ณรงค์ ใจหาญ

ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ป่าไม้เป็นเวลานานหลายปี เพราะตระหนักถึงผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม ความสมดุลในระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพ หากจำนวนป่าไม้ลดลง ด้วยเหตุนี้ ในแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้กำหนดให้มีการอนุรักษ์ป่าไม้เป็นสำคัญ โดยให้มีจำนวนป่าไม้ไม่น้อยกว่าร้อยละสี่สิบของพื้นที่ประเทศไทยมาเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับแผนการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของอาเซียนที่ต้องการเสริมให้แต่ละประเทศเพิ่มการปลูกป่ามากขึ้น

การมีพื้นที่ป่าไม้มากขึ้นไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ป่าที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือพื้นที่ป่าที่ปลูกเพื่อใช้ในทางเศรษฐกิจเช่น ป่าสักทอง เป็นต้น ก็เป็นการเพิ่มจำนวนป่าไม้ในประเทศให้มากขึ้น เพียงแต่ถ้าเป็นป่าไม้เพื่อใช้ในทางเศรษฐกิจ จำนวนป่าไม้ที่เพิ่มขึ้นจะไม่ก่อให้เกิดผลต่อความสมดุลในระบบนิเวศและความหลายหลายทางชีวภาพ เพราะเป็นการปลูกป่าเพื่อทำไม้ ตอบสนองต่อความต้องการที่จะทำไม้ มิได้เพื่อการรักษาระบบนิเวศ ดังนั้นในทางวิชาการป่าไม้จึงเห็นว่า การอนุรักษ์พื้นที่ป่าจึงต้องกำหนดเขตอนุรักษ์ป่าไม้ เพื่อให้มีพื้นที่ป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์และก่อให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า

การดูแลรักษาป่าไม้ในเขตอนุรักษ์ ควรเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ หรือเป็นความร่วมมือระหว่างประชาชน ชุมชน และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในการร่วมกันดูแล ใช้ประโยชน์และการจัดการทรัพยากรป่าไม้ เพราะเดิมการดูแล รักษา และการจัดการป่าไม้ในเขตอนุรักษ์เป็นหน้าที่และอำนาจของเจ้าพนักงานของรัฐที่มีหน้าที่ในการดูแลพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งได้แก่ เจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือกรมประมง เป็นต้น อย่างไรก็ดี หากพิจารณาหลักการที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2560) มาตรา 43 (2) รับรองให้บุคคลและชุมชน มีสิทธิในการจัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ อย่างสมดุลและยั่งยืนตามวิธีการที่กฎหมายกำหนด และในมาตรา 57 ได้กำหนดว่าการอนุรักษ์ คุ้มครอง บำรุงรักษา ฟื้นฟู บริหารจัดการ และใช้หรือจัดให้มีการ ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ ให้เกิดประโยชน์ อย่างสมดุลและยั่งยืน โดยต้องให้ประชาชนและชุมชนในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมดำเนินการ และได้รับประโยชน์จากการดำเนินการดังกล่าวด้วยตามที่กฎหมายบัญญัติ

จากบทบัญญัติในมาตรา 43 และมาตรา 57 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เห็นแนวทางของการดูแล อนุรักษ์ จัดการป่าไม้ของไทย จึงไม่เป็นการจัดการเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น แต่เปิดให้ประชาชน ชุมชน โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่ในท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการดำเนินการ ร่วมถึงได้รับประโยชน์จากการอนุรักษ์ป่าไม้ด้วย แต่รายละเอียดของการมีส่วนร่วมเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ไม่ใช่การเข้ามามีส่วนร่วมโดยอัตโนมัติ ตามหลักการที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ได้กำหนดไว้

การมีกฎหมายกำหนดในเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนหรือชุมชนในการใช้และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาตินั้น เป็นการกำหนดรายละเอียดของการเข้ามามีส่วนร่วม และภายใต้เงื่อนไขอย่างไร ซึ่งหมายความว่า หลักการที่ให้เจ้าหน้าที่เข้ามาดูแลแต่ฝ่ายเดียว เป็นหลักที่ต้องปรับเปลี่ยนให้เกิดบูรณาการในการอนุรักษ์จัดการเพื่อให้ประชาชน ชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม โดยมีพื้นฐานว่า ชุมชนและประชาชนในบริเวณใกล้เคียงกับเขตป่าอนุรักษ์ย่อมมีความรู้สึกหวงแหนและมีความตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ รวมถึงการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการอนุรักษ์จัดการได้เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ซึ่งมีองค์ความรู้ในด้านการอนุรักษ์หรือการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ เช่นเดียวกัน การอนุรักษ์ และการบริหารจัดการจึงเป็นแนวทางความร่วมมือ ร่วมบริหาร และป้องกันปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ อันเกิดจากการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า เพื่อนำทรัพยากรป่าไม้ หรือสัตว์ป่าออกไปจำหน่ายทั้งในและนอกประเทศ ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่ก่อให้เกิดการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ การสูญพันธุ์ของพืชหรือสัตว์ป่าที่หายากตามมา

เป็นที่น่าเสียดายที่กฎหมายเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของไทย แม้มีหลายฉบับ เช่น พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 เป็นต้น เป็นกฎหมายที่มุ่งให้การอนุรักษ์และคุ้มครองป่าไม้ และสัตว์ป่าอย่างจริงจัง แต่เนื่องจากหลักการดังกล่าวยังเป็นหลักการเดิมที่ใช้กลไกของรัฐในการบริหารจัดการ โดยละเลยการมีส่วนร่วมของประชาชนหรือชุมชนที่อยู่ใกล้เคียง แต่ตามหลักในรัฐธรรมนูญซึ่งให้ความสำคัญกับชุมชนและประชาชนในการมีส่วนร่วมจึงยังไม่ได้มีบทบัญญัติที่ปรากฏชัด จึงทำให้เกิดความขัดกันของบทกฎหมายในการดำเนินการตามสิทธิในการมีส่วนร่วมของประชาชนมนการอนุรักษ์จัดการทรัพยากรป่าไม้

อย่างไรก็ดี หลักการในรัฐธรรมนูญนั้น ได้มีการนำไปใช้ในเชิงนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในหลาย ๆโครงการปัญหาที่ยังคงค้างคากับความรู้สึกของชาวบ้านที่อยู่ใกล้ชิดหรือติดกับเขตอนุรักษ์ป่าไม้ ว่าจะสามารถดอยู่ต่อไปในเขตอนุรักษ์ เพราะพื้นที่ที่อาศัยอยู่นั้น เป็นเขตลุ่มน้ำหนึ่งเอ เขตต้นน้ำลำธาร เป็นต้น แต่เป็นการตั้งถิ่นฐานที่มีมาแต่เดิมก่อนที่รัฐจะประกาศเป็นเขตอนุรักษ์ รวมถึงการเข้าไปทำกินในเขตรอยต่อ ซึ่งเดิมเป็นเขตอนุรักษ์ แต่มีการบุกรุกมาเป็นเวลานานจนทำให้ไม่เหลือความอุดมสมบูรณ์ของป่า ควรจะให้ชาวบ้านทำกินต่อไป หรือเพิกถอนป่าอนุรักษ์ หรือใช้มาตรการร่วมกันอนุรักษ์จัดการ กรณีใดจะมีประโยชน์ต่อการอนุรักษ์ให้มีพื้นที่ป่าไม้ คงอยู่มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เป็นเรื่องที่ยังไม่มีความชัดเจน และไม่มีกฎหมายรองรับ

การใช้มาตรการทางกฎหมายที่เข้มงวดกับการทำลายป่าไม้ของกลุ่มนายทุนที่เข้ามาตัดไม้ทำลายป่าหรือก่อสร้างรีสอร์ตในเขตป่าอนุรักษ์เป็นสิ่งที่รัฐได้ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพและสมควรอย่างยิ่ง แต่การที่จะดำเนินการแก่ประชาชนหรือชุมชนที่มีวิถีชีวิตดั้งเดิมที่อาศัยอยู่กับป่ามาช้านาน ควรมีแนวทางที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ โดยให้ประชาชนหรือชุมชนมีส่วนร่วมและใช้ประโยชน์จากป่าได้ ในลักษณะร่วมกันอนุรักษ์ไม่ใช่การใช้ประโยชน์จากป่าเพื่อชุมชนของตน

ทางแก้ไขในเรื่องนี้ จึงไม่ควรผลักดันออกจากพื้นที่ป่า แต่ควรกำหนดเขตป่ากันชน และมีข้อตกลงร่วมอนุรักษ์ และบริหารจัดการ เพื่อให้ประชาชนหรือชุมชนนั้นได้ใช้ประโยชน์จากป่า ในลักษณะการพัฒนาในเชิงอนุรักษ์ หากมีการฝ่าฝืนในลักษณะทำลาย จึงต้องออกไป หรือรัฐเข้ามาดำเนินการอย่างเข้มงวดกับประชาชนหรือชุมชนที่ละเมิดข้อตกลงนั้น การดำเนินการดังกล่าวจึงทำให้เกิดรูปธรรมที่เป็นจริงตามหลักของรัฐธรรมนูญ ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมายกำหนดขอบเขตการมีส่วนร่วมของประชาชนหรือชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ออกมา