ชัยวัฒน์ สุรวิชัย

แนวทางการเลือกตั้งทั่วไป ปี 2562 ของประชาชนไทย กับ “ คณิตศาสตร์ทางการเมืองการเลือกตั้ง ได้กล่าวในเชิงหลักการ แลเหตุผล ถึงเหตุของการเปลี่ยนแปลงใหญ่ ที่มีระยะเปลี่ยนผ่าน ตอนนี้ เรามาพิจารณาดู หลักการ หรือ คณิตศาสตร์ทางการเมืองการเลือกตั้ง โดย มีโจทย์ ที่กำหนดไว้ ที่สำคัญดังนี้

1.นายกรัฐมนตรี มาจาก เสียงเกินครึ่งหนึ่งของ รัฐสภา 750 คน ที่มาจาก การเลือกตั้ง สส. เขต 350 และ สส.บัญชีรายชื่อ 150 = 500 คน มาจาก สว.ที่มาจากประชาชนและ การจัดสรรของรัฐบาล ที่เลือกโดย คสช. = 250 คน ข้อเท็จจริง ในส่วนของ สว.นั้น รัฐบาล อาจจะไม่สามารถกุมได้ทั้งหมด ได้ 200 ก็เก่งแล้ว แต่ประเด็นนี้ นักวิจารณ์ทางการเมือง มักจะไม่รู้ หรือ ไม่พูดถึง
แต่ อย่าไปประมาท “ นักเลือกตั้ง ที่เป็นเจ้าของทุน เจ้าของพรรค ที่เขารู้จริง มีข้อมูลแม่น “

2.ส่วนประธานรัฐสภา มาจาก เสียงของ สส. 500 คน
หากพรรคใด ได้ ทั้งนายกรัฐมนตรี และประธานรัฐสภา หรือ มีเสียงข้างมากทั้งสองสภา จะบริหารงานง่าย แต่หาก ได้เฉพาะ ตำแหน่งนายกฯ แต่ไม่ได้ประธานสภา คือ เสียงในรัฐสภา มากกว่า 375 แต่เสียงใน สส. น้อยกว่า 250 ( การรวบรวมเสียง ของแต่ละฝ่าย ) ก็บริหารงานยาก และ อาจจะมีวิกฤต ที่รอคอยอยู่ ข้างหน้า หลังจากการเลือกตั้ง แม้โอกาส จะเป็นไปได้น้อย ( ตามสถานการณ์ที่พลิกผันไปในช่วงนี้ ) แต่ก็อาจจะมีโอกาสพลิกอีกรอบก็ได้

มาพิจารณาความคิดเห็น ของนักวิชาการบางท่าน รวมทั้งปู่จิ๊บดู ว่า มีหลักเกณฑ์ หลักคิดอย่างไร โดยกว้างๆ : พรรคการเมืองใหญ่ มีความปรารถนาจะได้เสียง ทั้งสส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่อ

1. สส. เกิน 375 เสียง จากเสียงทั้งหมด 750 เสียง = ได้กุมทั้งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ
2. สส. เกิน 250 เสียง จากเสียงทั้งหมด 500 เสียง = ได้เป็นฝ่ายบริหาร
3. สส. มากที่สุด = การได้สิทธิ์ ( อย่างไม่เป็นทางการ ) ในการจัดตั้งรัฐบาลก่อน
4. สส. 50 -100 เสียง = การร่วมรัฐบาล หรือเป็นตัวแปร มีโอกาส เป็นนายกฯ
5. สส. 20 เสียง = สิทธิ ในการเสนอญัตติ ได้เอง
6. สส. 1 เสียงขึ้นไป = การมีบทบาททางสภาฯ อาจจะเป็นทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านฯ

ภาพของพรรคการเมืองในสภาจะมี : พรรคใหญ่ พรรคขนาดกลาง พรรคเล็ก และพรรคจิ๋ว

1.พรรคการเมืองที่มีขนาดใหญ่ = 120 - 150 ( ซึ่งพรรคใหม่ เริ่มมาแรง กว่าพรรคเก่า ) ก็ต้องมาพิจารณาว่า “ โดยความสามารถที่เป็นจริงของพรรคตน จะมีโอกาสและเงื่อนไข จะได้ สส.เท่าใด เช่น มีอดีต สส. เก่า หรือ อดีต สส. ที่ย้ายเข้ามา และผู้สมัครฯ ที่มีศักยภาพ รวมแล้ว เท่าใด หากได้มากเกินไป ก็จะต้อง ไปตั้งพรรคใหม่ ตามเงื่อนไขและโอกาส ฉะนั้นพรรคเก่า หรือ พรรคใหม่ ที่มีศักยภาพ อาจจะต้อง แตกพรรค ออกไป เป็น 2 พรรค หรือ 3-4-5-6 โดยแบ่งเป็น พรรคที่มีโอกาสจะได้ สส.เขต หรือ สส. บัญชี รายชื่อ เป็นหลัก มีการพิจารณา จากบทบาทในอดีต ผู้ที่ได้เป็นสส.บัญชีรายชื่อ ก็จะเน้นไปที่ สส.บัญชีรายชื่อในพรรคใหม่ เพราะ “ตัวเขา“ จะมีภาพใหญ่ทางสาธารณะ แต่ ไม่ได้มีภาพในลักษณะสัมพันธ์แน่นในพื้นที่ แต่ อาจมีมากกว่า 2 พรรค โดย พรรค ที่ 3 – 4- 5 จะเป็นพรรคในลักษณะพื้นที่ หรือเขตเฉพาะ เช่น ศาสนาฯ ก็มีอีกด้านหนึ่ง ที่ทำให้การจัดแยกหรือแตกพรรค มิได้ทำได้ง่ายๆ เพราะ อาจจะมีส่วนทับเขตอิทธิพลคนอื่น หรือคะแนน อาจจะแตกมากไป ทั้งการแข่งในพรรคเดียวหรือพรรคอื่นๆ การจัดให้พอดี มิได้ง่ายเลย คงทำได้ให้เกิดผลดีที่สุด และผลเสียน้อยที่สุด

2.พรรคขนาดกลาง = 30 -50 -80 เสียง พรรคขนาดกลางนี้ ที่มีสส.ทั้ง เขต และ บัญชีรายชื่อ ในจำนวนข้างต้น แทบจะไม่ต้องไปแตกหรือแบ่งพรรค เพราะ จำนวนสส.ขนาดนี้ เป็นจำนวนที่พอเหมาะพอดี ที่สามารถใช้ศักยภาพของพรรคของตนได้มา พรรคขนาดกลางนี้ ส่วนใหญ่ คงจะเป็นพรรคการเมืองเก่า ที่มีบทบาทในรัฐสภาฯมาก่อน

1) ซึ่ง บางพรรค อาจจะเคยได้เสียงมากกว่านี้มาก แต่เนื่องจาก ไม่มีการปฏิรูปและการปรับตัว มักอ้างหลักการ ที่ใช้เฉพาะกับ คนอื่นพรรคอื่น แต่มิใช่กับตน ทั้งหัวหน้า หรือ คนที่สนิทรอบตัว และพฤติกรรมที่ผ่านมา มักยึดติดกับ กรอบคิดเดิม ที่ยังคิดว่าเป็นหลักการสำคัญ แต่คนอื่นกลับคิดต่างไป และ ยังมีส่วนที่ออกไปหรือย้ายไปสังกัดพรรคอื่นๆ ด้วยเหตุผลต่างๆกัน เช่น พรรคไม่ให้ความเป็นธรรม หรือ ไม่สนใจ ในกิจกรรม หรือสิ่งที่ตนได้ทำไป มีความขัดแย้งภายในพรรค แต่ไม่แก้ไข หรือ แก้ไขแบบเฉพาะหน้า บางส่วน เป็นเพราะ ไม่ได้รับให้ลงสมัคร ในระบบเขต เพราะ ไม่อยากลงบัญชีราบชื่อ ที่มีความเสี่ยงสูง หรือ อาจจะได้รับการทาบทาม ให้ไปมีตำแหน่งและบทบาทที่ดี หรือ ส่งลงสมัคร สส. โดยลักษณะของพรรคนี้ ตัวหัวหน้า หรือ กรรมการบริหารฯส่วนหนึ่ง จะเป็นผู้มีชื่อเสียง มีความรู้ความสามารถดี จนบางครั้ง ขาดความเข้าใจคนอื่น หรือ การสร้างความสนิทความเป็นเพื่อน ตามวัฒนธรรมประเพณีของคนไทย

2) บางพรรค ได้มีบทเรียนที่เจ็บปวด กับ พรรครัฐบาลเก่าที่เป็นประชานิยมฯ ได้สรุปบทเรียนใหม่ และเนื่องจาก หัวหน้าหรือคนสำคัญของพรรค มีประสบการณ์สูง มีความเก๋า ทางการเมือง มีทุนใหญ่ ฯ และมีความสนิทสนมคุ้นเคยกับผู้มีอำนาจทั้งในอดีตและปัจจุบัน

โดยเฉพาะ การมีเป้าหมายของการเป็นรัฐบาลร่วมกัน ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ปี 2562 นี้ ทำให้ มีโอกาส ดึงเข้ามาร่วม เสริมทัพกับคนเก่า ที่ยังคงอยู่กับพรรค ฯ ทำให้ได้ผู้สมัครที่มีศักยภาพ และมีการขยายเขตขยายบทบาทของพรรค ไปยังภาคอื่นๆ นอกจากถิ่นเดิมของตน พรรคนี้ จึงมีโอกาสได้ สส.เพิ่มขึ้น อาจจะถึง 50 ที่

3) บางพรรค เป็นพรรคเก่า ที่มีหัวหน้าพรรคมีศักยภาพ เคยเป็นถึงนายกรัฐมนตรี มีประสบการณ์ที่เคยเป็นฝ่ายค้าน ที่ อดอยากปากหมอง จึงไม่ยอมเป็นฝ่ายค้านอีก ขอให้ได้ร่วมรัฐบาล แต่น่าเสียดาย ที่เจ้าของและหัวหน้าพรรค ได้จากไปก่อน ทิ้งมรดกทางทรัพย์สินและทางการเมืองไว้ให้กับลูก การเคยมีตำแหน่งใหญ่ทางการเมืองทั้งรัฐบาล-งบประมาณ ทำให้เป็นพรรคที่มีเครดิตที่หลายฝ่ายให้ความสนใจมีคนเก่าลายครามและคนใหม่จากพรรคใหญ่ ที่มีคุณสมบัติไม่งดงามนัก แต่มีทุนและประสบการณ์ทางการเมือง เข้ามาบริหารพรรค โดยภาพที่มองไม่ชัด คือ การที่ได้รับความสำคัญจากเจ้าของพรรคใหญ่ที่โกงและหนีคดีฯ มาผสมกับ แกนนำบางคน ที่ไม่อยากเป็นฝ่ายค้าน และบางคนที่ออกมาจากพรรคเก่า ต้องการร่วมรัฐบาลฯ ทำให้มีองค์ประกอบ ที่จะเข้าร่วมได้กับทั้งสองฝ่าย แต่หาก มีความสัมพันธ์และสัญญาลับกันพรรคหนีคดี ก็อาจจะไม่ง่ายนัก หากพรรครัฐบาลได้เป็นรัฐบาลอีก แต่หากมองอีกช่องหนึ่ง ก็อาจจะเป็นผลดี ต่อ การปรองดอง หรือ การคลี่คลายความร้อนให้เย็นลงได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ที่ปิดไว้ โดยมีผู้รับรู้ คือตัวลูกฝ่ายหญิงที่มีกุนซือใหญ่ที่สนิมสนมกับคนพรรคเก่า

คะแนนที่จะได้ ก็เน้น สส.เขต ในฐานเสียงเดิมของจังหวัดเก่า และเศษคะแนนที่ทำให้ได้ สส.บัญชีรายชื่อ

4) บางพรรค เป็นพรรคเก่า ที่มีอดีตนายกรัฐมนตรี เจ้าของ “แปรสนามรบเป็นสนามการค้า “ หรืออีกนามหนึ่ง ที่เป็นเชิงลบ คือ “ บุฟเฟ่ คาบิเน็ต “ ที่ทำให้พรรคพลังธรรม ที่นำโดยพลตรีจำลองได้แจ้งเกิดทางการเมือง พรรคนี้ อาศัยทุนหนาปี๊ก จากการเคยเป็นอดีตรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องกับกิจการใหญ่ของประเทศ คงจะเน้น สส.ในบางพื้นที่เป็นหลัก และคะแนนเสียง สส.บัญชีรายชื่อ ที่รวบรวมเก็บตกจากทั่วประเทศฯ

5)ส่วนพรรคใหม่ จะมีอยู่ ประมาณ 3 พรรค
พรรคหนึ่ง เป็นพรรคที่แตกมาจากพรรคเก่าเจ้าของพรรคที่เคยเป็นรัฐบาลมายาวนาน คงหวังจะได้ สส.เขตในบางพื้นที่ในบางภาคและบางจัวหวัด แต่ไม่ง่ายแล้ว เพราะ มีอดีต สส.ที่ย้ายออกไป สังกัดพรรครัฐบาล หรือ พรรคมีโอกาสร่วมรัฐบาล เป็นคู่แข่ง จะตัดหรือแบ่งคะแนนไป พรรคนี้ แม้จะมีแกนนำ ที่เคยเป็นอดีตคนมีอุดมคติ และคนที่มีศักยภาพบางตน และ แกนนำมวลชน ที่เคยล้มการประชุมอาเซียน + 6 ที่พัทยา หรือเผาบ้านเผาเมือง ในปี 2552 - 2553ทำให้ ไม่ง่ายที่จะได้คะแนน ตามเกณฑ์ อาจจะต่ำกว่า ก็มีโอกาสเป็นไปได้มาก

พรรคหนึ่ง ที่ดูมีอนาคตใหม่ ที่เริ่มต้นมาด้วยดี อาศัยการประชาสัมพันธ์ ทั้งในและต่างประเทศ ด้วยทุนก้อนใหญ่ เนื้อหาและรูปแบบ ดูใหม่ ก้าวหน้า แต่ก็มีความแครงใจ ในความคิดและพฤตกรรมในอดีต อีกทั้งแกนนำใหญ่ ล้วนมีประวัติ ที่ไม่งดงามกับความคิดและอคติต่อสถาบันหลักและวัฒนธรมของชาติ คือ มีองค์ประกอบทั้งของใหม่ และของเก่า แต่ข้ออ่อนคือ “ยึดติดกรอบตะวันตก แต่ขาดความเข้าใจในวัฒนธรรมประเพณีที่งดงามของบ้านเมือง และตัวหัวหน้าพรรค เป็นทั้งตังชู และตัวตัดคะแนน หาก มีการปรับท่าที แก้ไขในสิ่งผิด เสริมในส่วนที่เป็นจุดแข็ง ก็อาจจะได้คะแนนมากขึ้น แต่ ที่พลิกความคาดหมายของสังคม คือ ตัวเจ้าของพรรคเก่าหนีคดี กลับพุ่งเป้าใส่เล็กๆ, ไม่รู้จะหยุดไหม หรือ อาจจะเพราะ “ คะแนนเสียงตัดกัน หรือ ไม่ยอมอยู่ในโอวาท เหมือนแกนนำใหญ่ในพรรคของเขา

พรรคที่แตกต่างออกไปจากพรรคอื่นๆ คือ พรรคที่เป็นพรรคมวลชน พรรคของประชาชนที่แท้จริง ที่ก่อตั้งขึ้น โดยสรุปบทเรียนว่า “ การที่ประเทศมีปัญหาวิกฤต เพราะ “พรรคการเมืองล้วนเป็นพรรคเลือกตั้ง หรือ พรรคของชนชั้นนำ ที่ผู้นำหรือเจ้าของพรรคเป็นผู้กำหนด มิใช่ประชาชนหรือสมาชิกเป็นผู้กำหนดพรรค “พรรคนี้ ถูกสถาปนาขึ้น จากผู้มีอุดมคติทั้งในระดับชาติและในขอบข่ายทั่วประเทศ ,มีอดีตนักการเมืองที่มีประสบการณ์สูง และเคยพิสูจน์ผลงาน จากการเป็นผู้นำของมวลมหาประชาชน กปปส. ในปี 2556-2557 พรรคนี้ สมาชิกเป็นผู้กำหนดทุกเรื่องในที่ประชุมสมัชชาใหญ่ของพรรค ทั้งหัวหน้า กรรมการบริหารฯ อุดมการณ์ หลักการและแนวทางของพรรค รวมทั้งการเลือกผู้สมัครลงในนามพรรค และการเดินคาราวะแผ่นดินทั่วไทยพรรคของประชาชนพรรคนี้ ได้ยึดหลักการของพรรคประชาชนที่แท้จริงเป็นแบบอย่าง ดูช้าแต่มั่นคง หนักแน่นคะแนนนิยม จะเริ่มมีมากขึ้น เพราะ นำเสนอต่อประชาชน ไม่ตอบโต้หรือใส่ร้ายป้ายสีใคร น่าติดตาม

ส่วนพรรคขนาดเล็กและจิ๋วคงต้องนำไปพูดครั้งต่อไป