สถาพร ศรีสัจจัง

ปีคริสตศักราช 2018 หรือพุทธศักราช 2561 นับเป็นปีครบรอบชาตกาลของ นักคิด นักปรัชญา นักประวัติศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ นักสังคมวิทยา นักทฤษฎีการเมือง ฯลฯ และ “นักปฏิวัติ” คนสำคัญที่สุดของคนหนึ่ง ที่โลกรู้จักในนาม “คาร์ล มาร์กซ์”

            Karl Heinrich Marx - คาร์ล ไฮริชน์ มาร์กซ์ (พ.ศ.2361-2426 ) เป็นชาวเยอรมัน เป็นนักคิดคนสำคัญในตระกูลปรัชญาสายว่าด้วยความขัดแย้ง(The Theory of Conflict) เป็นผู้ค้นพบระบบคิดในการอธิบายโลกและชีวิตด้วยกระบวนทัศน์แบบที่เรียกว่า “วัตถุนิยมวิภาษวิธี” ( Dialectic materealism) อันส่งผลให้ก่อเกิดการอธิบายประวัติศาสตร์มนุษยชาติในแบบที่เรียกว่า “วัตถุนิยมประวัติศาสตร์” (Historical Materealism) ต่อมา

            และด้วยด้วยการค้นพบ “สัจจะ” ในการอธิบายประวัติศาสตร์ในรูปแบบนี้เองที่ส่งผลต่อการก่อเกิดประดิษฐ์สร้างทฤษฎีทางการเมือง( Political Theory)ในนาม “ระบบสังคมนิยม” (Socialism) และ “ระบบคอมมิวนิสต์” (Communism) อันส่งผลต่อโลกในศตวรรษที่ 20 - 21 อย่างรุนแรงสืบมากระทั่งปัจจุบัน

            ในห้วงครบรอบชาตกาลปีที่ 200 คือ ปี พ.ศ. 2561 นี้ของ คาร์ลมาร์กซ์ นักทฤษฎีชาวลัทธิ มาร์กซ์สายนิยมทรอตสดี้(หาอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับคนสำคัญคนนี้เอาเอง)ร่วมสมัยชาวอังกฤษคนสำคัญคนหนึ่งชื่อ Alan Woods(คลิ้กอ่านประวัติเขาได้ในกูเกิ้ล)ได้เขียนบทความขนาดยาวชิ้นหนึ่งมีชื่อแปลเป็นไทยได้ประมาณว่า “ทำไมเราจึงเป็นมาร์กซิสต์” มีความน่าสนใจบางตอนที่อยากยกมาให้อ่าน  :

            ผลลัพธ์ระดับโลกของระบบ “เศรษฐกิจแบบตลาด” ในยุคโลกาภิวัตน์นั้น เป็นเรื่องที่น่าสยดสยอง พบว่าในปี(ค.ศ)2000 คนรวยที่สุดในโลกจำนวน 200 คน มีทรัพย์สินและความมั่งคั่ง มากกว่าทรัพย์สินของคนจนที่สุดจำนวน 2000 ล้านคนรวมกัน สอดคล้องกับตัวเลขขององค์การสหประชาชาติ ที่แสดงให้เห็นว่า มีคนมากกว่า 1.2 พันล้านคนที่ต้องดำรงชีวิตอยู่ด้วยเงินน้อยกว่า 2 ดอลลาร์ต่อวัน และด้วยเหตุนี้ ในทุกๆปีจะมีชายหญิงและเด็กๆต้องล้มตายลงกว่า 8 ล้านคนทุกปี อันเนื่องมาจากการที่พวกเขาไม่มีเงินมากพอสำหรับการดำรงชีวิต ในขณะที่คนส่วนใหญ่นั้นเห็นด้วยว่า การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กว่า 8 ล้านคนของนาซี เป็นเรื่องอาชญากรรมที่คุกคามมนุษยชาติ แต่พวกเขากลับนิ่งเงียบต่อหายนะที่พรากชีวิตของผู้คนกว่า 8 ล้านคนในทุกๆปี และแทบไม่มีใครเลยที่ออกมาพูดในเรื่องนี้...”

           “ในอนาคต เมื่อคนรุ่นใหม่มองย้อนกลับมาดู'อารยธรรม'ในปัจจุบันพวกเขาก็คงจะมีมุมมองที่คล้ายกันว่า ยุคสมัยของเรานั้น คือยุคสมัยที่ยอมรับความโหดร้ายป่าเถื่อนของทุนนิยม...”

           และ รศ.วิทยากร เชียงกูร นักคิดนักเขียนนักเศรษฐศาสตร์ร่วมสมัยของไทยก็เขียนบทความในวาระดังกล่าวลงในหนังสือพิมพ์ “กรุงเทพธุรกิจ” เรื่อง “ทำไมจึงควรอ่าน คาร์ล มาร์กซ์” ในตอนจบของเรื่อง อาจารย์วิทยากรทิ้งท้ายฝากไว้ว่า :

              “ ...สังคมนิยมในทัศนะของมาร์กซ์ คือ...

                การมีพลังการผลิตที่เป็นของส่วนรวม โดยส่วนรวม และเพื่อส่วนรวมทำให้สังคมมีความมั่งคั่ง เจริญก้าวหน้า สร้างสรรค์ แข่งขันกันอย่างเป็นธรรม พอเพียง และเป็นอิสระ คนสามารถใช้เวลาทำงานลดลง แปลกแยกลดลง...

                ถ้ามนุษย์เราไม่กล้าฝันถึงชีวิตและสังคมที่ดีกว่า เราจะมีอยาคตที่ดีกว่าสัตว์โลกชนิดอื่นได้อย่างไร?!”

             เรื่อง “คาร์ล มาร์กซ์” จะยิ่งใหญ่ หรือไม่ยิ่งใหญ่ สำคัญหรือไม่สำคัญ คงเป็นเรื่องอิสระในความคิดความเชื่อของใครแต่ละใคร

              แต่ที่แน่ๆก็คือ ปรากฏการณ์แบบ “สงครามการค้า” ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในโลกตอนนี้ ระหว่างพี่เบิ้มทุนนิยมอุตสาหกรรมของแท้อย่างสหรัฐอเมริกา กับพี่เบิ้มทุนนิยมแบบสังคมนิยมอย่าง
สาธารณรัฐประชาชนจีน(ที่เพิ่งจัดงานเฉลิมฉลอง 200 ปีคาร์ล มาร์กซ์ไปอย่างยิ่งใหญ่/ขณะที่เยอรมันจัดทำธนบัตรราคา 0 ยูโรเพื่อเป็นธนบัตรที่ระลึกและที่เมืองเทรียร์บ้านเกิดของเขา
เปลี่ยนสัญญาณไฟสีเหลืองเป็นรูปคาร์ล มาร์กซ์ ทั้งเมือง)นั้น เป็นสิ่งที่คาร์ล มาร์กซ์ เคยพยากรณ์ไว้ก่อนแล้วว่า “จะต้องเกิดขึ้น”

             ในนามของสิ่งที่เขาเรียกว่า “วิกฤติทุนนิยม” ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มนำไปสู่การ “ระเบิดแบบภูเขาไฟ” ของระบบทุนนิยมในท้ายที่สุด!!!