กลายเป็นคดีฆาตกรรมสุดสะเทือนขวัญ ที่สั่นสะท้านบานปลายกลายเป็นข้อบาดหมางระหว่างประเทศกันเลยทีเดียว

สำหรับ การตายอย่างเป็นปริศนาของ “นายจามาล คาช็อกกี” นักข่าว นักเขียนอิสระของ “วอชิงตันโพสต์” ชาวซาอุดีอาระเบีย วัย 59 ปี

หลังจากได้บทสรุปยุติเป็นที่แน่นอนแล้วว่า นายคาช็อกกี เสียชีวิต ลาโลกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ภายหลังจากที่เขาได้หายตัวไปในระหว่างที่เขาเข้าไปยัง “สถานกงสุลซาอุดีอาระเบีย ประจำประเทศตุรกี” ในนครอิสตันบูล ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม แล้วไม่กลับออกมาอีกเลยในสภาพตัวเป็นๆ แบบอวัยวะครบอาการ 32

สถานกงสุลของซาอุดีอาระเบียในนครอิสตันบูล ประเทศตุรกี

ส่งผลให้ทั้งทางการตุรกี ในฐานะเจ้าของพื้นที่ คือ ประเทศที่สถานกงสุลเข้าไปตั้ง พร้อมด้วยทางการสหรัฐฯ ในฐานะที่เป็นประเทศที่นายคาช็อกกีเข้าไปลี้ภัย และยังทำงานในสำนักข่าว หนังสือพิมพ์สัญชาติ ดำเนินการสืบสวน สอบสวน ทั้งในแบบเปิดเผย และแบบทางลับ ถึงขนาดต้องส่งหน่วยข่าวกรอง สืบราชการลับ ทั้งในและนอกประเทศ เข้าไปหาข่าว หาข้อมูล เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงกันเลยทีเดียว

ผลการสืบสวน สอบสวน สอดคล้องต้องกันระหว่างหน่วยข่าวกรองของตุรกี กับหน่วยข่าวกรองกลางของสหรัฐฯ หรือ “ซีไออี” บอกตรงกันว่า นายคาช็อกกี ถูกขยี้ทุบตีอย่างเหี้ยมโหดโดยทีมงานสายลับจากซาอุดีอาระเบียที่ “ส่งตรง” มาจาก “ริยาด” ไปฝังตัวในสถานกงสุลฯ ก่อนหน้าที่นักเขียน นักข่าวของวอชิงตันโพสต์รายนี้จะเข้าไปไม่กี่ชั่วโมง จนเขาเสียชีวิตภายในสถานกงสุลฯ

แถมมิหนำซ้ำ ในทางการสืบสวหาข่าว ก็ยังพบด้วยว่า ร่างของนายคาช็อกกี ถูก “เลื่อย” อุปกรณ์ที่ใช้ตัดวัสดุสิ่งของต่างๆ เช่น ไม้ เป็นต้น “หั่นศพ” เป็นชิ้นๆ ก่อนนำไปทิ้งกำจัดยังภายนอกสถานกงสุลฯ ซึ่งมีรายงานด้วยว่า นายคาช็อกกี ถูกหั่นเนื้อเป็นชิ้นๆ ในขณะที่เขายังมี “ลมหายใจ” คือ ยังมีชีวิตอยู่ด้วยซ้ำ

พูดง่ายๆ ก็คือ ถูกเลื่อยหั่นทั้งเป็นกันนั่นเอง

ทว่า แม้ร่างอันไร้วิญญาณได้ถูกทิ้งกำจัดไปแล้ว แต่ดูเหมือนว่า นายคาช็อกกียังคงไม่ไปไหน เพราะยังหลอกหลอนต่อบรรดาผู้ลงมือและผู้ที่ไดรับการคาดหมายว่า บงการสั่งตายแก่เขา

นั่นคือ “เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย”

เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย

โดยเจ้าชายว่าที่เจ้าของบัลลังก์กษัตริย์แห่งซาอุดีอาระเบียพระองค์นี้ มีอันต้องกลายเป็น “จำเลยคนที่1” ในเหตุสะเทือนขวัญครั้งนี้ขึ้นมาโดยฉับพลัน โดยถูกตีตราว่า เป็น “ผู้บงการสั่งฆ่า” ต่อนายคาช็อกกี ซึ่งมีสาเหตุจากการที่พระองค์ขุ่นพระทัยเป็นหนักเป็นหนา จากการที่นายคาช็อกกี วิจารณ์พระองค์และราชวงศ์ซาอุฯ ผ่านคอลัมน์บทความใน “วอชิงตันโพสต์” อยู่เนืองๆ

ขณะที่ ทางฝั่งรัฐบาลริยาด ทางการซาอุฯ ก็ได้ออกมาปฏิเสธว่า เจ้าชายมกุฏราชกุมารของประเทศ มิได้มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้อง พร้อมจัดการดำเนินคดีเองเป็นการภายใน ก่อนนำตัวจำเลยอย่างน้อย 5 คน มาลงโทษในคดีของคาช็อกกีนี้

เช่นเดียวกับ ทางด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ก็ได้ออกตัว ออกโรงมาปกป้องต่อเจ้าชายมกุฏราชกุมารซาอุฯ รายนี้ โดยได้ระบุว่า ไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่า เจ้าชายกับการสังหารนายคาช็อกกีดังกล่าวด้วยเช่นกัน

 เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย (ซ้าย) เมื่อครั้งพบปะกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด เผลสืบสวน สอบสวนจากซีไอเอที่มีไปถึงวุฒิสภาสหรัฐฯ หรือสภาซีเนต ก็ได้ออกมาอาละวาดฟาดฟันไปถึงเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฏราชกุมารซาอุดีอาระเบีย ในคดีดังกล่าวกันอีกคำรบ

ถึงขนาดที่แกนนำสมาชิกสภาซีเนตคนสำคัญอย่าง “ส.ว. ลินด์ซีย์ เกรแฮม รัฐเซาท์แคโรไลนา พรรครีพับลิกัน” เป็นต้น ออกมากล่าวหลังได้รับบทสรุปรายงานผลการสืบสวน สอบสวนจาก “นางจีนา แฮสเพล ผอ.หญิงแห่งซีไอเอ” โดยระบุว่า เชื่อถือยิ่งกว่าเก่า มั่นใจยิ่งกว่าเดิมว่า เจ้าชายมกุฏราชกุมารซาอุฯ เกี่ยวข้องโดยตรงกับคดีฆาตกรรมนายคาช็อกกี

นายลินด์ซีย์ เกรแฮม ส.ว.รัฐเซาท์แคโรไลนา พรรครีพับลิกัน ขณะแถลงเรื่องคดีฆาตกรรมนายจามาล คาช็อกกี

โดย ส.ว.เกรแฮม ยังกล่าวแบบเชิงประชดประชันด้วยว่า คดีนี้ไม่มีควันจากกระบอกปืน แต่เป็น “ควันจากเลื่อย” ซึ่งทีมงานสอบสวนเชื่อว่า เป็นอุปกรณ์เครื่องมือที่คนร้ายใช้หั่นร่างของนายคาช็อกกี

พร้อมกันนี้ ส.ว.เกรมแฮม ยังได้ตำหนิประณามสมาชิกราชวงศ์ซาอุฯ ด้วยว่า ไม่ผิดอะไรกับลูกตุ้มทำลายอาคารที่บ้าคลั่ง และเป็นตัวอันตราย

ทั้งนี้ ในการออกมาตำหนิประณามจากเหล่าสมาชิกสภาซีเนตข้างต้น มีขึ้นท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้ทางรัฐสภาสหรัฐฯ หรือสภาคองเกรส เร่งผลักดันกฎหมายที่แสดงให้เห็นว่า สหรัฐฯ ประณามต่อการสังหารนายคาช็อกกี รวมถึงการระงับในการสนับสนุนทุกรูปแบบต่อกลุ่มชาติพันธมิตรซาอุฯ ที่กำลังทำสงครามในเยเมน

นอกจากนี้ สหรัฐฯ แล้ว ก็ยังมี “ตุรกี” ประเทศที่ตกเป็น “พื้นที่สังหารกระฉ่อนโลก” ครั้งนี้ ที่ล่าสุด ทางสำนักงานอัยการได้เรียกร้องอุทธรณ์ต่อศาลขอให้ออกหมายจับนายอาห์เมห็ด อาซีรี อดีตรองหัวหน้าหน่วยข่าวกรองซาอุฯ และนายซาอุด อัล – กาห์ตานี ที่ปรึกษา หรือองคมนตรี ของทางราชวงศ์ซาอุฯ ซึ่งบุคคลทั้งสองถือเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของเจ้าชายมกุฏราชกุมาซาอุฯ

ใช่แต่เท่านั้น ยังมีรายงานด้วยว่า ทางการตุรกีก็ได้เริ่มหันมาทบทวนถึงบทบาทของตนในฐานะชาติพันธมิตรซาอุฯ ในการทำสงครามที่เยเมนด้วยเช่นกัน

ประธานาธิบดีเรเซป ตอยยิป เออร์โดกัน ผู้นำตุรกี พันธมิตรสำคัญของซาอุดีอาระเบีย

ต้องบอกว่า นายคาช็อกกีแม้กลายเป็นผีไปแล้ว แต่ยังเฮี้ยนไม่เลิก โดยยังคงหลอนหลอกต่อทางราชวงศ์ซาอุฯ ได้อย่างน่าสุดสะพรึง ผ่านกระแสกดดดันจากนานาชาติ และมหาอำนาจ รวมทั้งพันธมิตรชาติกันเอง

การชุมนุมประท้วงต่อเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย ในคดีฆาตกรรมนายจามาล คาช็อกกี ระหว่างเดินทางเยือนต่างประเทศแห่งหนึ่ง