ปัญหาการประท้วงเกิดความวุ่นวายในฝรั่งเศสต่อเนื่องมานานกว่าสามสัปดาห์แล้ว โดยเฉพาะในระหว่าวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ สัปดาห์ที่ผ่านมา การประท้วงภายในกรุงปารีสซึ่งเคยเป็นไปอย่างสงบ เกิดความวุ่นวายมีการปะทะกันระหว่างผู้ประท้วงกับตำรวจใจกลางกรุงปารีส จนทางตำรวจต้องแก๊สน้ำตา มีผู้บาดเจ็บ และถูกจับกุมหลายร้อยคน มีการจุดไฟเผารถยนต์ และอาคาร ทุบทำลายกระจกร้านค้า จนสื่อมวลชนที่ใช้ภาษาอังกฤษ ใช้คำเรียกเหตุการณ์ว่า Riot

น่าสังเกตว่า มีประชาชนรวมตัวกันสวมเสื้อคลุมแถบเหลือง ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมีอยู่ในยานพาหนะ สำหรับนำออกมาสวมใส่ในยามเกิดอุบัติเหตุ ได้ออกมาประท้วงอย่างสงบเป็นจำนวนเกือบแสนคนทั่วทั้งประเทศ แต่กลับไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น ส่วนใหญ่เป็นการปิดถนนเส้นทางการคมนาคม ผู้คนเดือดร้อนจะได้ตื่นตัวเข้าร่วมการกดดันตัวประธานาธิบดี มาครง เท่านั้น

ผ่านมาสามสัปดาห์จึงเพิ่มเกิดความรุนแรงในใจกลางกรุงปารีสแถบ ประตูชัยและถนนฌอง ออลิเช่ เมื่อวันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม นี่เอง แต่ระดับความรุนแรงรอบนี้ สื่อหลายสำนักข่าวเห็นตรงกันว่า เป็นการจลาจลที่รุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี ของประเทศฝรั่งเศส

สาเหตุของการประท้วง คนไทยก็มักจะมองเพียงว่า ต้นเหตุมาจากการขึ้นราคาน้ำมัน ทั้ง ๆ ที่ราคาน้ำมันของฝรังเศสเมื่อเปรียบเทียบกับระดับรายได้ของพลเมืองฝรั่งเศสแล้ว ก็ยังอยู่ในระดับที่ถูกกว่าราคาน้ำมันในประเทศไทยเสียอีก

เราจึงพยายามมองหาสาเหตุเบื้องลึก

ถ้ามองย้อนหลังไปกึ่งศตวรรษ รัฐบาลฝรั่งเศสมักจะมาจากพรรคการเมืองที่มีแนวความคิดไปทางสังคมนิยม ซึ่งก็สะท้อนว่า พลเมืองฝรั่งเศสที่นิยมแนวความคิดสังคมนิยมมีจำนวนมากพอสมควร
ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดนี้ นายมาครงผู้ซึ่งแม้จะเคยเป็นรัฐมนตรีสังกัเพรรคแนวทางสังคมนิยม

แต่เขาเองมีแนวคิดทางเศรษฐกิจแนวเสรีนิยม และได้ก่อตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ แล้วได้คะแนนเสียงชนะพรรคการเมืองแนวสังคมนิยมเสียด้วย ในระหว่างการเลือกตั้งและหลังเลือกตั้งใหม่ ๆ นายมาครงก็ไดถูกประท้วงจากกลุ่มสัคมนิยมมาแล้ว

นอกจากนั้นฝรั่งเศสก็ยังมีพรรคการเมืองฝ่ายขวาจนถึงระดับขวาจัดอยู่ด้วย

ทั้งกลุ่มที่นิยมแนวทางเศรษบกิจสังคมนิยม ละกลุ่มขวาจัด-ชาตินิยม ล้วนเคยออกมาประท้วงนายมาครงมาแล้ว รประท้วงในรอบนี้จึงมิใช่เรื่องแปลก

ที่สำคัญคือ เศรษฐกิจโดยรวมของฝรั่งเศสกำลังตกต่ำ คนตกงานมาก แต่มาครง เร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ เพิ่มภาษีหลายอย่าง ล่าสุดคือการเพิ่มภาษีน้ำมัน โดยนายมาครงวังจะให้ฝรั่งเสศเลิกใช้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงภายใน ค.ศ. 2040 จึงมีประชาชนที่เดือดร้อนเรื่องค่าครองชีพเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และส่วนหนึ่งในจำนวนนั้นก็ออกมาประท้วงในรอบนี้

อีกสาเหตุหนึ่งสร้งความไม่พอใจมาก คือกระแสปลุกระดมโจมตีนายมาครง เรื่องการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ซึ่งมีผลสำเร็จทำให้คนเกลียดชังนายมาครงกันมาก จนเขาถุกจนานนามว่า “ประธานาธิบดีของเศรษฐี”

และข้อเรียกร้องของการประท้วงครั้งนี้ มิได้อยู่ที่เรียกร้องให้รัฐบาลลดภาษีน้ำมัน แต่บานปลายกลายเป็นเรียกร้องให้ มาครงลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเดียว

สาเหตุสำคัญของความวุ่นวายในฝรั่งเศสจึงอาจจะเกิดจากการต่อสู่แข่งขันทางการเมืองเป็นหลัก แล้วใช้ความเดิอดร้อนทางเศรษบบกิจของชาวบ้านเป็นชนวนปลุกเร้าก็เป็นได้