ชัยวัฒน์ สุรวิชัย

วันนี้ วันดียิ่งสำหรับตัวปู่จิ๊บเอง และคงเป็นดียิ่งสำหรับเพื่อนๆ ทั้งชาวจุฬาฯ และผู้อื่น ที่ได้อ่าน ข้อเขียนลงในเฟสบุ๊ค ของเพื่อนร่วมสถาบัน นาม Chalida Sirampuj

1.คำสอนของศาสตราจารย์ คุณ​หญิงจินตนา ยศสุนทร แห่งคณะอักษรศาสตร์​จุฬาฯ “ การเป็นนิสิตหรือนักเรียนไม่ใช่ง่ายๆ แต่เป็นครู ลำบากยิ่งกว่า , บางคนเลือกเป็นครู ก็เพราะห่วงอนาคต. อนาคตที่ไม่ใช่ของตัวเอง แต่เป็นอนาคตของโลกมนุษย์ ของประเทศชาติ ของลูก และของลูกศิษย์นั่นแหละ” ขอฝากอนาคตนี้ไว้ด้วย ศ.คุณหญิง จินตนายศสุนทร 15 มกรา 14
**ได้เขียนให้ลูกศิษย์ คณะอักษรศาสตร์จุฬาฯ (คุณโชติรส โกวิทวัฒนศ์ - ลูกศิษย์ ผู้จะเป็นอาจารย์ต่อไป )

2.และ อ.โชติรส ได้บันทึกไว้ว่า-
"คำสอนที่หล่อหลอมอุดมการณ์” สี่ปีที่คณะอักษรศาสตร์ได้ผนึกรากฐานความรู้เกี่ยวกับศิลปศาสตร์, ทักษะในภาษาต่างประเทศ, สังคมศาสตร์, และที่เหนือกว่าสิ่งใด อุดมการณ์กับความรับผิดชอบที่พึงมีในฐานะปัญญาชนของชาติ ข้าพเจ้าหวนรำลึกถึงศาสตราจารย์คุณหญิงจินตนา ยศสุนทร ถึงวันเวลาที่เคยได้ความอาทรห่วงใยจากท่าน ตลอดช่วงสี่ปีที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คำพูด, คำสอน, คำบอกเล่า, ตลอดจนบุคลิกของท่านอาจารย์ เป็นหนังสือทฤษฎีและตัวอย่าง ของแบบฝึกหัดสำหรับการปฏิบัติตนเพื่อการเป็นกุลสตรีที่มีคุณภาพ มีสติปัญญาและมีจริยธรรมสูง ท่านได้สร้างค่านิยมที่ดี ปูและชี้ทางของความจริง ความดีและความงามแก่ทุกคนที่มีโอกาสใกล้ชิดท่าน ท่านอาจารย์เป็นผู้ให้ความหวัง กระชับความตั้งใจมุ่งมั่น จนเป็นอุดมการณ์ชีวิตแก่ข้าพเจ้า ความเมตตาของท่าน เป็นอภิสิทธิ์ที่ข้าพเจ้าจารึกไว้ในดวงใจ และแม้วันเวลาจะผ่านไปสี่สิบห้าสิบปี ทุกอย่างที่ท่านสอนและดลใจข้าพเจ้า ยังคงเข้มข้นในจิตวิญญาณของข้าพเจ้ามาจนถึงทุกวันนี้

ข้าพเจ้ายังจำประโยคของท่านที่เขียนลงในหนังสือรุ่น 2510 เล่มปกแดงของข้าพเจ้า คำพูดนี้มีน้ำหนักเสมอหิน เสมือนภูผาแข็งแกร่งที่คอยกำบังลมพายุที่พัดกระหน่ำในช่วงต่างๆของชีวิต ทำให้ข้าพเจ้าไม่ล่องลอยหลุดหายไปในกระแสค่านิยมที่ผิดๆ หรือหลงระเริงในความฉาบฉวย, ทำให้ข้าพเจ้ามีพลังจิตที่ยืนหยัดยึดมั่นในอุดมการณ์และเป้าหมายของการเป็นครูตามแบบอย่างท่าน, ทำให้ข้าพเจ้าเพียรพยายามพัฒนาตนเองให้มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะอ้างตนว่า “เป็นครู” แม้ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ที่ตั้งใจไว้, ไม่ได้ “เป็นครู” ในเมืองไทย

ข้าพเจ้าก็ได้เพียรพยายามรักษาอุดมการณ์และพัฒนาจิตวิญญาณของ “ความเป็นครู” อย่างไม่ลดละ มาจนทุกวันนี้ ด้วยการขยันหมั่นเพียรหาความรู้ และหาทางถ่ายทอดความดี ความงาม ความประณีตแบบใดๆ จากวัฒนธรรมตะวันตกที่ได้ไปศึกษามา หรือจากวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่ได้สัมผัสมาเป็นเวลานานปี เพื่อให้เป็นอุทาหรณ์แก่รุ่นน้องๆ แก่ลูกหลานไทย ด้วยจิตคารวะและนบนอบต่อท่านอาจารย์ผู้ปูทางที่ดีที่สุด ที่ตรงที่สุดให้ข้าพเจ้าเดินไป และด้วยความสำนึกในบุญคุณต่อแผ่นดินที่ข้าพเจ้าเกิด ข้าพเจ้าหวนนึกถึงชีวิตของท่านอาจารย์ อุดมการณ์และจุดยืนของท่านในสังคมไทย, ในสังคมมหาวิทยาลัย, ในฐานะ สุภาพสตรีปัญญาชนคนไทยผู้โดดเด่นที่สุด ผู้หนึ่งในศตวรรษที่ ๒๐ ของไทย ท่านเป็นเสมือนเหง้าองุ่น, เป็นต้นองุ่นที่ยืนหยัดในผืนดินที่แห้งแล้ง ในสภาพภูมิธรณีที่พืชผลอื่นมิอาจทนได้ ท่านเป็นต้นองุ่น, เป็นปาฏิหาริย์ของธรรมชาติ, ธรรมชาติที่ไม่ถดถอย ที่หยั่งลึกลงไปไกล ดูดอาหารและสิ่งดีๆ เนรมิตผลองุ่นแล้วเป็นไวน์ที่กาลเวลามิอาจทำลาย.

ไวน์ที่เป็นทั้งอาหารและเครื่องดื่ม, ที่เป็นยาบรรเทาโรคของคนมาแต่ดึกดำบรรพ์ ศาสตรจารย์คุณหญิงจินตนา ยศสุนทร ท่านเป็นไวน์น้ำอมฤตนั้น เพราะสำหรับข้าพเจ้า ท่านเป็นน้ำอมฤตที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของข้าพเจ้าเสมอมา."

3.แปลก แต่จริง ! เมื่อคืนที่ผ่านมา “ ปู่จิ๊บ “ ได้ อาศัย รถของ “ ปูเป้ “ เพื่อนนักศึกษาสถาบันการสร้างชาติ กลับมาลงแถว พาต้า ปิ่นเกล้า จากการไปร่วมศึกษาในหลักสูตร สถาบันการสร้างชาติ ( ซึ่ง ดร.แดน เป็นประธานสถาบัน ) และในรุ่นที่ 6 มีคุณไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ เป็นประธาน ( เป็นเพื่อนวิศวจุฬา 2510 ) คุณปูเป้ ขับรถไวและคล่องมาก : “ ไม่เป็นไรน่ะค่ะ “ เธอหันมาพูดกับปู่จิ๊บ

ซึ่งได้ตอบกลับว่า “ ไม่เป็นไร” และ เล่าให้เธอฟัง ถึง “อาจารย์จิตนา ยศสุนทร” ที่เคารพรัก ในแง่ของการ เป็นผู้หญิงเก่ง “แสดงออกในส่วนของการขับรถที่ไว้ คล่อง ที่เหนือกว่าผู้ชายด้วยซ้ำ” และสายๆวันนี้ หลังจาก “ทำงานข่าวสาระ เสร็จ” ก็มาเปิด เฟสบุ๊ค แล้วก็ได้เจอเรื่องดีๆจากเพื่อนจุฬาฯ จึงขออนุญาต เขียนถึง อาจารย์จินตนา ของพวกเรา “ชาวชมรมปาถกฎาและโต้ะวาที สจม. รุ่น /2512-4 เพราะ อาจารย์จินตนา ฯ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา มี พี่ฉายศิลปะ เชี่ยวชาญพิพัฒน์ เป็นประธาน มีกรรมการที่เอาการเอางานหลายท่าน เช่น พี่ปุ๊ก “วัลยา ปิยะรัตน์ (วิวัฒน์ศร ) หนูพูนศรี นัน เล็ก ฯลฯ อาจารย์จินตนา เป็นนักพูดตัวยง และมีอะไรที่โดดเด่นในตัวมากมาย เป็นหญิงแกร่ง เคยเป็นอดีตเสรีไทย ที่เป็นความใฝ่ฝัน และความสุดแสนจะประทับใจของคนหนุ่มสาวในยุคนั้น อาจารย์ จะให้แง่คิด คำแนะนำที่ดี ตรงไปตรงมา ในเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องของชมรมปาฐกถาและโต๊ะวาทีฯ และเรื่องนอกนี้จากเรื่องงาน ทำให้ชาวชมรมฯ ได้รับความรู้ความคิดมากมาย โดยการกล้าแสดงออก การตรงไปตรงมา การเคารพคน เคารพความจริง ฯ ทำงานอยู่หลายปี จึงมีความคุ้นเคยและสนิทกับอาจารย์พอควร ได้เจออาจารย์ทั้งที่ทำงานศาลพระเกี้ยว คณะอักษรศาสตร์ และมีโอกาสไปทานอาหารและฟังคำแนะนำจากอาจารย์ในเรื่องต่างๆที่มีคุณค่า

ดังที่ คุณโชติรส ได้กล่าวถึงอาจารย์ อย่างค่อนข้างครบถ้วน “บุคลิกของท่านอาจารย์ เป็นหนังสือทฤษฎีและตัวอย่าง ของแบบฝึกหัดสำหรับการปฏิบัติตนเพื่อการเป็นกุลสตรีที่มีคุณภาพ มีสติปัญญาและมีจริยธรรมสูง ท่านได้สร้างค่านิยมที่ดี ปูและชี้ทางของความจริง ความดีและความงามแก่ทุกคนที่มีโอกาสใกล้ชิดท่าน ท่านอาจารย์เป็นผู้ให้ความหวัง กระชับความตั้งใจมุ่งมั่น จนเป็นอุดมการณ์ชีวิตแก่ข้าพเจ้า ความเมตตาของท่าน เป็นอภิสิทธิ์ที่ข้าพเจ้าจารึกไว้ในดวงใจ ถ้าหากจะถามว่า “ ปู่จิ๊บเล่า ได้อะไรจากอาจารย์” คงเป็นความเป็นหญิงแกร่ง มุ่งมั่น มีเมตตา ฯ ส่วนเรื่องอุดมการณ์ล่ะ “คงได้มาจากหลายๆคน ที่มีอะไรหลายอย่างๆที่มาผสมให้เข้ากันจนตกผลึก” อีกส่วนหนึ่ง “คงเป็นสถานการณ์ของสังคมในยุคนั้น ที่ขวากหนามอุปสรรค คำสั่งของผู้มีอำนาจ ฯ ที่พุ่งเข้าใส่ตัวเราและเพื่อนมิตร ( เพื่อหวังหยุด หรือสยบให้เรากลัว แล้วเลิกรากันไป แต่นั่น มิใช่ใจของเรา)เพียงแค่เรารักความเป็นธรรม ต้องการทำสิ่งที่ความถูกต้อง ให้แก่สถาบัน ให้แก่ประชาชนและบ้านเมือง และความอดทนกล้าฝ่าฟันไปให้บรรลุ (คำขวัญของชาวอัสสัมชัญ : วิริยะอุตสาหะนำมาซึ่งความสำเร็จ)

สถานการณ์จึงมีส่วนสร้าง รวมทั้งจิตใจของเรา และเพื่อนมิตรสหายโดยเฉพาะ ธีรยุทธ ดร.ประสาร เพื่อนชาวจุฬาฯ และกรรมการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษา ( ดร.สมบัติ คุณเรวดี เสาวนีย์ จีรนันท์ ฯ) ที่ได้มาเจอกันร่วมกัน ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์ และคนในกระบวนการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ และ“ 13 กบฏ เรียกร้องรัฐธรรมนูญ ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และย่างก้าวมาถึงวัย 70 วันนี้ และคงจะต้องกล่าวถึง สิ่งหนึ่ง อาจจะเป็นเรื่องของศาสนา คำสอนของพ่อแม่ครูบาอาจารย์และแบบอย่างของผู้ใหญ่ผู้น้อยหลากคนที่ได้ผ่านมาในชีวิตหรืออาจจะมาจากกรรมพันธุ์ ที่ทำให้เรา“มีสุขกับการพอเพียง “ มีสุขง่ายๆ ไม่ต้องการอะไร, ไม่ว่าเงินทอง เกียรติชื่อเสียง หน้าตา ขอเพียงความถูกต้องเป็นธรรม การเคารพรักกันอย่างจริงใจ ก็ได้บ้างไม่ได้บ้าง แรกๆ มีส่วนผิดหวัง หรือเกิดอารมณ์ตอบโต้ เพราะรู้สึกว่า “ ไม่แฟร์” แต่เมื่อใช้สติปัญญาไตร่ตรอง “ จึงรู้ว่า ใครว่าใครทำอะไร ใส่เราหรือใครๆ ก็เขาเหล่านั้น ล้วนเป็นเจ้าของ มิใช่ตัวเราสักหน่อย ทำไมเราต้องไปใส่อารมณ์ไปตอบโต้ ก็แสดงว่า “ เรายังมีหน้าตา มีสังคม ที่เราแคร์” ก็พยายาม “ ลดละเลิก “ แม้ว่า “ ส่วนใหญ่ได้ แต่ก็นานปีมีหน ที่เกิดอารมณ์ “ แต่ก็พยายามหยุดยั้ง โดยหาวิธีหยุด ทำความเข้าใจ และบางครั้ง ก็ไม่ไปใส่ใจ ไม่ไปให้ความสำคัญกับ “สิ่งอื่นอขงคนอื่นเขา การให้ความสำคัญกับคนอื่น ลดความสำคัญในตัวเอง ทำให้มาก ให้มากกว่าเอา ทำด้วยหน้าที่ เสียสละ มันทำให้เรา มีสุขที่ปิดทองหลังพระ ฯ เพราะ “เราต้องการความสำเร็จของส่วนรวม มิใช่ตัวเองแต่อย่างใด”

คิดถึงคำสอน ความปรารถนาของ อ. จินตนา ในการเป็นครู จึงได้เห็นความยิ่งใหญ่ของหญิงแกร่ง และเมื่อมองถึง นักการเมือง ในยุคเลือกตั้ง ปี 2562 อยากจะเขียนถึงว่า “ การเป็นคนดี ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่เป็นนักการเมือง เป็นนายกรัฐมนตรี ลำบากยิ่งกว่า บางคนเลือกเป็นนักการเมืองที่ดี บางคนจำต้องรับหน้าที่นายกฯ ก็เพราะห่วงอนาคต อนาคตที่มิใช่ของตัวเอง แต่เป็นอนาคตของประเทศชาติ ของลูก ของหลาน และอนาคตของบ้านเมือง ขอฝากอนาคตนี้ ไว้ด้วย”

แต่ผม คงเดินหน้า ทำการเมือง ทำพรรคการเมืองของประชาชนต่อไป เพื่อเสริมหนุนพรรคดีคนดี และที่สำคัญ ต้องทำหน้าที่สร้างคนดี พรรคดี และบ้านเมืองที่ดีต่อไป จนแผ่นดินกลบหน้า