ศ.ดร.ไชยา ยิ้มวิไล

สัปดาห์ที่ผ่านมา “ความเคลื่อนไหวทางการเมือง” คึกคักอย่างมาก โดยเฉพาะการสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เฉพาะวันจันทร์ที่แล้วที่เป็นวันสุดท้ายเท่านั้น ต่อมาวันอังคารเริ่มสมัครสมาชิกวุฒิสภาจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา จนมีแต่การรายงานข่าวของการเมืองกันตลอดสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม เราคงต้องติดตามการเคลื่อนไหวทางการเมืองกันต่อไป เนื่องด้วย “การประชุมแม่น้ำ 4 สาย” ในวันที่ 7 ธันวาคม ที่จะถึงนี้ ที่จะพบกันระหว่างทั้ง “คสช. รัฐบาล สนช. กรธ.” ร่วมกับบรรดา “พรรคการเมือง”ทั้งหลายกรณี “การปลดล็อคพรรคการเมือง” ใน “การทำกิจกรรมทางการเมืองอย่างเปิดเผย” ดังนั้นเดือนธันวาคมการเมืองไทยจะ “เดินหน้าประเทศไทยเข้าสู่โหมดการเมืองอย่างแท้จริง!”

เอาล่ะ “การเมืองไทยก็ว่ากันไป” แต่ “การเมืองต่างประเทศ” ก็คึกคักไม่แพ้กัน โดยเฉพาะกรณี “เบร็กซิท  (BREXIT)” ที่กลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปหรือ “อียู” ลงมติยอมรับข้อตกลงการออกจากอียูของสหราชอาณาจักรเมื่อต้นสัปดาห์ที่แล้ว โดยบรรดาผู้นำ 27 ชาติสภาชิกของ “สหภาพยุโรป” หรือ “อียู” ได้ลงมติยอมรับข้อตกลงการออกจากอียูของอังกฤษ หรือ “เบร็กซิท” แล้วที่กรุงบรัสเซลส์ของเบลเยียม ดังนั้นกระบวนการเบร็กซิทของรัฐบาลอังกฤษ ทั้งนี้ก็ยังคงต้องเผชิญกับอุปสรรคใหญ่จากความขัดแย้งภายในประเทศอังกฤษกันเองที่ยังต้องก้าวข้ามกันอีกเยอะ ถือได้ว่าเป็นความคืบหน้าไปอีกขั้น เมื่อที่ประชุมได้บรรลุข้อตกลงที่มีรายละเอียดเกือบ 600 หน้า ตามที่รัฐบาลนายกรัฐมนตรี เทเรซา เมย์ ของอังกฤษเสนอ โดยเอกสารมีเนื้อหาเกี่ยวกับข้อกำหนดเงื่อนไขต่างๆ ของการแยกตัวออกจากอียูและ “กำหนดกรอบเค้าโครงของความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษกับอียู” โดยหลังจากนี้ นายกรัฐมนตรี เทเรซา เมย์ จะต้องนำข้อตกลงฉบับนี้เข้าที่ประชุมสภานิติบัญญัติของอังกฤษ เพื่อให้เหล่าสมาชิกลงมติเห็นชอบและรองรับร่างข้อตกลงดังกล่าวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นว่า กระบวนการเบร็กซิทอาจไม่ได้ง่ายดายอย่างที่เห็น เมื่อพรรคฝ่ายค้านและสมาชิกส่วนหนึ่งของ “พรรคอนุรักษ์นิยม (Conservative)” รวมถึงพรรคร่วมรัฐบาลมีแนวคิดที่ไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงเบร็กซิทฉบับล่าสุด ที่เมย์นำเสนอต่อสหภาพยุโรป ในกรณีที่สภานิติบัญญัติอังกฤษไม่อนุมัติข้อตกลงดังกล่าว อาจจะเป็นผลให้อังกฤษต้องแยกตัวออกจากอียูตามกำหนดเดิมคือวันที่ 29 มีนาคม แบบ “No Deal” คือ “ไม่มีข้อตกลงใดๆ” เกี่ยวกับความสัมพันธ์ทั้งในเชิงการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมกับอียู ซึ่งความไม่แน่นอนในกรณีนี้ จะส่งผลให้ปฎิสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายต้องสะดุดหรือหยุดชะงักไปเลยก็เป็นได้! 

นอกจากความเสี่ยงเบื้องต้น ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเพราะข้อตกลงเบร็กซิท ยังส่งผลต่อเก้าอี้ผู้นำประเทศของนายกรัฐมนตรีเมย์ ที่สมาชิกสภามีแนวโน้มรวมตัวขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ บีบให้เมย์กระเด็นออกจากตำแหน่ง หรือประกาศยุบสภา ซึ่งหากเลือกยุบสภาแต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลรักษาการณ์ได้ใน 14 วัน สภาก็ต้องลงมติให้ได้ 2 ใน 3 ของสมาชิกทั้งหมดเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ สำหรับสถานการณ์ในขณะนี้ พรรคฝ่ายค้านและพรรครัฐบาลส่วนใหญ่ ต่างแสดงท่าทีชัดเจนว่า จะไม่ยอมลงมติถ้ารัฐบาลเมย์ไม่จัดการลงประชามติให้ประชาชนตัดสินใจอีกครั้ง โดยต้องเป็น “การลงประชามติสองรอบ” รอบแรกถามความสมัครใจที่จะออกจากอียู ซึ่งหากผลคือยืนกรานที่จะไป การลงประชามติรอบสองก็คือถามถึงเงื่อนไขเบร็กซิทว่าต้องการไปในรูปแบบใด

ทั้งนี้ไม่ว่า เทเรซา เมย์ จะลาออก ยุบสภา หรือเลือกทำประชามติ ทางเลือกในขณะนี้ล้วนส่งผลให้กระบวนการเบร็กซิทของอังกฤษ มีแนวโน้มล่าช้าไปจากกำหนดการเดิมในวันที่ 29 มีนาคมปีหน้าทั้งสิ้น และผู้ที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือภาคธุรกิจของแดนผู้ดีที่ต้องการความชัดเจนเพื่อการค้าและการลงทุนกับอียูต่อไป นายโดนัลด์ ทัสค์ ประธานสภายุโรป ระบุทางทวิตเตอร์ว่า ผู้นำชาติสหภาพยุโรปลงมติอนุมัติข้อตกลงถอนตัวจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร หรือ เบร็กซิท แล้ว โดยในขั้นตอนต่อไป ข้อตกลงนี้จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาสหราชอาณาจักร และนายฌอง-โคลด ยุงเกอร์ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป บอกว่า สหราชอาณาจักรต้องรับรู้ว่านี่เป็น “ข้อตกลงเดียวที่เป็นไปได้”

การอนุมัตินี้เป็นผลลัพธ์จากการเจรจายาวนานกว่า 18 เดือนระหว่างทั้งสองฝ่ายหลังจากอังกฤษเริ่มใช้มาตรา 50 ของ “สนธิสัญญาลิสบอน” เพื่อเริ่มต้นกระบวนการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) อย่างเป็นทางการ

สหราชอาณาจักรวางแผนว่าจะออกจากอียูในวันที่ 29 มีนาคม 2019 โดยคาดว่ารัฐสภาสหราชอาณาจักรจะลงมติเห็นชอบข้อตกลงนี้ในช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้ แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องง่ายเนื่องจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากหลายพรรคมีท่าทีไม่เห็นด้วย โดยเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้เรียกร้องให้สาธารณชนสนับสนุนข้อตกลงนี้โดยบอกว่านี่เป็นข้อตกลงที่ดีที่สุดที่เธอจะเจรจาได้ และนี่เป็นการเคารพต่อเสียงประชามติเมื่อปี 2016

นายโดนัลด์ ทัสก์ ประธานคณะมนตรียุโรป นายฌอง-โคลด ยุงเกอร์ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ( อีซี )  และนายมิเชล บานิเยร์ หัวหน้าคณะเจรจาเบร็กซิตของอียู แถลงเมื่อวันอาทิตย์ ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมวาระฉุกเฉินของสมาชิกสหภาพยุโรป ( อียู ) 27 ประเทศ ซึ่งใช้เวลาหารือไม่ถึง 1 ชั่งโมง ว่าสมาชิกบรรลุฉันทามติรับรองร่างข้อตกลงเบร็กซิตที่รัฐบาลสหราชอาณาจักรเสนอมา เป็นเอกสารความยาว 585 หน้า โดยการรับรองของอียูเป็นการรับรองในเบื้องต้นว่า การพ้นสถานภาพสมาชิกอียูของสหราชอาณาจักรจะเป็นไปตามกำหนดเดิม คือในวันที่ 29 มีนาคม 2562

ขณะเดียวกัน ยุงเกอร์กล่าวว่าเอกสารฉบับนี้คือ "ทางออกที่ดีและเหมาะสมที่สุด" สำหรับทั้งสองฝ่าย ซึ่งใช้เวลาหารือกันนานกว่า 2  ปี หรือนับตั้งแต่ผลการลงประชามติครั้งประวัติศาสตร์ของสหราชอาณาจักร เมื่อเดือนมิถุนายน 2559 และจะยังคงสถานะของการเป็น "พันธมิตรที่ดี" ต่อกันตลอดไป อย่างไรก็ตาม คำกล่าวของยุงเกอร์ถือเป็นคำเตือนอย่างมีนัยต่อนายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ว่าฝ่ายอียูไม่ต้องการปรับเปลี่ยนหรือยกเลิกเนื้อหาตอนใดจากข้อตกลงฉบับนี้อีก หมายความว่าผู้นำหญิงของสหราชอาณาจักรจะต้องพบกับงานหนัก ในการนำร่างข้อตกลงฉบับเดียวกันนี้เข้าสู่การอภิปรายและลงมติจากสภาสามัญภายในสิ้นปีนี้