พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ตามโบราณราชประเพณีของไทย การเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์จะทรงรับการบรมราชาภิเษกเฉลิมพระปรมาภิไธยเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันเป็นพระราชพิธีสำคัญและศักดิ์สิทธิ์
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก จึงเป็นโบราณประเพณีอันงดงามและทรงคุณค่า มีแบบแผนการพระราชพิธีสืบมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา และมีหลักฐานชัดเจนในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรวจสอบตำราว่าด้วยการราชาภิเษกสมัยอยุธยา และรวบรวมเรียบเรียงขึ้นเป็นตำรา เรียกว่า “ตำราราชาภิเษกครั้งกรุงศรีอยุธยาสำหรับหอหลวง” แบบแผนการราชาภิเษกดังกล่าวได้ยึดถือเป็นแบบอย่างสืบมาจนปัจจุบัน

การพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในสมัยรัตนโกสินทร์ มีขั้นตอนสำคัญ 4 ขั้นตอน ได้แก่ การเตรียมพระราชพิธี พระราชพิธีเบื้องต้น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก และพระราชพิธีเบื้องปลาย โดยขั้นตอนและรายละเอียดของพระราชพิธีได้ปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมแก่กาลสมัยในแต่ละรัชกาล

การเตรียมพระราชพิธี มีพิธีกรรมตักน้ำจากแหล่งน้ำสำคัญ เพื่อทำน้ำอภิเษกและน้ำสรงพระมุรธาภิเษก ณ สถานที่สำคัญตามภูมิภาคต่างๆ ในราชอาณาจักรไทย กำหนดในแต่ละรัชกาลแตกต่างกันบ้าง การจารึกพระสุพรรณบัฏ โดยจารึกพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ลงบนแผ่นทองคำ เพื่อถวายในการพระราชพิธีก่อนถวายเครื่องราชกุธภัณฑ์ จารึกดวงพระบรมราชสมภพ และแกะพระราชลัญจกรประจำรัชกาล ซึ่งต้องเชิญประดิษฐานบนแท่นมณฑลในพระราชพิธี การเตรียมตั้งเครื่องบรมราชาภิเษก และเตรียมสถานที่จัดพระราชพิธี ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละรัชกาลตามความเหมาะสม ได้แก่ พระที่นั่งอมรินทราภิเษกปราสาท ในรัชกาลที่ 1 หมู่พระมหามณเฑียร ในรัชกาลที่ 2 รัชกาลที่ 3 รัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 (ครั้งแรก) รัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 9 พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในรัชกาลที่ 6 (พระราชพิธีบรมราชาภิเษก)

พระราชพิธีเบื้องต้น เป็นพระราชพิธีก่อนงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ประกอบด้วย การเจริญพระพุทธมนต์ ตั้งน้ำวงด้าย จุดเทียนชัยและเจริญพระพุทธมนต์ ในการพระราชพิธี

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ประกอบด้วย พิธีสรงพระมุรธาภิเษก คือ การรดน้ำศักดิ์สิทธิ์ซึ่งได้พลีกรรมตักน้ำและเสกทำน้ำศักดิ์สิทธิ์ไว้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระภูษาเศวตพัสตร์ ทรงสะพักขาวขลิบทอง เสด็จขึ้น ณ มณฑปพระกระยาสนาน เมื่อทรงพระมุรธาภิเษกแล้วทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ เสด็จฯ ไปยังพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ทรงน้ำอภิเษก น้ำเทพมนตร์ ณ พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ ทรงรับการถวายสิริราชสมบัติและเครื่องราชกุธภัณฑ์ ณ พระที่นั่งภัทรบิฐ ได้แก่ พระสุพรรณบัฏ เครื่องราชกุธภัณฑ์ เครื่องราชขัตติยราชวราภรณ์ เครื่องขัตติยราชูปโภค และพระแสงอัษฎาวุธ ทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎ พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา ชาวพนักงานประโคมสังข์ บัณเฑาะว์ ฆ้องชัย พระอารามทั้งหลายย่ำระฆัง หลักจากนั้น พระครูพราหมณ์ฝ่ายต่างๆ ถวายพระพรชัยมงคล พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่จะมีพระปฐมราชโองการเป็นภาษาไทย ในรัชกาลที่ 5 ครั้งพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2416 โปรดให้เพิ่มพระปฐมราชโองการภาษามคธอีกหนึ่งภาษา และเป็นธรรมเนียมปฏิบัติต่อมา ในรัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7

ในรัชกาลที่ 9 หลังจากคณะพราหมณ์ถวายพระพรชัยมงคล พระราชครูวามเทพมุนีถวายพระพรชัยมงคลด้วยภาษามคธ แล้วกราบบังคมทูลเป็นภาษาไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการพระราชทานอารักขาแก่ประชาชนชาวไทยด้วยภาษาไทย พระราชครูฯ รับพระบรมราชโองการด้วยภาษามคธ แล้วกราบบังคมทูลเป็นภาษาไทย จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหลั่งทักษิโณทก ตั้งพระราชสัตยาธิษฐานจะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจปกครองราชอาณาจักรโดยทศพิธราชธรรม

พระราชพิธีเบื้องปลาย ประกอบด้วย การเสด็จออกมหาสมาคม พิธีประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภกในพระบวรพุทธศาสนา ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงสักการะสมเด็จพระบรมราชบูรพการีทุกพระองค์ และเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร เป็นอันเสร็จสิ้นพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างสมบูรณ์แบบตามโบราณราชประเพณี
อนึ่ง ในรัชกาลที่ 9 มิได้เสด็จเลียบพระนครในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก แต่เสด็จเลียบพระนครในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 3 รอบ เมื่อพุทธศักราช 2506

หมายเหตุ: ข้อมูล/สมุดภาพ “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในอดีต” สมุดบันทึกวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม, เรียบเรียง สังเขป