เวลานี้ประเด็นที่ว่า พรรคการเมืองจะไปร่วมประชุมกับ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ในวันที่ 7 ธ.ค.นี้ที่หอประชุมสโมสรกองทัพบก ที่ว่ากันว่าเป็นชนวนเพิ่มอุณหภูมิ ก็ยังไม่เร้าอารมณ์เท่ากับบรรยากาศอันดุเดือดที่เพิ่งเกิดขึ้น ที่พรรคเพื่อไทย ทำเอาแกนนำพรรคเพื่อไทย ถึงกับต้องออกมาแก้ข่าว แก้เกี้ยวว่า เหตุการณ์ไม่ได้รุนแรง แต่สื่อเขียนข่าวเกินเลยไปหน่อย

ที่มาที่ไปของเหตุการณ์ความรุนแรงที่ปะทุขึ้น ที่พรรคเพื่อไทย เกิดขึ้นเมื่อวันประชุมเตรียมความพร้อมในการจัดตั้งตัวแทนพรรคประจำจังหวัด เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. ที่ผ่านมา เมื่อ นวัธ เตาะเจริญสุข อดีต ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย กับผู้ที่ได้รับการวางตัวให้ลงสมัครแทน ทำให้นวัธ เกิดความไม่พอใจพรรค จนเกิดการใช้กำลังกันขึ้น จนผู้ใหญ่ในพรรคต้องแปลงร่างมาเป็น “กรรมการห้ามมวย”

สิ่งที่เกิดขึ้นที่พรรคเพื่อไทย ครั้งนี้ คือภาพสะท้อนถึงปัญหา และความเป็นจริงที่เกิดขึ้นภายในพรรคเพื่อไทย ซึ่ง “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี วางเอาไว้ให้เป็น “ทัพใหญ่” คู่ขนานไปกับ “พรรคสาขา” ทั้งไทยรักษาชาติ ส่วนพรรคเพื่อธรรม ที่มี “เยาวภา วงศ์สวัสดิ์” ให้การสนับสนุน อยู่ในยามนี้ ก็แว่วว่า เป็นพรรคที่มีความเคลื่อนไหวน้อยมาก อีกทั้งอดีตส.ส.บางส่วนยังกลับมาอยู่กับพรรคเพื่อไทย

ขณะที่พรรคเพื่อชาติ ซึ่งถูกจัดวางให้เป็นจุดรองรับ “พี่น้องคนเสื้อแดง” มีจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานนปช. และ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” แกนนำพรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่เป็น “กองหนุน”อยู่เบื้องหลัง ที่แม้วันนี้แกนนำของพรรคเพื่อไทยจะจัดกิจกรรม สร้างอีเว้นท์ อย่างต่อเนื่อง แต่ในเชิงลึกแล้ว หลายคนในพรรคเพื่อไทย ระบุว่าพรรคเพื่อไทยกับพรรคเพื่อชาติ ไม่ใช่เนื้อเดียวกัน

โดยเฉพาะมีความเคลือบแคลงใจระหว่างคนในพรรคเพื่อไทยว่าแท้จริงแล้ว พรรคเพื่อชาติ นั้นคือพรรคสาขาของเพื่อไทยจริงหรือไม่ ? หรือแค่ตั้งขึ้นมาเพื่อดึงทำให้คนเสื้อแดงอยู่ในที่ตั้ง โดยไม่ไหลไปแย่งที่นั่งกับพรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักษาชาติ

วันนี้สำหรับ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานกรรมการยุทธศาสตร์เลือกตั้ง ของพรรคเพื่อไทย อาจต้องทำงานหนัก ด้วยภาระและเดิมพันที่ตัวเธอเองแบกอยู่ ทั้งการพิสูจน์ตัวเองเพื่อลบล้างปัญหาเรื่องของการยอมรับ “การนำ”ของเธอเอง รวมทั้งการเรียกความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกพรรคเพื่อไทย ในวันที่กำลังเผชิญหน้ากับ “ศึกรอบด้าน”

กระแสข่าวที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต่อสายเพื่อ “เปิดดีล” กับ “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยหวังดึงประชาธิปัตย์ให้หันมาสนับสนุน “บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยเสนอกระทรวงเกรดเอให้กับพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าเรื่องนี้จะเป็นจริงหรือไม่ ก็ตาม

ทว่าสิ่งที่สะท้อนได้ชัดเจน คือการตอกย้ำว่า พรรคเพื่อไทยและพรรคสาขา ของทักษิณ ยิ่งถูกโดดเดี่ยวกลางสนามรบมากขึ้นทุกขณะ เพราะวันนี้บรรดาเซียนการเมืองต่างรู้ดีว่าที่สุดแล้ว หลังการเลือกตั้ง การเมืองจะเหลือเพียง “2ขั้ว” เท่านั้นคือขั้วคสช.กับฝ่ายที่ไม่เอาคสช.โดยมีพรรคเพื่อไทยนำขบวน อยู่แล้ว ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ เองก็ถูกคาดการณ์ว่าที่สุดแล้ว จะต้องจำยอมหันมาร่วมงานกับพรรคการเมืองในมือของคสช.ชนิดที่ดิ้นไม่ออก สูตรการเมืองที่ว่านี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดแต่อย่างใด !