แสงไทย เค้าภูไทย

ผลการประชุมสุดยอด 20 ประเทศมหาอำนาจอุตสาหกรรมโลกทำเอากระดานหุ้นเขียวไปทั้งโลก เมื่อทรัมป์ยอมยืดระยะเวลาเก็บภาษีขาเข้าจากจีน 25% ออกไป 3 เดือน ไทยพลอยได้อานิสงส์ ขณะที่สมาชิก WTO เห็นพ้องปฏิรูปองค์กรควบคุมกติกาการค้าโลกเพื่อลดปัญหาสงครามการค้า ดัชนีหุ้นไทยวิ่งฉิวขานรับ แถมไปต่อหวังปลดล็อคพรรคการเมือง พฤหัสฯนี้

การประชุมสุุดยอดกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สุดในโลก 20 ชาติ(G20)ที่กรุงบัวโนสไอเรส อาร์เจนติน่าสิ้นสุดเมื่อวันอาทิตย์(ตรงกับวันจันทร์กรุงเทพฯ) ผลสรุปเป็นที่พอใจของชาติสมาชิกส่วนใหญ่ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน

ดัชนีดาวโจนส์กับเอสแอนด์พี เซี่ยงไฮ้ และยุโรปพากันบวกต้อนรับ

เช่นเดียวกันกับไทย ดัชนี SET บวกเลขสองหลัก และส่งต่อไปตลอดสัปดาห์ด้วยความเคลื่อนไหวระห่าง 1660-1670 จาก ที่ปิดเมื่อศุกร์ที่แล้ว 1641.80 จุด

ทั้งนี้สาเหตุมาจากการหารือปลดล็อคพรรคการเมือง 7 ธ.ค.นี้

ประเด็นเลือกตั้งทั่วประเทศถือเป็นจุดอ่อนไหวสำคัญของตลาดหุ้น

คราใดที่มีข่าวเลื่อนวันเลือกตั้งหรือไม่มีการเลือกตั้ง ดัชนีหุ้นจะตกพรวด เหตุจาก ภาคเอกชนขาดความเชื่อมั่นในรัฐบาลปัจจุบันที่ล้มเหลวในด้านเศรษฐกิจ

จึงหวังกันว่า รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง จะแก้ไข ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในรัฐบาลนี้ได้ และจะสามารถฟื้นฟูเศรษกิจให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

นิด้าโพลเผยแพร่ผลสำรวจความเห็นประชาชนต่อภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้ สรุปว่า 61.91% เห็นว่าเศรษฐกิจไทยไม่ดี ส่วน 27.12% เห็นว่าทรงตัว มีแค่ 10.96% เท่านั้นที่ว่าดีขึ้น

ขณะที่ความคาดหวังในรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง 57.60 % เชื่อว่ารัฐบาลชุดใหม่หลังเลือกตั้งจะเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ดีขึ้น

เสียดายที่ไม่มีคำถามอีกข้อหนึ่งว่า หากเป็นรัฐบาลที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรีวันนี้ กลับมาบริหารประเทศอีก จะมีความเชื่อมั่นและคาดหวังในเศรษฐกิจอย่างไร

และอาจจะตามด้วย questionaire แบบเลือกตอบอีก 3 ข้อคือ “ดีขึ้น” “เหมือนเดิม” “แย่กว่าเดิม”

การที่ฐานะของรัฐบาลมีส่วนในการกำหนดสภาพเศรษฐกิจได้นั้น เหตุจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยเกิดจากรายได้หลัก 2 ด้าน คือด้านการส่งออกและด้านการท่องเที่ยว

ยามใดที่เครื่องยนต์ทั้งสองเดินดี ตัวเลขอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจที่วัดกันด้วยผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (GDP) ก็จะสูงขึ้น

แต่ถ้ากลับกัน อย่างไตรมาสที่ 3 ที่ผ่านไป เครื่องยนต์ทั้งสองเครื่องเดินสะดุด จีดีพีก็หด

ส่งออกก็ชะลอ การท่องเที่ยวก็แย่ นักท่องเที่ยวจีนที่เป็นตัวนำรายได้มาให้หายไปกว่า 2 หมื่นคน จีดีพีที่หวังจะขึ้นเกิน 4% หดเหลือ 3%ต้นๆ

การที่รัฐบาลไทยขณะนี้มีฐานะเป็นรัฐบาลเผด็จการทหาร (junta government) บรรดาคู่ค้าทั้งหลายพากันไม่เกรงใจ

เพราะถือเป็นคนส่วนน้อย เป็นคณะบุคคลที่ขึ้นมาครองอำนาจด้วยกำลังทหาร มิใช่รัฐบาลที่มาจากประชาชน

ประชาคมยุโรป เห็นว่าเป็นรัฐบาลเผด็จการทหาร จะคบก็แต่ผิวเผิน ทำให้ความเกรงใจไม่มี อยากจะออกมาตรการกีดกันทางการค้าอะไรก็ออก เพราะรู้ว่า รัฐบาลเผด็จการมีปมด้อย ไม่กล้าโต้แย้งแข็งขัน

การที่กลุ่ม G20 มีมติจะปฏิรูปองค์กรการค้าโลก (World Trade Organization -WTO) .ในการประชุมครั้งนี้ ไทยคงไม่ได้อะไรจากอียูมากนัก เพราะเคยเรียกร้อง อียูให้ยกเลิกข้อกีดกันทางการค้าก่อนหน้านี้ แต่ไม่ได้รับการตอบสนองเท่าที่ควร

อย่างไรก็ดี เมื่อสหรัฐชะลอการเพิ่มอัตราภาษีขาเข้ากับสินค้าจีนจาก 10% เป็น 25% ไปอีก 90 วัน ไทยก็ได้รับอานิสงส์ด้วย

เพราะไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐ ซึ่งสหรัฐหมายหัวเก็บภาษีขาเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กและอะลูมีเนียม อัตราเดียวกันกับจีน

การประชุมกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจประเทศเอเชียแปซิฟิก (APEC)เมื่อสัปดาห์ก่อนสหรัฐส่งรองประธานาธิบดีมาแทนตัวทรัมป์ ซึ่งก็ได้แต่บ่ายเบี่ยงคำเรียกร้องให้ระงับการขึ้นอัตราภาษีศุลกากรรวมถึงข้อกีดกันทางการค้าอื่นๆ

มีการเรียกร้องให้ปฏิรูป WTO เพราะดูคล้ายถูกครอบงำโดยสหรัฐและอียูจนทำให้การค้าโลกขาดความเป็นการค้าเสรี (free trade) แต่ก็เป็นการตกลงกันในมวลหมู่สมาชิกที่สหรัฐไม่มีส่วนร่วมเท่านั้น

การที่ G20 มีมติปฏิรูปองค์กรการค้าโลกเช่นนี้ จึงถือเป็นข่าวดี เพราะต่อไปใครจะตั้งกำแพงภาษีหรือสร้างอุปสรรคทางการค้าระหว่างประเทศขึ้นมา โดยหวังประโยชน์ส่วนตนก็จะถูก WTO ลงโทษตามกฎระเบียบใหม่ที่จะะเกิดจากการปฏิรูปองค์กรแห่งนี้

แม้ไทยจะได้ประโยชน์ลักษณะหางเลข แต่ก็นับเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มีความหวัง มีความมั่นใจ

เมื่อปัจจัยภายนอกคือผลการประชุม G20 กับปัจจัยภายในคือการปลดล็อคพรรคการเมืองเป็นฉะนี้

ดัชนีตลาดหุ้นก็เลยขานรับกันคึกคักต่อเนื่องเสียหลายวัน