ถือเป็นวายร้าย มหันตภัยเงียบ ลงมือสังหารได้เฉียบขาด ไม่ผิดกับ “ฆาตกรโฉด” ใจโหดเหลือคณา

สำหรับ “มลภาวะทางอากาศ” ที่บรรดาสถาบัน องค์การ หน่วยงานต่างๆ กล่าวตีตราให้เป็น “หนึ่ง” ใน “วิกฤติ” ของมนุษยชาติที่กำลังเผชิญ

ยกตัวอย่างตามการเปิดเผยของ “องค์การอนามัยโลก” หรือ “ดับเบิลยูเอชโอ” หรือที่หลายคนเรียกกันสั้นๆ จนติดปากว่า “ฮู” (World Health Organization : WHO) ระบุไว้ในรายงานสำหรับการนำเสนอในการประชุมประจำปี ณ สำนักงานใหญ่ในนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่เพิ่งผ่านพ้นไปว่า วิกฤติมลภาวะทางอากาศ เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของประชากรโลก ตลอดช่วงปีที่ผ่านมาได้ คิดเป็นถึง 1 ใน 9ของการเสียชีวิตด้วยสาเหตุต่างๆ ทั่วโลกเลยทีเดียว คือ ผู้เสียชีวิต 10 ราย ในจำนวนนี้มีสาเหตุมาจากวิกฤติมลภาวะทางอากาศเฉลี่ยอย่างน้อย 1 ราย

การประชุมขององค์การอนามัยโลก ว่าด้วยปัญหามลภาวะทางอากาศที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย ณ สำนักงานใหญ่ในนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

รายงานของ “ดับเบิลยูเอชโอ” ข้างต้น ยังถือเป็นครั้งแรกด้วย ที่องค์การที่ดูแลด้านอนามัยระดับระหว่างประเทศแห่งนี้ ได้จับจ้อง หรือโฟกัส ถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิกฤติมลภาวะทางอากาศที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์เรา

พร้อมแยกย่อยแบ่งชนิดของวิกฤติมลภาวะทางอากาศที่มีผลกระทบเชิงลบต่อมนุษย์โลกเรา ที่ถึงขั้นทำให้เสียชีวิตไว้ด้วยว่า

“4.2 ล้านคน” คือ จำนวนของผู้เสียชีวิตที่มีสาเหตุสืบเนื่องมาจากมลภาวะทางอากาศบริเวณ “นอกบ้าน เคหสถาน” เช่น ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ ควันจากโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น

ไอเสียจากท่อรถยนต์ หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดมลภาวะทางอากาศนอกเคหสถาน อาคารบ้านเรือน

มลภาวะทางอากาศจากควันเสียของโรงงานอุตสาหกรรม

“3.8 ล้านคน” เป็นจำนวนของผู้เสียชีวิตที่มีสาเหตุสืบเนื่องมาจากมลภาวะทางอากาศภายในบ้านเรือน หรือเคหสถานของตนเอง เช่น มาจากการหุงต้มอาหารด้วยถ่าน ฟืน หรือใช้พลังงานเชื้อเพลิงที่มาจากซากฟอสซิส จนทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และคาร์บอนมอนอกไซด์ รวมไปจนถึงการได้รับควันบุหรี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ควันบุหรี่มือสอง” จากบรรดาผู้สูบบุหรี่สมาชิกในครัวเรือนของตนเอง

การปรุงอาหารโดยเตาไฟที่ใช้ถ่าน ฟืน อีกหนึ่งในสาเหตุของการก่อมลภาวะทางอากาศ

ควันบุหรี่มือสองจากสมาชิกภายในครอบครัว

และ “ร้อยละ91” ของประชากรทั่วโลก พำนักอาศัยอยู่ในสถานที่ที่คุณภาพทางอากาศต่ำกว่ามาตรฐาน หรือมีมลภาวะทางอากาศ ที่ส่งผลกระทบด้านลบต่อสุขภาพของพวกเขา

ความร้ายกาจของวิกฤติสภาพอากาศเป็นพิษข้างต้นที่ว่า ก็ถึงทำให้ทาง “มหาวิทยาลัยชิคาโก” นครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐฯ โดยคณาจารย์นักวิชาการของ “สถาบันนโยบายพลังงาน” ในมหาวิทยาลัยดังกล่าว ตัวย่อว่า “อีพีไอซี” ซึ่งศึกษาวิจัยเกี่ยวกับคุณภาพทางอากาศกับชีวิตความเป็นอยู่ ได้ออกมาเปรียบเทียบว่า วิกฤติมลภาวะทางอากาศ คร่าชีวิตประชากรโลกมากยิ่งกว่าสาเหตุมาจากโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือเอดส์

พร้อมหยิบยกเรื่องตัวเลขสถิติขึ้นมากล่าวอ้างสนับสนุนต่อการเปรียบเทียบดังกล่าว โดยระบุว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากโรคเอดส์ ตลอดช่วงปี 2017 (พ.ศ. 2560) มีจำนวน 9.4 แสน – 1.3 ล้านคน เท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับตัวเลขผู้เสียชีวิตจากมลภาวะทางอากาศที่บันทึกโดยองค์การอนามัยโลก ในช่วงปีเดียวกัน ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น คือ 4.2 ล้านคน สำหรับมลภาวะทางอากาศบริเวณนอกบ้าน และ 3.8 ล้านคน สำหรับมลภาวะทางอากาศภายในบ้านพักที่ผู้เสียชีวิตอาศัย เบ็ดเสร็จรวมแล้ว ก็ 8 ล้านคนด้วยกัน

เฉพาะตัวเลขผู้เสียชีวิตจากมลภาวะทางอากาศที่ประเทศอินเดีย ก็มีจำนวนมากถึง 1.24 ล้านคนแล้ว สอดคล้องกับตัวเลขที่ปรากฏใน “เดอะ แลนซิต แพลนเนทารี เฮลท์” วารสารการแพทย์ชื่อดังระบุไว้เช่นกัน และยังระบุด้วยว่า “อินเดีย” นับเป็นประเทศที่เผชิญหน้ากับวิกฤติมลภาวะทางอากาศยิ่งกว่าประเทศใดๆ ในโลก ณ เวลานี้ แซงหน้าจีนแผ่นดินใหญ่ ที่ตามหลังไปอยู่อันดับที่ 2 หลังจากคู่คี่สูสีเบียดกันขึ้นแท่นที่หนึ่ง ตลอดหลายช่วงปีที่ผ่านมา

มลภาวะทางอากาศในอินเดีย

พร้อมกันนี้ ทาง “อีพีไอซี” แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก ยังเผยอีกว่า วิกฤติมลภาวะทางอากาศยังเป็นสาเหตุปัจจัยบั่นทอนอายุของมนุษย์เราที่สำคัญอีกด้วย คือ ทำให้มนุษย์เราอายุสั้นลงกว่าที่ควรจะเป็น

โดยมีตัวเลขระบุไว้ด้วยว่า อากาศที่เป็นพิษอันสืบเนื่องจากมลภาวะทางอากาศ บั่นทอนอายุของมนุษย์เราคิดเป็นอัตราเฉลี่ยก็อยู่ที่ “1.8 ปี” หรือ “1ปีกับ 8เดือน” ร้ายแรงกว่าพิษภัยของ “ควันบุหรี่มือหนึ่ง” ของบรรดาสิงห์อมควัน คือ ผู้สูบบุหรี่ทั้งหลาย ที่บั่นทอนอายุด้วยตัวเลขจำนวนเฉลี่ย “1.6 ปี” หรือ “1 ปีกับ 6 เดือน” หรือจะเรียกว่า “ปีครึ่ง” ก็ได้

นอกจากนี้ ทาง “ธนาคารโลก” หรือ “เวิลด์แบงก์” ก็ยังร่วมศึกษาวิจัยด้วยความวิตกยิ่งต่อสถานการณ์พิษภัยของวิกฤติมลภาวะทางอากาศอีกด้วย โดยได้แสดงความเป็นห่วงต่อกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อินเดีย ด้วยการระบุว่า อายุเฉลี่ยของประชากรในแดนภารตะแห่งนั้น ซึ่งมีจำนวนราว 1.3 พันล้านคน มีเกณฑ์อายุเฉลี่ยต่ำกว่า 69 ปี ซึ่งสืบเนื่องมาจากได้รับผลกระทบของวิกฤติมลภาวะทางอากาศต่อสุขภาพอนามัยอันดีของพวกเขา

บรรดาองค์การ หน่วยงานต่างๆ ก็ได้เรียกร้องให้ฝ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทางการของนานาประเทศ และภาคเอกชน เร่งดำเนินมาตรการสำหรับคลี่คลายวิกฤติมลภาวะทางอากาศ เพื่อสกัดฆาตกรเงียบร้ายมิให้คร่าชีวิตประชากรมากที่เป็นอยู่ โดยเบื้องต้นก็มีรายงาน “มูลนิธิบิลล์ แอนด์ เมลินดา เกตส์” ได้ระดมเม็ดเงินกองทุนจำนวนหนึ่งไปช่วยเหลืออินเดีย นำร่องเป็นปฐม จุดพลุปลุกกระแสให้ภาคส่วนอื่นๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ขยับตามกันไป

นายบิลล์ เกตส์ พร้อมด้วยมูลนิธิของเขากับการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในอินเดีย