สมบัติ ภู่กาญจน์

การวิพากษ์วิจารณ์การเมือง ด้วยวิธีถามตอบปัญหาในลีลางานเขียนร้อยกรอง ที่ผมนำเสนอไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อาจารย์คึกฤทธิ์ได้พูดถึง ‘พระเจ้ายุธิษเฐียรกับหมา’ ในการตอบโคลงสี่สุภาพที่ผู้อ่านถามมาว่า “นักการเมืองที่ชอบประจบประแจงผู้มีอำนาจ นั้นพฤติการณ์ไม่ต่างอะไรกับหมา คนเราถ้าชอบทำอย่างหมาแล้ว จะดีอย่างไร?” ซึ่งคำถามข้อนี้ได้รับคำตอบจากคึกฤทธิ์ว่า ‘ก็คงได้ไปเกิดเป็นดาวครับ’ โดยยกตัวอย่างนิทานโบราณเรื่องพระเจ้ายุธิษเฐียรกับหมา ที่รักกันจนขึ้นสวรรค์ไปพร้อมกัน

กลับมาอ่านเรื่องเก่ากันอีกครั้งในวันนี้ ผมเกรงว่านิทานเรื่องพระเจ้ายุธิษเฐียรกับหมา นั้น คนรุ่นใหม่บางคนอาจจะไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน เพราะความรู้อย่างนี้ จะมีอยู่ในคำตอบของครูgooในยุคนี้หรือไม่ ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน?

คิดแล้ว ผมจึงอยากนำเรื่องราวน่ารักเรื่องนี้ มาบอกกล่าวเล่าไว้ให้คนรุ่นหลัง ที่อาจจะยังไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน ได้รับฟังเอาไว้ประดับสติปัญญา เรื่องราวนี้อาจารย์คึกฤทธิ์เขียนไว้ในข้อเขียนชุดหนึ่งในช่วงปี พ.ศ. 2495-96 ที่ต่อมาได้รับการรวบเล่มเป็นหนังสือแล้วตั้งชื่อเรื่องว่า‘ห้วงมหรรณพ’ที่หลายคนคงรู้จักดี ผมเองอ่านหนังสือเล่มนี้อยู่หลายครั้ง จนถึงประมาณปี 2519 ผมได้คุยกับอาจารย์คึกฤทธิ์พร้อมเสนอความเห็นว่า ถ้าเราจะแยกเรื่องหมาออกมาจากหนังสือเล่มนี้ แล้วeditอีกนิดหน่อย ก็จะได้เป็นหนังสือใหม่น่าอ่านอีกเล่มหนึ่ง อาจารย์เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร? อาจารย์คึกฤทธิ์ฟังแล้วพยักหน้า บอกผมว่า “เห็นชอบด้วยทุกประการ และขอบคุณมากที่มาช่วยกันคิดพัฒนางานที่ผมทำๆไปแล้ว นี่คือสิ่งที่ผมต้องการคนทำอยู่ แต่ยังหาไม่เคยพบสักที เรื่องนี้คุณเอาไปจัดการได้เลย ผมมอบให้ ทำเสร็จเมื่อไหร่ ผมขอแค่เอาพิมพ์แจกในงานวันเกิดผมสักปีนึงเท่านั้น นอกจากนั้นคุณเอาไปพิมพ์ขายหาสตางค์ใช้ได้เลย ผมยกให้ ในฐานะที่ช่วยคิดช่วยทำงานของผม ให้มันมีชีวิตชีวาขึ้นมา”

นิทานเรื่องนี้ จึงมาปรากฏอีกครั้งในหนังสือชื่อ ‘เรื่องของคนรักหมา’ ซึ่งนายสมบัติ ภู่กาญจน์ เป็นผู้รวบรวมเรียบเรียงออกแบบจัดรูปเล่มและพิมพ์ครั้งแรกแจกในงานวันเกิดของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2520 หลังคึกฤทธิ์เป็นนายกฯ และพ้นยุคประชาธิปไตยเริงร่า/วีรชนกู้ชาติ/และผู้กล้าหาญเข้าป่า ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งความสำเร็จและความล้มเหลวเหล่านั้น ผมยังจำสถานการณ์ทุกอย่างได้ดี

นิทานโบราณน่ารักเรื่องพระเจ้ายุธิษเฐียรกับหมา ที่เป็นฝีมืองานเขียนของคนรักหมาชื่อคึกฤทธิ์ ปราโมช นั้น มีเนื้อความดังต่อไปนี้

****************************************

หมานั้น เป็นสัตว์ที่เปลี่ยนจิตเปลี่ยนใจไปจนหมดสิ้นเพื่อให้เข้ากับคนได้ และเปลี่ยนวิถีชีวิตโดยสิ้นเชิง เพื่อทำตัวให้เป็นสัตว์บ้านโดยแท้ ไม่มีธาตุของสัตว์ป่าหลงอยู่ในตัวอีกเลย
สัตว์อื่นใดที่จะเชื่องสนิทเหมือนหมา และมีความผูกพันกับมนุษย์ด้วยใจสมัครยิ่งกว่าสัตว์อื่นใดในโลก นั้นเห็นจะไม่มี

คัมภีร์มหาภารตะของอินเดีย มีนิยายเกี่ยวกับหมาอยู่เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจอยู่

กษัตริย์วงศ์ปาณฑพพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่าพระเจ้ายุธิษเฐียร ทรงมีเดชมีอำนาจมาก แผ่พระเดชปกครองไปทั่วชมพูทวีปเป็นเวลาถึงสามสิบหกปี อยู่ๆมาพระเจ้ายุธิษเฐียรปลงพระชนมายุของพระองค์เองว่า เห็นจะอยู่ต่อไปอีกไม่นาน จึงเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยือนและลาราษฏรทั่วพระราชอาณาจักร โดยมีพระมเหสีและพระอนุชาอีกสี่พระองค์โดยเสด็จด้วย ครั้นแล้ว กษัตริย์ทั้งหกพระองค์ก็เสด็จขึ้นภูเขาหิมาลัยแต่โดยลำพัง ตั้งพระทัยว่าจะไปให้ถึงสวรรค์ ราชบริพารทั้งปวงก็ส่งเสด็จเพียงแค่เชิงเขาหิมาลัย แล้วทูลลากลับพระนคร แต่ยังมีสุนัขตัวหนึ่ง ที่พระเจ้ายุธิษเฐียรทรงเลี้ยงไว้ สุนัขตัวนี้หาได้กลับไม่ แต่เดินตามพระเจ้ายุธิษเฐียรขึ้นภูเขาหิมาลัยไป เนื่องด้วยทางเดินไปสู่สวรรค์นั้นทุรกันดารนัก พระมเหสีและพระอนุชาอีกสี่พระองค์ มิสามารถทนความลำบากและความเหน็ดเหนื่อยได้ ก็ล้มลงสิ้นพระชนม์ไปทีละองค์ จนหมด คงเหลือแต่พระเจ้ายุธิษเฐียรเสด็จพระราชดำเนินต่อไปโดยไม่หยุดยั้ง และมีหมาตามเสด็จหนึ่งตัว

ขณะที่เสด็จพระราชดำเนินอยู่นั้น ปรากฏว่าฟ้าผ่าลงมาเปรี้ยงใหญ่ และพระอินทร์ ผู้มีรัศมีอันสว่างก็มาปรากฏอยู่ต่อพระพักตร์พร้อมด้วยราชรถ แล้วพระอินทร์จึงเชิญเสด็จพระเจ้ายุธิษเฐียรให้ขึ้นรถไปสู่สวรรค์

แต่พระเจ้ายุธิษเฐียรไม่ยอมขึ้นรถพระอินทร์ บอกให้พระอินทร์ไปรับพระมเหสีและพระอนุชามาก่อน พระอินทร์ก็ตอบว่า กษ้ตริย์เหล่านั้นไปคอยพระองค์อยู่บนสวรรค์แล้ว พระเจ้ายุธิษเฐียรได้ยินพระอินทร์ทูลดังนั้น ก็ทรงกระทำอย่างที่ ‘สุภาพบุรุษผู้คบหมาเป็นมิตร’จะพึงกระทำคือ เปิดประตูรถพระอินทร์แล้วเชิญหมาให้ขึ้นรถก่อน พระอินทร์เห็นดังนั้นก็ตกใจ ทูลว่าหมาขึ้นสวรรค์ไม่ได้ เพราะจะทำให้สวรรค์ซวยหมด ขอให้พระองค์ไล่หมาให้กลับไปเมืองมนุษย์เสียเถิด พระเจ้ายุธิษเฐียรฟังแล้วก็ดำรัสตอบอย่างที่ ‘ผู้รักหมาจะพึงตอบ’ ว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ขึ้นสวรรค์ละ” พระอินทร์ผู้ซึ่งไม่เคยเลี้ยงหมาเพราะเคยเลี้ยงแต่ช้าง ก็ถามว่า “ทำไม?” พระเจ้ายุธิษเฐียรก็ตอบเป็นคาถาน่าฟังว่า

“ หมานั้นคือผู้ภักดีอย่างยิ่ง เป็นผู้ซื่อสัตย์ในยามทุกข์ เป็นผู้ให้ความมั่นใจในยามสงสัย และเป็นผู้ให้ความรักและมิตรภาพ ในยามที่เราเหลือแต่ตัวคนเดียว ”

พระอินทร์ได้ฟังดังนั้นก็งงๆไป แต่ก็ยังยืนกระต่ายขาเดียวว่า หมาขึ้นสวรรค์ไม่ได้เด็ดขาด พระเจ้ายุธิษเฐียรจึงตอบว่า สวรรค์นั้นอาจเป็นแดนสุขาวดีของคนอื่น แต่สำหรับพระองค์นั้น ถ้าเอาหมาไปไว้ด้วยไม่ได้ก็คงปราศจากสุข เพราะจะต้องทรงเป็นห่วงคิดถึงหมา จากนั้นก็ทรงอบรมจิตใจพระอินทร์ต่อไปอีกยืดยาวว่า พระองค์เป็นกษัตริย์ และเป็นบุรุษชาติอาชาไนย การที่จะละทิ้งผู้ที่รักพระองค์นั้นเป็นบาป พระองค์ไม่เคยละเลยผู้ที่ภักดีในพระองค์หรือเกรงกลัวพระองค์ ไม่เคยละเลยผู้ที่ยึดถือเอาพระองค์เป็นสรณะ หรือผู้ที่ขอรับพระกรุณา หรือผู้ที่อ่อนแอ หรือผู้ที่หมดอำนาจไม่สามารถป้องกันตนเองได้

พระอินทร์โดนเข้าท่านี้ ก็จนใจ บ่นตุบ ๆ ตับ ๆ อยู่พักใหญ่แล้วก็ยอมแพ้

ชัยชนะเป็นของพระเจ้ายุธิษเฐียร ผู้ไม่ยอมขึ้นสวรรค์ถ้าหากหมาตามไปด้วยไม่ได้ และด้วยฤทธิ์ของพระอินทร์ หมาก็กลายเป็นเทพบุตร มีรัศมีอันสว่าง พร้อมที่จะขึ้นสวรรค์ไปกับพระเจ้ายุธิษเฐียรได้ พระเจ้ายุธิษเฐียรจึงยอมเสด็จขึ้นรถพระอินทร์

เขาว่ากันว่า ดาวหมาที่ขึ้นสว่างในตอนดึกนั้น คือรัศมีอันสว่างของหมาพระเจ้ายุธิษเฐียร

****************************************

เรื่องเล่าของอาจารย์คึกฤทธิ์ก็จบลงเพียงแค่นี้ นิทานเรื่องนี้สอนให้คนรุนเก่าที่ชอบด่าว่าคนอื่น ว่าไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้เหมือนหมา ขอได้โปรด ‘คิดให้ลึกมองให้กว้าง’ ว่า ความเห็นที่คุณอยากมีให้กับใครคนใดคนหนึ่งที่คุณไม่ชอบ นั้น อาจจะเป็นการดูถูกหมาบางตัวเกินไปก็ได้ - นี่เป็นคำเตือนจากคึกฤทธิ์