ชัยวัฒน์ สุรวิชัย

วันนี้ มาดู พรรคขนาดเล็ก และจิ๋ว

1.ยุคทองของพรรคเล็ก พรรคที่มีฐานเสียงนโยบายเพื่อท้องถิ่นชุมชน ฯ( ข้อคิดบางส่วน :จากโพสต์ทูเดย์) โจทย์สำคัญ คือ รัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ ว่าด้วยพรรคการเมือง คือต้องการทำให้พรรคการเมืองเป็นพรรคของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ถูกครอบงำโดยนายทุน หรือผู้มีอำนาจ ที่สามารถผูกขาดการตัดสินใจทุกอย่างเหมือนบางพรรคการเมืองในอดีต

1) ทำให้การตั้งพรรคการเมืองได้ง่ายขึ้น เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับพรรคการเมืองอย่างแท้จริง อีกด้านเป็นการแสดงความเป็นเจ้าของพรรคด้วย หากพิจารณาในรายละเอียดปัจจัยแรกที่ทำให้ตั้งพรรคได้ง่ายขึ้นคือ “ จำนวนสมาชิกเริ่มต้น” โดย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ กำหนดให้การริเริ่มจัดตั้งพรรคการเมืองจากคณะผู้เริ่มไม่น้อยกว่า 15 คน จากนั้นให้ผู้ริเริ่มดำเนินการหาสมาชิกพรรคการเมืองให้ได้ไม่น้อยกว่า 500 คน โดยสัดส่วนสมาชิกที่กระจายตัวไปในแต่ละภูมิภาค คือ ภาคเหนือ กลาง ใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในสังคมไทย มีกลุ่มคนที่มีความคิด ทั้งระดับอุดมคติและการแปรไปสู่อุดมการณ์ และความคิดที่เห็นร่วมกันในประเด็นหนึ่งๆ มีไม่น้อย โดยอาจจะมีการรวมกลุ่มพูดคุยกันเป็นประจำ หรือ อาจจะเพิ่งจะมาติดต่อกัน เมื่อมีเงื่อนไขและโอกาสมาถึง เช่น พรรคพลังธรรมใหม่ พรรคพลังท้องถิ่นไท ที่ผ่านมา เงื่อนไขมีความจำกัด และไม่มีโอกาส เพราะระบบพรรคการเมือง และการส่งลงสมัครเลือกตั้ง ไม่มีโอกาส หรือมีโอกาสน้อย ที่จะตั้งพรรคการเมือง เพื่อส่งคนลงสมัครฯ แต่เงื่อนไข จากรัฐธรรมนูญ ปี 2560 เปิดโอกาส ในการตั้งพรรค และมีโอกาสในการได้สส.ด้วยตัวเองไม่ต้องไปฝาก หรือพึ่งพาพรรคใหญ่ ทำให้ สามารถกำหนด แนวทาง นโยบายของตนได้เต็มที่ ฯลฯ

2) การได้เป็น สส. ง่ายขึ้น และมีความเป็นไปได้มากขึ้น เป็นจริง ทั้งการได้คะแนนสูงสุดในเขตเลือกตั้ง ( สส.เขต) และ คะแนนรวมของเสียงทั้งหมด คือ สส.บัญชีรายชื่อ (โดยประมาณการณ์ คะแนนเสียง 70,000 – 75,000 จะได้ สส. บัญชีรายชื่อ 1 คน ) หากพรรคขนาดเล็ก ส่งสมัครลง 100 เขต ให้ได้คะแนนเขตละ 750 คะแนน ก็ได้ สส.บัญชีรายชื่อ 1 คน หากส่งผู้สมัครลง 350 เขต และได้ คะแนนเขตละ 1,000- 2,000 ก็จะได้ สส. 5 -10 คน เป็นต้น

3) ทำให้ผู้ที่มีอุดมคติ ผู้ที่คิดทำการเมือง ออกมาตั้งพรรคการเมืองมากขึ้น ส่วนหนึ่ง ได้พูดไปแล้ว ใน ข้อ 1) ซึ่งขอเพิ่มเติม ในส่วนของโอกาสที่เป็นจริงได้ ทำให้เป็นแรงกระตุ้นและผลักดัน ให้มี ผู้ที่มีความคิดคล้ายกัน มีอุดมคติหรืออุดมการณ์ มาร่วมกันมากขึ้น ซึ่ง เราก็ได้เห็นกัน ตามที่ได้ปรากฏตัวของพรรคการเมืองใหม่ๆมากขึ้น แต่ พรรคการเมืองที่เกิดขึ้นใหม่ และไปยื่นจดทะเบียนพรรคกับ กกต. ที่มีมากมายนั้น ส่วนไม่น้อย เป็นลักษณะเฉพาะกิจ หรือ พรรคสำรอง เตรียมการไว้ สำหรับ การอาจจะถูกยุบพรรค หรือ เป็นการสำรองไว้ สำหรับในเชิงปัจเจกของผู้ที่มีกำลังความสามารถจะจัดตั้งพรรคได้ด้วยตนเอง แต่ที่กล่าวมาข้างต้น เน้นไปยังพรรคที่มีอุดมคติ และมีความตั้งใจจริงในการสร้างพรรคให้ยั่งยืน ลักษณะสำคัญที่สุดที่ทำให้พรรคการเมืองมีลักษณะแตกต่างจากกลุ่มทางการเมืองอื่น ๆ ก็คือ พรรคการเมืองจะต้องมีความปรารถนาหรือต้องการที่จะเป็นรัฐบาล เพื่อจะได้มีโอกาสนำนโยบายของพรรคไปปฏิบัติจริง

4) ทำให้ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น การมีพรรคในลักษณะเชิงอุดมการณ์ หรือ มีนโยบายที่เน้นเพื่อผลประโยชน์ของคนในพื้นที่หรือท้องถิ่น ทำให้ประชาชน มีทางเลือกมากขึ้น เป็นทางเลือกที่ประชาชนบางส่วน ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์ กับแนวทางนโยบายพรรค ได้รับผลประโยชน์โดยตรง ทั้งในลักษณะเชิงอุดมคติในระดับชาติ หรือ ลักษณะของท้องถิ่นชุมชน ซึ่งในลักษณะของท้องถิ่นชุมชน จะได้รับผลโดยตรงมากกว่า เพราะแตะต้องและสัมผัสได้จริง มากกว่า พรรคในลักษณะอุดมคติและอุดมการณ์ ที่ต้องไปแข่งกับพรรคการเมืองขนาดใหญ่ และ มีแนวทาง นโยบาย ที่ใหญ่ มีพลังการขับเคลื่อนและเป็นจริงได้มากกว่า

5) ระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ เอื้อ หากพรรคมีนโยบายเน้นที่ชุมชน หรือกลุ่มที่มีความคิดอุดมคติเดียวกัน หรือหากได้ทำงานในเขตพื้นที่ใด หรือ ฐานของท้องถิ่น อบต. เขตปกครองท้องถิ่น เทศบาลฯ มาต่อเนื่อง หรือมีผู้สมัคร สส.เขต ที่ฐานเสียงเข้มแข็ง เอื้อให้สามารถหาคะแนนเสียงได้เอง ไม่ต้องอาศัยฐานพรรคใหญ่

6) สภาพปัจจุบันคะแนนนิยมในพรรคใหญ่ ก็ลดน้อยลงไป ไม่ได้เข้มแข็งเหมือนในอดีต เพราะมีความแตกแยกความขัดแย้ง และพรรคไม่ได้มีการปฏิรูปทั้งภายในพรรค และนโยบายของพรรค กล่าวเป็นรูปธรรม ผลจากรัฐธรรมนูญ 60 และการไม่ปฏิรูปตัวเองของพรรคใหญ่เก่าสองพรรค ทำให้ “คนดีๆ คนที่มีความเห็นต่าง “ เดินออกมา ทั้งคนที่มีหลักการ และคนที่หวังได้เป็น สส. ,ร่วมรัฐบาลซึ่งด้านหนึ่ง เป็นการเปิดช่อง ให้พรรคการเมืองอื่น หรือพรรคขนาดเล็ก มีโอกาสมากขึ้นแต่ ก็ต้องดู ทั้งพรรคการเมืองนั้นๆว่า มีจุดแข็งอะไร และในพื้นที่นั้นๆ มีอะไรที่โดดเด่นกว่าพรรคใหญ่ ญ

7)ปัจจัยที่สำคัญ คือ หลังเลือกตั้ง พรรคขนาดกลาง-เล็กมีแนวโน้มที่จะเป็นตัวแปรทางการเมืองที่สำคัญ และตามมาด้วยอำนาจต่อรองที่มากขึ้น

- ตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกนายกรัฐมนตรีซึ่งในช่วงเปลี่ยนผ่านกำหนดให้ สว.เข้ามามีส่วนร่วมเลือกด้วย ย่อมทำให้พรรคการเมืองขนาดใหญ่แม้มีเสียงข้างมาก ใช่ว่าจะสามารถเลือกนายกฯ เองได้อย่างที่ตั้งใจ สุดท้ายเสียงสนับสนุนจากพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กย่อมกลายเป็นตัวชี้ขาดทางการเมือง ที่พรรคใหญ่ต้องไปผูกมิตรดึงมาเป็นพรรคพวกเสริมเสถียรภาพให้ตัวเอง

- การปฏิบัติหน้าที่ในสภาที่จำเป็นต้องรักษา "เอกภาพ" ความเป็นปึกแผ่นของเสียงข้างมาก เพื่อให้การทำงานผ่านกฎหมายและวาระสำคัญในสภาไม่สะดุดจนอาจถึงขั้นทำให้ต้องยุบสภาได้ รวมทั้งป้องกันไม่ให้เกิด "งูเห่า" แปรพักตร์ไปสนับสนุนฝ่ายค้านขึ้นมาชิงตำแหน่งนายกฯ ในอนาคต ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ล้วนแต่ทำให้พรรคขนาดกลางและขนาดเล็กย่อมได้รับการเอาอกเอาใจเป็นพิเศษจากพรรคขนาดใหญ่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหารอยร้าวที่จะบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่ นั่นยิ่งจะทำให้เส้นทางการเมืองในอนาคต เป็นยุคทองของพรรคเล็ก

โดยสรุป สถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และ รัฐธรรมนูญ ปี 60 เปิดช่อง เปิดโอกาสมากขึ้น ทั้งพรรคใหญ่ มีปัญหา ความขัดแย้งภายใน การไม่ปฏิรูปตัวเอง การหวังจะรักษาสถานะด้วยการแตกพรรคย่อย ซึ่ง ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญด้านหนึ่ง แต่อีกด้านหนึ่ง ก็อยู่ที่พรรคขนาดเล็ก ว่ามีศักยภาพ แนวทาง นโยบาย และมีความเข้มแข็ง ทางความคิด คน ทุน สื่อ มวลชน และการจัดการอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้สันทันกรณีทางการเมือง น่าจะให้ความสำคัญ วิเคราะห์เจาะลึกถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

อีก ประเด็นหนึ่ง ที่น่าจะมีความสำคัญ ที่ควรจะกล่าวถึง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อ พรรคการเมืองทั้งหลายโดยเฉพาะ พรรคขนาดเล็ก น่าจะนำไปพิจารณา ประกอบ คือ ประชาชน ในยุคนี้ จะเลือกพรรคการเมืองอย่างไร มีอะไรที่เป็นปัจจัยสำคัญ ประชาชนในยุคนี้ น่าจะมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากช่วงที่ผ่านมา ตั้งแต่ยุคทักษิณ 2544 มาถึงปัจจุบัน ที่ได้ประสบการณืและบทเรียน จากทุกฝ่าย ทั้งรัฐบาลทักษิณและนอมินี รัฐบาลประชาธิปัตย์และแนวร่วมการเคลื่อนไหวของ พธม. 2549 -2551 นปช. พรรคเพื่อไทย 2552-3 , 2554 กปปส. 2556-7 และรัฐบาลจาก การรัฐประหาร รสช. 2549
-2551 และ รัฐบาล คสช. 2557-2562 ฉะนั้น ประชาชน จะมีแนวคิดในการเลือกพรรคการเมือง ดังนี้

1. มั่นใจว่า พรรคที่เลือกไปเป็นรัฐบาล จักบริหารงาน แก้ไขปัญหาของประชาชนและประเทศได้จริง รวมทั้งสามารถต่อยอดการปฏิรูปสังคม การเมืองเศรษฐกิจ ฯ ได้ โดยเฉพาะในเรื่องที่สำคัญ คือ การปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้เอื้อกับคนทั้งประเทศ โดยเฉพาะคนชั้นล่าง เกษตรกร กรรมกรฯ การปฏิรูปตำรวจและกระบวนการยุติธรรม การกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น การศึกษาสาธารณสุขฯ รวมทั้ง การต่อยอด แผนโรดแมป 20 ปี ของรัฐบาลประยุทธฯ ตามรัฐธรรมนูญ ปี 60

2. เลือกพรรคฯ ที่มีโอกาสเป็นรัฐบาล และพรรคที่จะร่วมเสริมความเข้มแข็งให้พรรครัฐบาลได้จริง

3. เลือกพรรคที่มีอุดมการณ์เพื่อชาติศาสน์กษัตริย์ และมีลักษณะเป็นพรรคของประชาชนที่แท้จริง ที่เน้นการสร้างความเข้มแข็งของประชาชน โดยสมาชิกเป็นผู้กำหนดพรรค ทำเพื่อประชาชนประเทศชาติ

4. เลือกพรรคที่มีผู้นำ กรรมการบริหาร และสมาชิก ที่มีประวัติศาสตร์การสู้และทำเพื่อบ้านเมืองมาก่อน

5. กรณีพรรคการเมืองเก่า ประชาชนจะมีการตรวจสอบมากขึ้น และเน้นไปที่ตัวบุคคลมากกว่า ตัวพรรค

6. ความเป็นพรรคใหญ่ มีความสำคัญน้อยลง โดยจะพิจารณา พรรคที่มีอุดมการณ์ นโยบายที่เป็นรูปธรรม ซึ่งทำให้พรรคขนาดกลางและพรรคขนาดเล็ก มีโอกาสมากขึ้น

7. เลือกพรรค ที่เน้นการทำมากกว่าการพูด ให้ความสนใจต่อพรรค ที่นำเสนอโยบาย ไม่กล่าวหาโจมตีใคร เช่น พรรครวมพลังประชาติไทย พรรคพลังท้องถิ่นไท ฯลฯ

8. ยังมีคนส่วนหนึ่งไม่น้อย ยังคงปักหลัก เลือกพรรคเก่าที่เคยเลือกมา ทั้งความเป็นสมาชิก หรือความศรัทธา โดยไม่สนใจ ต่อการเปลี่ยนแปลงใดๆ อีกทั้งที่สำคัญคือ พรรคเก่านี้ มีระบบการสื่อสารอย่างถึงลูก ต่อเนื่อง

พรรคที่ประชาชน จะไม่เลือก

1. พรรคใหญ่เก่า ที่เคยเป็นรัฐบาลมา เพราะไม่สามารถนำพาประเทศแก้ไขปัญหาของประชาชนได้ บางพรรคใช้อำนาจรัฐมิชอบทำเพื่อตัวเองการโกงกินอย่างมโหฬารฯ บางพรรคดีแต่พูด แต่แก้วิกฤติไม่ได้

2. พรรคที่มีประวัติทั้งทางตรงและอ้อม ในเรื่องล่วงละเมิดและจาบจ้วงสถาบันหลักของชาติ

3. พรรคที่ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ความทันสมัย แต่ปฏิเสธวัฒนธรรมประเพณีเก่าแก่ของสังคมฯ

ประเด็นสำคัญ คือ การสร้างวาทกรรมในช่วงเลือกตั้ง หากจุดติดจะมีผลต่อการเลือกหรือไม่เลือกของประชาชน