เข้าทำนอง “มาก่อน ไปก่อน” แบบแทบไม่ต้องอ้อนวอนกันให้เสียเวลา

สำหรับ “กาตาร์” ประเทศอาหรับ คือ ชาติที่พูดภาษาอารบิก ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่มีรายงานข่าวล่าสุดออกมาระบุว่า จะ “ตบเท้า” ออกจากการเป็นสมาชิกของ “องค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน” หรือ “โอเปก (Organization of Petroleum Exporting Countries : OPEC)” อันเป็นกลุ่มประเทศที่ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลกที่รู้จักกันเป็นอย่างดี

รายงานข่าวนี้ ก็มีขึ้นภายหลังจาก “นายซาอัด เชอริดา อัล-คาบี” ซึ่งดำรงตำแหน่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของกาตาร์” ออกมาแถลงที่กรุงโดฮา เมืองหลวของกาตาร์ เมื่อช่วงต้นสัปดาห์นี้ โดยได้ประกาศถึงการที่กาตาร์ จะออกจากการเป็นสมาชิกภาพของโอเปก ซึ่งนายอัล-คาบี ระบุว่า จะมีผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม 2019 (พ.ศ. 2562) นี้

นายซาอัด เชอริดา อัล-คาบี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของกาตาร์ ขณะแถลงข่าวในกรุงโดฮา เมืองหลวงของกาตาร์

ผลพวงจากการประกาศข้างต้น ก็เท่ากับ “กาตาร์” เป็นชาติแรกของกลุ่มอาหรับ ที่ออกไปจาก “โอเปก” โดยกาตาร์นี้เอง ก็เป็นชาติแรกของกลุ่มอาหารับอีกเช่นกัน ที่ตบเท้าเข้าเป็นสมาชิกของโอเปก หลังองค์การแห่งนี้ได้รับการสถาปนาก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี 1960 (พ.ศ. 2503)

ปิดฉากการร่วมวงไพบูลย์กับองค์การที่กุมบังเหียน กำหนดชี้ชะตา “โลกแห่งน้ำมัน” แห่งนี้ ซึ่งมีมายาวนานถึงเกือบ 60 ปี ด้วยกัน แบบว่า ผ่านทั้งสุข ทั้งทุกข์ รวมไปถึงวิกฤติด้านพลังงานกับองค์การนี้มาสารพัดรูปแบบ

การผลิตน้ำมันดิบของกาตาร์

เหตุผลของการตบเท้าออกจากโอเปกแห่งนี้ ทาง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน” ของรัฐบาลโดฮา ได้ระบุว่า เพราะได้พิจารณาถึงสภาพความเป็นจริง ณ ปัจจุบันแล้วพบว่า กาตาร์ไม่มีศักยภาพในด้านการผลิตน้ำมันป้อนสู่ตลาดโลกเฉกเช่นแต่ก่อน โดยในปัจจุบันนี้ กาตาร์มุ่งเน้นไปที่การผลิต “ก๊าซธรรมชาติเหลว” หรือ “แอลเอ็นจี (Liquefied Natural Gas : LNG)” เป็นหลัก

ทั้งนี้ เมื่อกล่าวถึง “ก๊าซธรรมชาติเหลว” แล้ว ก็ต้องยกให้กาตาร์ เป็นชาติที่ผลิตและส่งออกรายใหญ่ที่สุดแถวหน้าของโลก ซึ่งนายอัล-คาบี ได้ระบุด้วยว่า กาตาร์จะไปทุ่มเทพัฒนาศักยภาพในการผลิตก๊าซแอลเอ็นจีเป็นประการสำคัญ

การผลิตก๊าซธรรมชาติเหลวง หรือแอลเอ็นจี ที่ราสลาฟฟัน ของกาตาร์

โดยเมื่อว่าถึงศักยภาพการผลิตน้ำมันดิบป้อนสู่ตลาดโลกแล้ว กาตาร์ ณ ปัจจุบัน ก็มีปริมาณการผลิตอยู่ที่ราวๆ วันละ 1.47 – 1.48 ล้านบาร์เรล ส่วนการผลิตก๊าซแอลเอ็นจี กาตาร์มีศักยภาพการผลิตคิดเป็นรายปี ก็เฉลี่ยราว 110 ล้านตันต่อปี

พร้อมกันนี้ เจ้ากระทรวงพลังงานของกาตาร์ ยังระบุด้วยว่า ได้แจ้งเรื่องนี้ให้ทางโอเปก ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงเวียนนา เมืองหลวงของออสเตรีย ให้รับทราบแล้ว ก่อนที่เขาจะแถลงข่าว

การส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว “แอลเอ็นจี” ของกาตาร์ที่ท่าเรือของโรงงานในราสลาฟฟัน

อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิเคราะห์แสดงทรรศนะว่า การตบเท้าพ้นออกจากสมาชิกภาพโอเปกของกาตาร์นั้น น่าจะมีประเด็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างประเทศรวมอยู่ด้วย นอกเหนือจากศักยภาพปริมาณการผลิตน้ำมันดิบป้อนสู่ตลาดโลกของกาตาร์เอง ที่ลดน้อยถอยลงไปตามลำดับ พร้อมๆ กับที่จะมุ่งไปในการพัฒนาศักยภาพการผลิตก๊าซแอลเอ็นจีป้อนสู่ตลาดพลังงาน ให้สมกับฐานะ “เบอร์หนึ่งของโลก” แล้ว

ทั้งนี้ ในสถานการณ์ของความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ว่า ซึ่งได้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2017 (พ.ศ. 2560) สืบจนถึงปัจจุบัน เหล่านักวิเคราะห์ ถึงกับเอ่ยปากว่า มิใช่ขัดแย้งธรรมดาๆ แต่ถึงขั้นเป็น “วิกฤติทางการทูต (Diplomatic Crisis)” กันเลยทีเดียว สำหรับปัญหาความขัดแย้งทางการทูตระหว่างกาตาร์กับซาอุดีอาระเบีย ที่ปรากฏว่า ไปลากเอาบรรดาประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคต่างๆ มาร่วมวงขัดแย้งด้วย ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน อียิปต์ มัลดีฟส์ มอริเตเนีย เซเนกัล จิบูตี คอโมโรส จอร์แดน ไม่เว้นแม้กระทั่งกลุ่มติดอาวุธที่ปกครองในลิเบีย ก็ยังร่วมวงพิพาทด้วย

ภาพตกแต่งธงชาติของซาอุดีอาระเบียกับกาตาร์ เพื่อแสดงความขัดแย้งระหว่างทั้งสองประเทศ จนนำไปสู่วิกฤติทางการทูต

โดยในบางประเทศที่ขัดแย้ง ก็มีชาติสมาชิกโอเปกบางประเทศรวมอยู่ด้วย ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กลุ่มติดอาวุธที่ปกครองลิเบีย และซาอุดีอาระเบีย ที่เป็นหัวหอกของความขัดแย้งที่บังเกิดขึ้น เพราะเป็นผู้นำในการตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับกาตาร์ พร้อมปิดล้อมทางเศรษฐกิจสารพัดต่อกาตาร์ โดยอ้างเหตุผลเป็นข้อกล่าวหาว่า เพราะกาตาร์สนับสนุนการก่อการร้าย

การเดินขบวนของประชาชนในบางประเทศที่ต่อต้านกาตาร์ ในเหตุวิกฤติทางการทูต เมื่อช่วงที่ผ่านมา

เมื่อวิกฤติความสัมพันธ์ทางการทูตชวนให้ระหองระแหงกันเช่นนี้ แม้จะเป็นสมาชิกของโอเปกด้วยกัน ก็ส่งผลให้ทางกาตาร์ออกไปเสียจากองค์การแห่งนี้จะดีกว่า

อย่างไรก็ดี บรรดานักวิเคราะห์ก็แสดงทรรศนะแบบคิดบวกว่า หวังว่ากาตาร์คงจะตบเท้ากลับเข้ามาในโอเปกอีกครั้ง หากวิกฤติทางการทูตคลี่คลาย เหมือนกับบางประเทศ เช่น เอกวาดอร์ ที่เคยออกจากโอเปกไปแล้ว ได้หวนกลับมาภายหลัง แต่ถึงกระนั้น ก็สะท้อนให้เห็นถึง สภาพระหองระแหงขัดแย้งภายใน แบบสนิมเกิดแต่เนื้อในตนของโอเปกได้เป็นอย่างดี

ทว่า ไม่ว่าจะเป็นไปอย่างไรกันก็ตาม ผลกระทบเบื้องต้นของการที่กาตาร์ออกจากโอเปก ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้สถานการณ์การซื้อขายน้ำมันดิบในตลาดโลก พุ่งทะยานด้วยเหมือนกัน นอกเหนือจากกระแสข่าวจำกัดการผลิตน้ำมันป้อนสู่ตลาด รวมถึงรายงานข่าวที่ว่า สหรัฐฯ กับจีนเริ่มตกลงกันได้ในประเด็นความขัดแย้งทางการค้าระหว่างกัน โดยราคาน้ำมันดิบที่ตลาดเวสต์เทกซัส สหรัฐฯ ขยับปรับเพิ่มไปถึงบาร์เรลละ 2.11 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือร้อยละ 4.1 ไปอยู่ที่ 53.04 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ก่อนขยับปรับเพิ่มขึ้นในอีกวันถัดมาเป็น 53.50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ขณะเดียวกันทางด้านตลาดเบรนต์ ฝั่งอังกฤษ ก็ปรับเพิ่มขึ้นเช่นกันไปอยู่ที่บาร์เรลละ 62.29 ดอลลาร์สหรัฐฯ