ชัยวัฒน์ สุรวิชัย

การวิเคราะห์สถานการณ์ที่ดี ต้องดูจากอดีต มาปัจจุบัน และก้าวไปสู่อนาคต อนาคต : อาจจะวางเป็นแผนระยะยาวได้ ถึง 20 ปี แต่ความแน่นอน ความเป็นไปได้ ควรจะอยู่ ไม่เกิน 5 ปี หรือ หากยึดอายุรัฐสภาเป็นหลัก ก็ควรจะวางไว้ 4 ปี การคาดการณ์อนาคต อย่างหนึ่ง ต้องพูดถึง แนวโน้มที่จะเป็นไปได้ และกำหนด ความเป็นไปได้ หลายรูปแบบ Senario A B C หรือ 1 2 3 โดยมี เหตุ ปัจจัย ความเป็นไปได้ ปัญหาอุปสรรค จุดแข็งจุดอ่อน ของ ฝ่ายเรา ฝ่ายเขา และฝ่ายกลาง

ตอนนี้ จึง อยากนำเสนอ ความเป็นไปได้ ของรัฐบาลในอนาคต ว่า จะเป็นอย่างไร

1.รัฐบาลผสม
2.รัฐบาลเดี่ยว รัฐบาล พรรคเสียงข้างมาก

1. รัฐบาลผสม ผู้เรียบเรียง : นายชยพล ธานีวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : นายจเร พันธุ์เปรื่อง ในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย รัฐบาลเป็นสถาบันที่ใช้อำนาจบริหารซึ่งเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตยนอกเหนือจากอำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการ การบริหารประเทศของรัฐบาลต้องดำเนินการตามนโยบายที่กำหนดไว้ตามที่ได้มีการแถลงต่อรัฐสภา เมื่อพิจารณาถึงการจัดตั้งรัฐบาลจากการศึกษาประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยส่วนใหญ่มี 2 ลักษณะได้แก่ รัฐบาลที่มีพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากพรรคเดียว และ รัฐบาลที่มาจากการรวมตัวกันของพรรคการเมืองมากกว่าหนึ่งพรรคขึ้นไปหรือที่เรียกว่า รัฐบาลผสม โดยการจัดตั้งรัฐบาลประเภทนี้เริ่มจากพรรคการเมืองที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุด จะมีสิทธิในการจัดตั้งรัฐบาลโดยการเชิญพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรองลง มาเข้าร่วมรัฐบาล โดยมีเหตุปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดการรวมตัวกันและเมื่อเกิดขึ้นเป็นรัฐบาลผสมแล้ว จะมีองค์ประกอบและปัจจัยต่าง ๆ ที่จะทำให้รัฐบาลเข้มแข็งและยั่งยืนเพื่อดำเนินการบริหารประเทศได้อย่าง มีประสิทธิภาพต่อไป

การทำความเข้าใจในแนวคิดของรัฐบาลผสม จึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการศึกษาระบบการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและเป็นประโยชน์ต่อ การต่อยอดความรู้ในการวิเคราะห์การเมืองในสถานการณ์ปัจจุบันต่อไป

ขอสรุปโดยย่อ ดังนี้ ความหมาย รัฐบาลผสม (Coalition government) คือ รัฐบาลที่ประกอบไปด้วยกลุ่มการเมือง หรือพรรคการเมืองหลายกลุ่มมารวมตัวกันเพื่อจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากขึ้นบริหารประเทศ เหตุการก่อตั้งรัฐบาลผสมนั้นส่วนใหญ่เนื่องมาจากไม่มีพรรคการเมืองใดได้รับเสียงข้างมากในรัฐสภา รัฐบาลผสม อาจก่อตั้งขึ้นในกรณีที่เกิดวิกฤตการณ์ ฯ เพื่อให้รัฐบาล มีระดับความชอบธรรมทางการเมืองที่สูง คือพรรคการเมืองอาจประกอบกันขึ้นเป็นรัฐบาลแห่งชาติ ซึ่งประกอบด้วยพรรคการเมือง ทุกพรรค

แนวคิดเรื่ององค์ประกอบการจัดตั้งรัฐบาลผสม ( พรศักดิ์ ผ่องแผ้ว) ได้เสนอสมมุติฐานเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลผสมของประเทศไทย ดังนี้

1. พลังของพรรค ขนาดของพรรค คือ จำนวนสมาชิกของพรรคและจำนวนสมาชิกพรรคที่ได้รับการเลือกตั้ง พรรคการเมืองที่มีขนาดใหญ่จะมีแนวโน้มที่สมาชิกจะได้รับการเลือกตั้งเข้าสู่สภามากกว่าพรรคขนาดเล็ก และมีแนวโน้มที่จะต่อรองเข้าร่วมรัฐบาลได้หากมีการจัดตั้งรัฐบาลเกิดขึ้น

2. ความเหนียวแน่นของพรรค ความมั่นคง หรือเสถียรภาพของแต่ละพรรคย่อมเป็นสิ่งสำคัญที่พรรคจะต้องนำไปต่อรองเพื่อรวมกับพรรคอื่นในการจัดตั้งรัฐบาลผสม ทั้งนี้พรรคจะต้องคำนึงถึงความเหนียวแน่นของพรรคของตนเองและความเหนียวแน่นของพรรคอื่นทุกพรรคด้วย เกิดจากปัจจัยสำคัญหลายประการ ได้แก่ ประวัติและอุดมการณ์ของพรรค จำนวนสมาชิกทั่วประเทศและ
ความผูกพันของสมาชิกที่มีต่อพรรค วินัยของพรรค ภาวะผู้นำของพรรค มูลเหตุจูงใจ และบุคลิกภาพของผู้นำ ผลประโยชน์ส่วนตัวของสมาชิกในสภาและผู้นำคนสำคัญ และ
ประการสุดท้ายพื้นฐานแห่งอำนาจของพรรค เช่น ประชาชนกลุ่มใด อาชีพ ชั้น ศาสนา อุดมคติทางการเมือง ภูมิภาค ภาษา ผลประโยชน์ ของผู้ที่เป็นสมาชิกหรือผู้ลงคะแนนให้พรรคในปัจจุบันและอนาคต

3. นโยบายของพรรค พรรคการเมืองต่าง ๆ เริ่มมีการปรับตัว ด้วยการเสนอนโยบายต่าง ๆ แก่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทำให้เกิดการแข่งขันด้านนโยบายของพรรคการเมือง เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลพรรคการเมืองที่จะเข้าร่วมรัฐบาลจึงต้องคำนึงถึงนโยบายที่มีความคล้ายคลึงกันเพื่อให้พรรคได้นำแนวนโยบายของตนไปสู่การปฏิบัติในคณะรัฐบาลและเพื่อเป็นการรักษาฐานเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

4. เป้าหมายของพรรคในการเลือกตั้งแต่ละครั้งกับความมุ่งมั่นที่จะเข้าร่วมเป็นรัฐบาลผสม วัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ
4.1 เพื่อให้สามารถปฏิบัติการตามอุดมคติของพรรคได้
4.2 เพื่อให้สามารถออกกฎหมายให้รัฐบาลและประชาชนปฏิบัติการต่าง ๆ ตามนโยบายของพรรค
4.3 เพื่อเป็นปากเป็นเสียง เป็นทางออกของปัญหา หรือความต้องการอื่น ๆ ของประชาชนส่วนใหญ่ส่วนน้อย

แนวคิดเรื่องการต่อรองในการจัดตั้งรัฐบาลผสม เดอ เมสควตา แบ่งยุทธศาสตร์ที่พรรคการเมืองเลือกใช้ในการต่อรองในการจัดตั้งรัฐบาลผสมเป็น 3 กลุ่ม คือ 1. พรรคที่ร่วมมือดี จะแบ่งผลประโยชน์จากการจัดตั้งรัฐบาลผสม (หรือผลประโยชน์ส่วนตัว) ออกไปเท่า ๆ กัน

2. พรรคที่ชอบแข่งขัน ขอแบ่งผลประโยชน์จากการแต่งตั้งรัฐบาลผสมให้ได้มากที่สุด เกินสัดส่วนของตน 3. พรรคที่ใช้ยุทธศาสตร์ผสม เริ่มต้นด้วยการยินยอมสนับสนุนนโยบายรัฐบาลผสม โดยไม่เรียกร้องมาก แต่ในขั้นต่อ ๆ ไป จะเรียกร้องขอผลประโยชน์มากขึ้นมิฉะนั้นจะเลิกสนับสนุน

พรรคประเภทนี้ จะได้รับผลประโยชน์มากที่สุดในระยะยาว นอกจากนั้นยังจะได้รับผลดีในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
ตัวแปรเกี่ยวกับความยั่งยืนของรัฐบาลผสม ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้

1. ระยะเวลา ยิ่งระยะเวลาล่วงเลยไปความผูกพันภายในพรรคและระหว่างพรรคจะผ่อนคลายลง โดยเฉพาะลูกพรรคมักจะมีปฏิกิริยาต่อต้านหัวหน้าพรรคมากขึ้นเมื่ออยู่ในตำแหน่งนาน ๆและมักมีการต่อรองระบบรัฐสภา ที่พรรคยังไม่เข้มแข็ง ไม่มีประวัติร่วมอันยาวไกล และไม่มีความผูกพันที่ยืนยาวมาก่อน ความสัมพันธ์จะค่อย ๆ ลดลง จนหมดลงไปในปีสุดท้ายก่อนที่จะมีการเลือกตั้งใหม่

2. ความกดดันนอกสภา มักจะเกิดขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทางเศรษฐกิจและทางสังคมที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงเกินความสามารถที่รัฐบาลผสมจะรับมือได้ จึงเป็นเหตุให้พรรคที่สนับสนุนไม่แน่ใจและถอนตัวออกไปสนับสนุนฝ่ายค้าน ทำให้รัฐบาลมีเสียงข้างน้อยไม่พอ ฯ ต้องยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ สำหรับประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนอกกติกาของระบอบประชาธิปไตยบ่อย ๆ ความกดดันจากภายนอกอาจเกิดขึ้นจากกลุ่มผลประโยชน์นอกวงการเมือง เช่น คณะทหาร หรือกลุ่มมวลชนจัดตั้งฯ

3. ความกดดันภายในสภา ย่อมมีอยู่เสมอ เช่น สมาชิกเปลี่ยนพรรค สมาชิกไม่ลงคะแนนให้ตามที่คาดไว้ สมาชิกแต่ละคนมีความต้องการไม่เหมือนกันและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ นอกจากนั้นพรรคที่เข้าร่วมรัฐบาลผสมจะต้องคอยประมาณค่าฐานะของตนเสมอเพราะพรรคที่เข้าร่วมรัฐบาลผสมย่อมจะไม่ยอมอยู่ร่วมต่อไปเมื่อผลประโยชน์ที่พรรคหรือลูกพรรคฝ่ายของตนมีน้อยลง หรือไม่คุ้มค่า ที่อยู่ร่วมต่อไป

ข้อสำคัญคือ สมาชิกฝ่ายที่มิได้เข้าร่วมเป็นรัฐบาลย่อมหาทางทุกวิถีทางที่จะรวมตัวกันให้มีคะแนนเสียงข้างมาก เพื่อจะได้ล้มญัตติสำคัญของรัฐบาลผสม ทำให้รัฐบาลต้องลาออกหรือยุบสภา ในการนี้พรรคฝ่ายค้านย่อมมีกลยุทธวิธีที่จะยุแหย่พรรคและสมาชิกของพรรคที่ร่วมเป็นรัฐบาล ให้แตกแยกออกมารวมกับกลุ่มใหม่อีกด้วย

ลักษณะของรัฐบาลผสมในประเทศไทย สรุปได้ดังนี้

1. รัฐบาลผสม จะมีพรรคเข้าร่วมมากกว่าจำนวนต่ำสุด (คือสูงกว่า minimum winning coalition)
เพราะต้องเผื่อลูกพรรคเปลี่ยนพรรคไป หรือบางพรรคถอนตัวออกไปด้วย

รัฐบาลผสมในรูปนี้จะเกิดลักษณะพิเศษขึ้นดังนี้

1.1 ในขั้นต้นมีหลายพรรค มีสมาชิกเกินกึ่งหนึ่งไปจำนวนมาก แต่ต่อ ๆ จะลดถอยลง ตามเงื่อนไขที่เปลี่ยนไป
1.2 ความยั่งยืนของรัฐบาลผสมจึงจะอยู่ที่ว่า จะรวมพรรคและสมาชิกให้ได้มากที่สุดนั้นได้มากเพียงใด
1.3 กำหนดตำแหน่งทางการเมืองเพิ่มขึ้น เมื่อมีพรรคอยู่ในรัฐบาลผสมมาก แต่ละพรรคต่างก็อยากหาตำแหน่งให้พรรคพวกมากที่สุด ดังนั้น ตำแหน่งทางการเมืองจะมีมากที่สุด
1.4 ถ้าผลการเลือกตั้งปรากฏว่าพรรคที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรค่อนข้างมาก มีจำนวนหลายพรรค มีนโยบายคล้ายคลึงกัน และตกลงที่จะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล บางครั้งตำแหน่งรัฐมนตรีสำคัญ ๆ อาจจะต้องแต่งตั้งจากคนภายนอกก็ได้ เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้พรรคต่าง ๆ ต้องยื้อแย่งกันเกินไป

2. ถ้าพรรคการเมืองได้เสียงค่อนข้างสูง คือพรรคใหญ่ ๆ ตกลงร่วมมือกันจัดตั้งรัฐบาลผสมแบบมีจำนวนพรรคน้อยที่สุด แม้จะมีเสียงรวมกันเป็นข้างมากในสภาอายุของรัฐบาลแบบนี้อาจจะสั้นกว่าที่คาดไว้ เพราะพรรคอื่น ๆ อาจดึงตัวลูกพรรคที่มาผสมก็ได้ ทั้งนี้เพราะพรรคการเมืองไทยไม่มีธรรมเนียมควบคุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่รัดกุมอย่างบางประเทศ หรือ พรรคใหญ่บางพรรคในรัฐบาลผสมอาจหาทางปลีกตัวไปรวมกับพรรคเล็กนอกรัฐบาลเพื่อฟอร์มทีมใหม่ก็ได้ 3. ถ้าพรรคการเมืองมีความคิดเห็นแตกแยกกันรุนแรงเป็นกลุ่ม ๆ หรือระดับหัวหน้าพรรคมีความโกรธเคืองกัน อาจจะทำให้ไม่สามารถตั้งรัฐบาลผสมแบบมีเสียงข้างมากได้ ต้องตั้งแบบข้างน้อย (minority cabinet)

* ที่ยกตัวอย่างมานี้ เพียงเพื่อให้เราได้เห็นภาพ หรือเข้าใจเป็นพื้นฐาน ต้องไปศึกษาต่อกันอีก