"กฤษฏา” เข็นแพ็คเก็จยักษ์ อัดงบ 1.2 แสนล้านบาท ชงครม.ช่วยดันราคา ยาง ปาล์ม ข้าวโพดครบเซ็ต เป็นของขวัญปีใหม่เกษตรกร

วันนี้ (3 ธ.ค.61) นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า วันที่ 4 ธ.ค.61 จะเสนอ ครม.พิจารณาเห็นชอบ มติคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ(กนย.)ในโครงการบรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกรชาวสวนยางพารา จ่ายชดเชยไร่ละ1.8 พันบาท ไม่เกินรายละ15 ไร่ งบกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท โครงการรณรงค์สร้างถนน 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร ใช้งบสะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวม 9.2 หมื่นล้านบาท และแบ่งเป็นงบซื้อน้ำยางจากเกษตรกร 1.6 หมื่นล้านบาท ดูดซับน้ำยางออกจากตลาด 1.4 ล้านตัน และโครงการส่งเสริมสถาบันเกษตรกร สหกรณ์ให้มีบทบาทรักษาเสถียรภาพราคายางพารา เป็นเงินสินเชื่อ 5 พันล้านบาท โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธ.ก.ส.)ให้สหกรณ์ กู้ดอกเบี้ยร้อยละ 0.10 ไปรับซื้อน้ำยางจากเกษตรกรเพื่อแปรรูปยางส่งออก และมาตรการช้อปช่วยชาติ ให้ประชาชนที่ซื้อล้อยางผลิตในประเทศ นำไปหักภาษีเงินได้

ภายในวันที่ 26 ธ.ค.นี้จะเริ่มจ่ายเงินให้เกษตรกรได้เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่แก่ชาวสวนยางทั่วประเทศ ส่วนโครงการทำถนนยางพาราทุกหมู่บ้าน เบื้องต้นประมาณ 7.5 หมื่นกิโลเมตร จะได้แบบสเปกจากกรมทางหลวง วันที่ 10 ธ.ค.เป็นแบบก่อสร้างถนนงานดินซีเมนต์ผสมยางพาราซึ่งเป็นถนนดินลูกรังอัดแน่นผสมยางพาราและผงปูนซีเมนต์ ในแต่ละพื้นที่ซึ่งมีลักษณะดินแตกต่างกัน อัตราส่วนผสมจึงแตกต่างกันบ้าง ดังนั้นเมื่อได้แบบก่อสร้างและสูตรถนนสำหรับแต่ละชุดดินต้องเร่งประสานกรมบัญชีกลางกำหนดราคากลางตามแบบและสูตรที่กรมทางหลวงรับรอง

นอกจากนี้ กยท. ยังจะจัดทำคู่การทำถนนงานดินซีเมนต์ผสมยางพาราที่เข้าใจง่ายแจกจ่ายไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทุกแห่ง ขณะนี้ประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดสำรวจเงินสะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและระยะทางของถนนที่แต่ละอปท. จะสร้างซึ่งที่แสดงความประสงค์มา ยางกว่า 1 กิโลเมตรทั้งสิ้น ซึ่งกยท. จะได้นำมาคำนวณความต้องการในการใช้น้ำยางมาเป็นส่วนผสมและทำหน้าที่ส่งน้ำยางสดจากสถาบันเกษตรกรแก่อปท. ถนน หากจังหวัดใดเกษตรกรไม่ได้ผลิตน้ำยางสดหรือน้ำยางสดในพื้นที่ไม่เพียงพอ ให้รับจากเกษตรกรในจังหวัดใกล้เคียงที่ใกล้ที่สุดเพื่อลดต้นทุนการขนส่ง ขณะนี้หลายจังหวัดได้ดำเนินการไปบ้างแล้ว โดยใช้งบประมาณของปี 2560 ได้แก่ อบจ. ปราจีนบุรี บึงกาฬ หนองบัวลำภู ขอนแก่น เป็นต้น โดยที่ขอนแก่นนั้น ปริมาณน้ำยางสดไม่เพียงพอ ได้รับซื้อจากเกษตรกรจังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งจะใช้เป็นต้นแบบในการดำเนินการในจังหวัดอื่นๆ ด้วย พร้อมส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง ประสานกับกระทรวงการคลัง รณรงค์มาตรการ “ใช้ช่วยชาติ” เพื่อให้ประชาชนซื้อผลิตภัณฑ์ที่มียางพาราเป็นวัตถุดิบ แล้วนำลดหย่อนภาษี

“ได้สั่งการให้ทูตเกษตรทุกประเทศเผยแพร่มาตรการเร่งด่วนให้ต่างประเทศรับทราบ ตลาดโลกจะเห็นถึงสต็อกยางพาราที่จะลดลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ สามารถกระตุ้นราคาซื้อขายล่วงหน้าให้ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะมีผลให้ราคาในประเทศปรับสูงขึ้นด้วย นอกจากนี้มาตรการระยะยาวในการรักษาเสถียรภาพราคายางพาราได้แก่ การลดพื้นที่ปลูกยางในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมลงร้อยละ 30 อีกทั้งสั่งการให้กยท. ให้ศูนย์วิจัยยางพาราทุกแห่งและกรมวิชาการเกษตรเร่งวิจัยพัฒนาสายพันธุ์ยางพารา มีผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น ลดต้นทุนการผลิต พัฒนาคุณภาพน้ำยาง ยกระดับศักยภาพเกษตรกรให้แข่งขันกับประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติอื่นๆ ได้”รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

พร้อมกันนี้ จะเสนอครม. รับทราบการเพิ่มพื้นที่จังหวัดที่ร่วมโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา 4 จังหวัดได้แก่ มุกดาหาร เลย อำนาจเจริญ และยโสธร จากเดิมมีเข้าร่วมโครงการ 33 จังหวัด รวมเป็น 37 จังหวัด ทั้งนี้พื้นที่ที่ต้องดูแลใกล้ชิดเป็นพิเศษคือ จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งก่อนหน้านี้มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการมา 9 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกาฬสินธุ์ ขอนแก่น นครพนม มหาสารคาม ร้อยเอ็ด สกลนคร หนองคาย หนองบัวลำภู และจังหวัดอุดรธานี โดยเกษตรกรทำนา แต่ไม่เคยปลูกข้าวโพดสลับกับทำนาเหมือนในภาคอื่นๆ จึงได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเข้าไปให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด

ขณะนี้หลายจังหวัดเริ่มปลูกแล้วนับตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งปีนี้ได้รับความร่วมมือจากเอกชนอย่างดีทั้งสมาคมผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ของไทยในการเป็นพี่เลี้ยงให้เกษตรกรและสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ซึ่งจะรับซื้อผลผลิตทั้งหมดในโครงการ โดยให้ราคาตามกลไกตลาด รับประกันไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 8 บาท ที่ความชื้น 14.5 % ขณะนี้มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการแล้วรวมพื้นที่กว่า 750,000 ไร่ มีเป้าหมายจะผลักดันให้ถึง 1 ล้านไร่ เพื่อเป็นต้นแบบสำหรับการขยายผลพื้นที่เพิ่มพื้นที่ปลูกในปีหน้า

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร รายงานความคืบหน้าล่าสุดของโครงการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูกาลทำนาว่า จากการสำรวจความต้องการของเกษตรกรที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการใน 33 จังหวัดมี 1,017,998 ไร่ สมัครเรียบร้อยแล้ว 750,596 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 73.73 ของพื้นที่สำรวจ โดยจังหวัดดำเนินการสมัครได้ร้อยละ 75 – 90 แล้วได้แก่ นครสวรรค์ ตาก เพชรบูรณ์ แพร่ กาฬสินธุ์ พะเยา อุทัยธานี หนองบัวลำภู ปราจีนบุรี น่าน พิจิตร กำแพงเพชร ชัยนาท และร้อยเอ็ด ส่วนจังหวัดที่สมัครได้ร้อยละ 50 – 74 ได้แก่ พิษณุโลก อุตรดิตถ์ สุรินทร์ บุรีรัมย์ ลำปาง มหาสารคาม ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ชัยภูมิ ขอนแก่น อุดรธานี สุโขทัย เชียงราย หนองคาย และนครราชสีมา สำหรับจังหวัดที่สมัครแล้วร้อยละ 25 – 49 ได้แก่ ลำพูน สระบุรี และนครพนม โดยมีจังหวัดสกลนครดำเนินการสมัครได้น้อยที่สุดอยู่ที่ร้อยละ 11 ของพื้นที่สำรวจ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ กำลังเร่งให้อำนวยความสะดวกแก่เกษตรกรเพื่อให้พื้นที่สมัครได้ไม่น้อยกว่า 1 ล้านไร่ ภายในวันที่ 15 ม.ค.62

นายกฤษฏา กล่าวอีกว่า จะเสนอครม. พิจารณาโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนปาล์ม ตามมติคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ รวมทั้งจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำน้ำมันปาล์มไปใช้ เพื่อลดปริมาณปาล์มในสต็อก มั่นใจจะทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นโดยนำโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนปาล์มคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) ครั้งที่ 4/2561 มีมติให้ดำเนินมาตรการเร่งด่วนในการช่วยเหลือค่าครองชีพให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นผู้รับผิดชอบโครงการฯ จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ งบประมาณรวมกว่า 3,458 ล้านบาท แบ่งเป็น งบที่จ่ายให้เกษตรกร 3,375 ล้านบาท งบชดเชยต้นทุนเงินของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งจะสำรองจ่ายเงินให้เกษตรกรไปก่อน อัตราต่ำสุดของอัตราดอกเบี้ยฝากประจำ 6 เดือน (FDR)+1 รวมประมาณ 73.4 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของธ.ก.ส. รวม 1.5 ล้านบาท และงบบริหารโครงการ วงเงิน 8.3 ล้านบาท

ค่าครองชีพดังกล่าวจะจ่ายให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มที่มีปาล์มน้ำมันซึ่งให้ผลผลิตแล้ว (อายุมากกว่า 3 ปี) 150,000 ราย พื้นที่รวมทั่วประเทศ 2.25 ล้านไร่ โดยเป็นการช่วยเหลือตามพื้นที่ปลูกจริงในอัตราไร่ละ 1.5 พันบาท รายละไม่เกิน 15 ไร่ ทั้งนี้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันกับกรมส่งเสริมการเกษตรภายในเดือนธันวาคม 2561 กรณีที่ขึ้นทะเบียนไว้แล้วให้มาปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันที่สำนักงานเกษตรอำเภอและจังหวัด ทั้งนี้ต้องปลูกปาล์มในพื้นที่มีเอกสารสิทธิ รวมถึงปลูกในพื้นที่ให้สิทธิ์ตามหนังสือของกรมป่าไม้ 47 รายการ วงเงิน 3,375 ล้านบาท เพื่อให้เกษตรกรสามารถรักษาคุณภาพผลผลิตไว้ได้ ไม่ต้องรีบตัดปาล์มขาย มีระยะเวลาให้ผลปาล์มสะสมน้ำมันได้มากกว่าร้อยละ 18 ตามมาตรฐานจึงค่อยตัด

ด้าน นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในฐานะเลขานุการกนป. กล่าวว่า โครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนปาล์มใช้เงิน ธ.ก.ส. สำรองจ่ายและธ.ก.ส. เสนอขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ตามความจำเป็นและเหมาะสมหรือตามความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง ส่วนของมาตรการเร่งรัดการใช้น้ำมันปาล์มภายในประเทศที่ได้ผ่านความเห็นชอบของ ครม. ไปแล้วนั้น ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำน้ำมันปาล์ม 160,000 ตันไปผลิตกระแสไฟฟ้า ให้แล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 และจะเร่งรัดประสานกรมธรุกิจพลังงาน กระทรวงพลังงานนำไปผสมน้ำมันดีเซลเป็น น้ำมัน B 20 เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงของรถบรรทุกขนาดใหญ่ ซึ่งมั่นใจว่า มาตรการทั้งหมดนี้จะส่งผลให้สต๊อกน้ำมันปาล์มลดลงและเกษตรกรสามารถขายปาล์มน้ำมันได้ราคาสูงขึ้นตามลำดับ