เห็นแตกต่างไปจากกรรมาธิการเสียงข้างมาก เพื่อให้ที่ประชุมสภาพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง และตัดสินใจในขั้นสุดท้ายได้ เรียกว่า สงวนความเห็น ซึ่งถือเป็นสิทธิของฝ่ายเสียงข้างน้อย (Minority Right)[8]

แนวคิดหลักการเสียงข้างมาก (Majority Rule) หลักการเคารพในสิทธิของเสียงข้างน้อย (Minority Rights) ระบอบประชาธิปไตย เป็นการปกครองโดยประชาชนส่วนใหญ่ จึงให้ความสำคัญกับหลักการเสียงข้างมาก (Majority Rule) ในการตัดสินข้อขัดแย้งทุกระดับ โดยหลักการเสียงข้างมากหมายความว่า การตัดสินใจใดๆ ของกลุ่มหรือคณะบุคคล หลังจากที่ได้มีการปรึกษา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นพอสมควรแล้ว ก็ให้ตัดสินเป็นข้อยุติโดยถือเสียงข้างมากเป็นเสียงชี้ขาด เพื่อให้สามารถดำเนินการเป็นรูปธรรมต่อไปได้ เช่น การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้รับคะแนนสูงสุดจะเป็นผู้ที่ได้รับเลือก หรือในการออกเสียงประชามติ เรื่องที่มีผู้เห็นด้วยมากที่สุดจะได้รับการนำไปปฏิบัติ หรือกรณีการออกเสียงลงมติในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ก็จะใช้เสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ตัดสิน เป็นต้น

แต่ หลักการเสียงข้างมาก (Majority Rule) ต้องดำเนินควบคู่ไปกับการเคารพในสิทธิของเสียงข้างน้อย (Minority Rights) ทั้งนี้ เพื่อเป็นหลักประกันว่าฝ่ายเสียงข้างมากจะไม่ใช้วิธีการใดๆ ที่เห็นแก่ผลประโยชน์ของกลุ่มพวกพ้องตน แต่ต้องดำเนินการเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งหมด เพื่อสร้างสังคมทุกฝ่ายสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข โดยฝ่ายเสียงข้างน้อย (Minority Right) จะต้องได้รับความคุ้มครอง ขณะที่ต้องยอมรับฟังจากเสียงส่วนใหญ่ไปพร้อมๆ กัน ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นในสังคม

ข. อีกบทความหนึ่ง มาดู ความคิดเห็น อีกบางแง่มุม ในเรื่องนี้ หลักเสียงข้างมาก (Majority Rule) ตามระบอบประชาธิปไตย ต้องยึดหลักให้มั่นว่า ระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่การปกครองโดยเสียงข้างมาก เป็นการปกครองโดยประชาชนทั้งหมดร่วมกัน ทุกคนได้ประโยชน์จากการปกครองไม่ว่าเป็นเสียงข้างมากหรือไม่ยึดหลักความจริงว่าประชาชนไม่ได้คิดตรงกันทั้งหมด เพื่อแก้ไขปัญหา ได้ข้อยุติ จึงใช้เสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ แต่ยังคงต้องพิจารณาสิ่งต่อไปนี้

หลักเสียงข้างมาก (Majority Rule) ที่ถูกต้องมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้

1. ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเสมอภาค
Johnny Goldfinger นิยามว่า เสียงข้างมากหมายถึงฝ่ายที่ได้คะแนนมากกว่าร้อยละ 50 ทุกคนมีสิทธิ์มีเสียงเท่ากัน เป็นหลักประกันว่าผลการเลือกเป็นไปตามความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่

2. ฝ่ายเสียงข้างน้อยได้แสดงความคิดเห็นหรือความต้องการของตน
เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายหรือผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างเผยแพร่ทัศนะหรือแนวความคิดของเขา และต้องรักษาผลประโยชน์ของเสียงข้างน้อย ไม่ใช่แค่รับฟังแล้วผ่านไปผลการตัดสินต้องสะท้อนความต้องการของสมาชิก “ทุกคน” ไม่ใช่แค่บางคนบางกลุ่ม

3. ตั้งอยู่บนเหตุผล มีสำนึกต่อส่วนรวม
การตัดสินใจใดๆ จะต้องมั่นใจว่าเป็นการตัดสินใจของคนส่วนใหญ่ และตัดสินใจด้วยความเข้าใจ ใช้เหตุผล มีสำนึกต่อตัวเองและส่วนรวม สังคมประชาธิปไตยจึงต้องเป็นสังคมแห่งความรู้ คำว่าสังคมแห่งความรู้ในที่นี้หมายถึงการที่พลเมืองหรือประชาชนทุกคนต้องหมั่นเรียนรู้อย่างไม่จบสิ้น คือเรียนรู้ความเข้าใจทางการเมือง ความเข้าใจนโยบาย และความคิดพวกตนและของอีกฝ่าย

4. ไม่ละเมิดสิทธิเสียงข้างน้อย
กลุ่มเสียงข้างมากจะต้องไม่ใช้ความเป็นเสียงข้างมากทำลายบั่นทอนเสียงส่วนน้อย จะต้องได้รับการเคารพสิทธิขั้นพื้นฐานของเสียงข้างน้อย ในภาวะที่เสียงส่วนใหญ่ไม่สนใจผลประโยชน์ของคนส่วนน้อย จะกลายเป็น “เผด็จการเสียงข้างมาก” (majority tyranny) เช่นนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตย

5. ถ้ามติเสียงข้างมากมีความเห็นไปในทางใดแล้ว ทุกฝ่ายต้องยอมรับแม้ว่าไม่เห็นพ้องกับมตินั้นๆ

ถ้าหาก ประชาชนชาวไทย มีความเข้าใจชัดเจนในเรื่องนี้ ก็จะรู้ว่า การที่นักวิชาการและประชาชน กล่าวว่า “ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่ใช้อำนาจของเสียงข้างมาก ลากไป ทำทุกอย่าง เฉพาะ เรื่องที่ผิดกฎหมาย และที่สำคัญ คือ ขัดรัฐธรรมนูญ เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวของเจ้าของพรรคและพรรค โยไม่ฟัง หรือ ไม่เคารพเสียงข้างน้อยในรัฐสภา และประชาชนจำนวนมาก ที่คัดค้านนอกรัฐสภา “ ว่า เป็นรัฐบาลเผด็จการเสียงข้างมาก หรือ รัฐบาลเผด็จการทุนสามานย์ เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ตามหลักการของประชาธิปไตยรัฐสภา

มาถึงตอนนี้ เราจะได้เริ่มทำความเข้าใจ เงื่อนไข เหตุปัจจัย ของรัฐบาลใหม่ ว่าจะเป็นอย่างไร

1. ในเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ 2560 การตั้งรัฐบาลใหม่ มีเงื่อนไข พิเศษ คือ มี สว.250 เสียงที่รัฐบาลคสช.จัดการ
ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มาจาก จำนวนผู้แทนฯเกิน กึ่งหนึ่ง ของรัฐสภา 750 คน = 376 คน
ตำแหน่งประธานรัฐสภา มาจาก จำนวนผู้แทนเกิน กึ่งหนึ่ง ของสภาผู้แทนราษฎร 500 คน = 251 คน
คือ สว. มี จำนวน 250 และ สส. ทั้งระบบเขตและ บัญชี รายชื่อ มี 350 + 150 = 500

2. พรรคใหญ่ 2 พรรค เก่า จำนวน สส. จะลดไป ประมาณ 30-50 % รวมการย้ายออก

1.พรรคเพื่อไทย : ส.ส.แบ่งเขต 201 บัญชีรายชื่อ 61 รวม 262 คน , เหลือ= 131-183
2.พรรคปชป. : ส.ส.แบ่งเขต 116 บัญชีรายชื่อ 44 รวม 160 คน , = 80 - 112

3. พรรครัฐบาล : พรรคพลังประชารัฐ ( หลัก ) ตัวเลขประมาณ 150 – 180

4. การจัดแบ่ง กลุ่มของพรรคฝ่ายต่างๆ
1) พรรคทักอ้อ : พรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักษาชาติ พรรคเพื่อธรรม พรรคเพื่อชาติ พรรคประชาชาติ
พรรคแนวร่วม : พรรคอนาคตใหม่ พรรคเสรีรวมไทย ฯลฯ
2) พรรครัฐบาล : พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาชนปฏิรูป
พรรคแนวร่วม : พรรครวมพลังประชาชาติไทย พรรคพลังท้องถิ่นไท พรรคภูมิใจไทย
3) พรรคที่ไม่ชัด : พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา พรรคพลังธรรมใหม่
4) พรรคขนาดจิ๋ว อื่นๆ ที่มีทั้งพรรคตั้งเอง กับ พรรคนอมินี ฯ