ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์

เธอเป็นเด็กที่เกิดบนเกาะที่จังหวัดกอมปงจาม ประเทศกัมพูชา ก่อนจะย้ายมาอยู่กรุงพนมเปญกับพ่อแม่ตอนอายุ 8 เดือนกว่าๆ

ห้วงระหว่างวันที่ 5-6 กรกฎาคม พ.ศ.2540 เป็นช่วงเวลารัฐประหารของกัมพูชาที่มีนายกรัฐมนตรี 2 คน คือ สมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ และสมเด็จฮุนเซน “กำไล” หรือ “สุขเจีย เฮง” จึงต้องอพยพกลับบ้านเกิดอยู่กับอาและยาย จนอายุ 5 ขวบจึงกลับไปอยู่พนมเปญกับพ่อแม่อีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับเข้าเรียนจนจบระดับมัธยมศึกษา ผลการเรียนของกำไลนับว่าดีมาก กระทั่งได้รับเลือกให้ได้รับทุนเรียนดี และสอบทุนได้หลายมหาวิทยาลัย จึงตัดสินใจเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยในเวลาเดียวกันถึง 3 แห่ง

เช้า-บ่ายของวันจันทร์ถึงศุกร์ กำไลเรียนระดับปริญญาตรี สาขาวิชาคณิตศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยภูมินทร์พนมเปญ ( Royal University of Phnom Penh) พอถึงช่วงเย็น จะไปเรียนปริญญาตรี เอกภาษาอังกฤษ และวันเสาร์-อาทิตย์ ไปเรียนปริญญาด้านการบริหารธุรกิจอีกใบหนึ่งที่มหาวิทยาลัยเอกชน

“สิ่งที่เรียนก็ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่ชอบและมีความสุขที่จะทำ กำไลชอบสื่อมาก ใช้เวลา 1 ปีเต็มเพื่อหาทุนดี ๆ ไปเรียนต่างประเทศ แต่ประเทศที่อยากไปไม่มีทุนเรียน ป.ตรี ที่อยากเรียน ปี 2 ในชีวิตมหาวิทยาลัยกำไลตัดสินใจสอบชิงทุนสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เพื่อเรียนระดับปริญญาตรีที่ประเทศไทย” เธอเล่าถึงจุดเปลี่ยนสำคัญครั้งหนึ่งในชีวิต การสอบชิงทุนครั้งนั้นมีผู้สมัครกว่า 4,000 คน ปรากฏว่ากำไลสอบได้เป็น 1 ใน 150 กว่าคนที่ได้รับทุนเรียนเต็มจำนวนที่ประเทศไทย

เธอเล่าถึงเหตุผลในการเลือกที่จะศึกษาต่อที่ประเทศไทยว่า เพราะมีความคิดว่าไทยเป็นประเทศที่พัฒนาก้าวหน้าไกลกว่ากัมพูชา กำไลอยากท้าทายตัวเอง อยากได้ประสบการณ์ชีวิตใหม่ เลยเลือกที่จะเรียนที่ไทย ช่วงเวลาเกือบ 3 เดือนที่นักศึกษาทุนพระราชทานสมเด็จพระเทพฯ ทุกคนต้องเรียนพื้นฐานภาษาไทยเพื่อเตรียมพร้อมก่อนที่เข้าเรียนตามมหาวิทยาลัยที่ตนเลือก กำไลเรียนกลุ่มที่ 6 สุดท้ายของโครงการ เรียนเขียนเรียนอ่านสระพยัญชนะไทยทุกตัว เรียนการออกเสียงทุกอย่าง แต่ด้วยความทุ่มเทของอาจารย์ผู้สอน นักศึกษาเกือบทุกคนสามารถใช้ภาษาไทยได้บ้างในระดับหนึ่ง เรียกได้ว่าพอจะซื้อข้าวกินได้

สิ่งสำคัญคือ กำไลแน่ใจตัวเองว่าจะมาเรียนที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ มาตลอด แต่ 1 สัปดาห์ก่อนเดินทางมามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กำไลและเพื่อน ๆ เพิ่งทราบข้อมูลว่า ตนเองจะต้องไปอยู่ที่ ม.อ. ปัตตานี นั่นทำให้เป็น “ทางเลือก” ของการตัดสินใจที่ยากพอควร

“รุ่นพี่และเพื่อนๆ ชาวกัมพูชาที่เรียนมหาวิทยาลัยอื่นๆ แอบมาบอกบ่อยๆว่า ให้คิดตัดสินใจดีๆ เขาว่า 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นอันตรายมากๆ มีการยิงกันตายทุกวัน ระเบิดโหดมากๆ กำไลและเพื่อนที่จะต้องมาเรียนและอยู่ ม.อ. ปัตตานี เริ่มกังวลใจ”

เธอย้อนวันเวลาช่วงนั้นว่า ยิ่งเปิดหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต คำว่า “ปัตตานี” ภาพแรกที่เห็นคือภาพเหตุการณ์ระเบิดมากมายเพียบจอ ทำให้พวกเราทุกคนกังวลใจมากๆ ยิ่งทำให้ไม่แน่ใจว่าการที่จะไปเรียนที่นั้นเป็นการตัดสินใจที่ผิดไปหรือเปล่า

ล่วงถึงปลายเดือนกรกฎาคมปี 2559 เป็นวันที่นักศึกษาทุนพระราชทานทุกคนต้องเดินทางไปยังวิทยาเขตของตน ส่วนกำไลและเพื่อนอีก 3 คนต้องเดินทางไปมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ระหว่างทางเธอและเพื่อนร่วมชะตากรรม ถูกทดสอบจากเหตุการณ์จริง เจอของจริง น่ากลัวจริง จากภาพที่เห็นตำรวจ ทหารหลายจุด บอกให้หยุดและตรวจรถ มือถือปืนยาวใหญ่ๆ ทำให้เป็นภาพที่น่ากลัวมาก ต่างคนต่างภาวนาให้ถึงวิทยาเขตโดยเร็วที่สุด ถึงแม้มีบุคลากรมหาวิทยาลัยไปรับถึงสนามบินก็ตาม

“เรากลัวที่ได้เห็นเรื่องแปลกๆ แบบนี้มาก เราคุยกันว่าจะไม่บอกให้พ่อแม่และคนที่บ้านทราบว่าเราจะมาอยู่ที่ปัตตานี และจะไม่มีการเปิดข่าวเกี่ยวกับปัตตานีให้คนที่บ้านทราบเด็ดขาดจนถึงทุกวันนี้ก็ตาม”

เมื่อเข้าสู่ภาคการศึกษาแรกที่เรียน กำไลกับเพื่อนทั้ง 4 ต่างคนต่างกังวลใจ ไหนจะต้องปรับตัวเรื่องภาษา ระบบการเรียนการสอนที่ไม่เหมือนที่คุ้นเคย ไหนจะกิจกรรมมากมายของหอพัก เอกคณะ และมหาวิทยาลัย และการที่มาเห็นคนมุสลิมเป็นจำนวนมากมายเกือบ 80-90 เปอร์เซ็นต์ ในห้องก็ทำให้ทำใจไม่ทันเช่นกัน ภายใต้ความรู้สึกว่าเหนื่อยมาก กำไลยิ่งเหนื่อยกว่าเพื่อนคนอื่น เพราะสาขาวิชาที่เลือกเรียนจำเป็นต้องใช้ภาษาไทยในระดับที่เชี่ยวชาญพอควร แต่ยังโชคดีที่มีเพื่อนคนไทยที่เป็นคนมุสลิมช่วยสอนภาษาไทย ช่วยอธิบายตลอด 1 ภาคการศึกษาเต็ม

“กำไลมีโอกาสได้พัฒนาภาษาไทยให้ดีขึ้น ก็เพราะมีเพื่อนๆ ซึ่งนับถือศาสนาอิสลามคอยช่วยเหลือ คอยบอกว่าควรใช้คำนี้ ต้องพูดอย่างนี้ ออกเสียงอย่างนี้เป็นต้น ภาคการศึกษาแรกที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในปัตตานีกำไลยังไม่เห็นว่าปัตตานีดีตรงไหนเลย เรายังกลัวไม่กล้าที่จะออกไปนอกมหาวิทยาลัยเลยถ้าไม่จำเป็นจริงๆ พอภาคการศึกษาที่ 2 กำไลเริ่มใช้ภาษาไทยได้คล่องขึ้น เริ่มเข้าใจสิ่งที่คนรอบข้างพูดได้มากขึ้น”

ที่สำคัญ การฟัง การมองเห็น เป็นจุดที่ทำให้เธอ “เข้าใจ” คนมุสลิมในภาคใต้มากขึ้น โดยเฉพาะการได้ใช้ชีวิตร่วมกันยิ่งทำให้มองเห็นแง่มุมงดงามมากมาย ความหวาดกลัว ความวิตกกังวล ความสงสัย ความไม่แน่ใจ ค่อยๆ หายไปจากจิตสำนึก แปรเปลี่ยนเป็นความรัก ความผูกพัน ความงดงาม การช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างคนต่างศาสนา หรือต่างชาติพันธุ์

ตราบกระทั่ง 4 ปีผ่าน ขณะนี้เธอเพิ่งสอบภาคการศึกษาสุดท้ายของการศึกษาของคณะวิทยาการสื่อสาร ม.อ.ปัตตานี เสร็จสิ้น และเตรียมตัวเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดที่พนมเป็ญ จากนั้นจะกลับมาฝึกสหกิจศึกษาที่สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส วันที่ 7 มกราคม 2562

คำกล่าวท้ายสุดของเธอจะจากแผ่นดินปัตตานี ซึ่งได้ใช้ชีวิตในห้วงของการเป็นนักศึกษาอยู่จนครบ 4 ปีว่า ที่นี่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เป็นข่าว ความน่ารักของผู้คนคือการพร้อมดูแลคนอื่นๆ แบบที่เรียกว่าสุดๆ แบบพี่น้อง เธอหวังว่าวันหนึ่งจะกลับมาเยี่ยมเยือนที่นี่อีก เพราะเธอมีเพื่อนๆ ซึ่งเป็นทั้งพุทธและมุสลิมจำนวนมากอาศัยอยู่ที่นี่ผ่านสายใยความผูกพันที่อบอุ่นยิ่ง