ทวี สุรฤทธิกุล

พรรคพลังประชารัฐคือ “ตะกร้า” ใบใหญ่

“น้ำล้าง” ก็คือการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

ผู้เขียนได้คุยกับเพื่อนที่เป็นนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ด้วยกัน และเป็นสมาชิกของพรรครวมพลังประชาชาติไทย เลยตั้งคำถามไปว่า “ทำไมถึงเชียร์ลุงตู่ และจะอยู่ร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐได้หรือ”

คำตอบของเพื่อนต่อคำถามที่ว่า “ทำไมถึงเชียร์ลุงตู่” ก็คือ “ลุงตู่คือคนที่เหมาะสมที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้” โดยได้อธิบายอย่างยืดยาว แต่พอจับใจความได้ว่า ปัญหาของการเมืองไทยก็คือ “นักการเมือง” ที่กระทำย่ำยีการเมืองไทยให้เสียหายมาโดยตลอด การทำรัฐประหารเมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 ก็เพื่อให้นักการเมืองได้สำนึก ซึ่งเริ่มด้วยกระบวนการปฏิรูปการเมือง ที่จะต้องวางโครงสร้างทางการเมืองเสียใหม่ โดยมีเป้าหมายเพื่อ “สร้างสมดุลทางการเมือง” โดยการใช้รัฐธรรมนูญพร้อมด้วยกฎหมายพรรคการเมืองและกฎหมายการเลือกตั้งเป็นกลไกขับเคลื่อน นี่จึงเป็นเหตุหนึ่งที่ต้องล้มรัฐธรรมนูญฉบับอาจารย์บวรศักดิ์ เพราะยังไม่ได้ตอบโจทย์ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติในเรื่องการสร้างสมดุลทางการเมืองดังกล่าว จึงนำมาซึ่งการตั้งคณะร่างรัฐธรรมนูญคณะใหม่ ที่นำโดยอาจารย์มีชัย ฤชุพันธ์ ซึ่งก็ได้เขียนรัฐธรรมนูญที่มุ่งสู่เป้าหมายนั้นได้ดีกว่า เป็นต้นว่า ไม่ทำให้มีพรรคการเมืองใดมีอำนาจมากกว่ากันในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมกับให้มีวุฒิสภาที่มาจากการคัดสรรของ คสช. เอามาเป็น “เสาค้ำหลัก” โดยที่จะต้องให้สภาผู้แทนราษฎรใช้เวลาอีกระยะหนึ่งในการปรับตัว ซึ่ง คสช.คิดว่าในระบบนี้จะทำให้ ส.ส. “หายซ่า” และ “กลับเนื้อกลับตัว” และนำมาสู่การปฏิรูประบบรัฐสภา คือการทำงานร่วมกันระหว่าง ส.ส.กับ ส.ว.นั้นด้วย

ด้วยเหตุผลดังกล่าว กระบวนการต่อไปที่จะให้บรรดา “นักการเมืองร้อยพ่อพันแม่” เหล่านั้นอยู่ร่วมกันได้ก็คือ การหาผู้นำที่จะสามารถเชื่อมโยงสมาชิกรัฐสภาในทั้งสองสภานั้นได้ ซึ่งก็คือพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ได้รับการสนับสนุนจากทั้งทหาร ข้าราชการ และประชาชน(ที่เชื่อกันว่าคนไทยรักคุณประยุทธ์มากกว่าผู้นำคนอื่น) และจากการที่มีนักการเมือง “หลั่งไหล” เข้าสู่พรรคพลังประชารัฐ ก็แสดงให้เห็นว่านักการเมืองเหล่านั้น “เห็นดีเห็นงาม” กับความเป็นผู้นำของพลเอกประยุทธ์นั้นด้วยเช่นกัน เช่นเดียวกันกับพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่เชื่อว่าพลเอกประยุทธ์จะสามารถนำรัฐบาลและรัฐสภาภายหลังการเลือกตั้ง ให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี “เครื่องยนต์หลัก” คือ “ยุทธศาสตร์ชาติ” เป็นกลไกที่จะนำไปสู่เป้าหมายดังกล่าว โดยที่นักการเมืองไม่ว่ากลุ่มใดๆ ไม่อาจ “บิดพลิ้ว” นี่จึงมาสู่คำตอบของคำถามที่สองที่ว่า “พรรครวมพลังประชาชาติไทย(รวมถึงพรรคที่สนับสนุนคุณประยุทธ์พรรคอื่นๆ)ก็สามารถที่จะทำงานร่วมกับพรรคพลังประชารัฐได้” เพราะไม่ได้ทำด้วย “ตัวคน” แต่ทำด้วย “แผน” ที่กำกับตัวคนนั้นไว้

ในตอนท้ายเพื่อนนักวิชาการคนนี้ยัง “แอบกระซิบ” กับผู้เขียนอีกว่า “คสช.มีแผนที่ลึกซึ้งกว่านั้น คือจะเอา ส.ส.พวกนี้มาใส่ตะกร้าล้างน้ำ แล้วทำให้การเมืองไทยใสสะอาด” โดยขยายความให้น่าเชื่อถือว่า แต่แรก คสช.คิดจะใช้ทฤษฎี “ขาวกับดำต้องแยกออกจากกัน” คือแยกนักการเมืองที่ดีออกจากนักการเมืองที่ไม่ดี โดยคิดจะใช้กระบวนการยุติธรรมจัดการกับนักการเมืองชั่วๆ เหล่านั้น แต่กระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างล่าช้า จึงเห็นว่าจะรอต่อไปไม่ได้ ในขณะเดียวกันนักการเมืองทั้งหลายก็ “อยาก” จะให้มีการเลือกตั้ง คสช.จึงคิดว่าถ้าเอานักการเมืองมาอยู่รวมกัน ภายใต้ “การควบคุมบางอย่าง” ก็น่าจะมีผลต่อการเปลี่ยนพฤติกรรม (อย่างที่ทหารเชื่อในทฤษฎี “ปรับทัศนคติ” มาตั้งแต่ก่อนการทำรัฐประหารนั้นแล้ว) เช่น ถ้าให้มี ส.ว.มาควบคุมการทำงานของ ส.ส.ภายใต้ระบบการทำงานร่วมกันที่ออกแบบไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับอาจารย์มีชัย ก็คงช่วยทำให้ ส.ส.ไม่ออกนอกลู่นอกทาง รวมถึงที่มีอำนาจทหาร “ค้ำหัว” อยู่ นักการเมืองก็คงไม่กล้าทำอะไร “บ้าๆ” เหมือนแต่ก่อน แปลง่ายๆ ว่า คสช.จะเอานักการเมืองทั้งหลาย “มาใส่ตะกร้าล้างน้ำ” นั่นเอง

ฟังแล้วขอฟันธงว่า “อิมพอสสิเบิ้ลครับ”

เรามีบทเรียนมากมายในประวัติศาสตร์ที่พูดถึง “พฤติกรรมของนักการเมืองไทย” ในแง่ที่ว่า “ไม่สามารถจะดัดสันดาน” คนเหล่านี้ได้ แล้วยิ่งให้คนจำพวกนี้(หมายถึงนักการเมืองที่ไม่ดี)มาอยู่ร่วมกันก็ยิ่งจะมีแต่ความปั่นป่วยวุ่นวายมากขึ้น นอกจากจะเป็นสันดานของนักการเมืองจำพวกนี้ที่แก้ไม่ได้แล้ว ยังเป็น “พันธุกรรม” ที่ถ่ายทอดถึงลูกหลานและคนที่รายรอบคนพวกนี้อีกด้วย จึงน่าเป็นห่วงว่าใครก็ตามที่เสนอความคิดนี้ให้กับ คสช.(หรือที่เพื่อนผู้เขียนบอกว่า คสช.คิดเอง) ก็คงจะเป็นพวกที่ “เพ้อฝันมากๆ” รวมถึงความคิดที่คิดว่าคุณประยุทธ์จะสามารถเอาคนพวกนี้อยู่ ก็เป็นความคิดที่ “ไกลความจริงมากๆ” เพราะนายทหารในอดีตที่มีอำนาจมากกว่าคุณประยุทธ์อีกหลายคนก็ไม่มีใครสามารถทำได้

หลายปีก่อนมีผู้นำขบวนการประชาชนสีหนึ่ง ที่เดี๋ยวนี้ยังถูกจำขังอยู่ในคุก ได้พูดถึง “ธาตุแท้” ของนักการเมืองไทยไว้อย่างน่าฟังว่า “คนพวกนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากเห็บหมา ที่ถ้าหมาตัวที่มันเกาะอยู่ตายไป มันก็หาหมาตัวใหม่เกาะก็เท่านั้น” ช่างเหมือนกับปรากฏการณ์ที่นักการเมืองในสังกัด “ทุนสามานย์” กระโดดเข้าไปเกาะพรรคที่มีอำนาจรัฐ เพียงเพราะคงจะเห็นว่านายเก่า “สิ้นบุญ” เสียแล้ว แล้วก็พากันกระโดดหนีออกมา โดยหวังว่า “นายใหม่” น่าจะมีเลือดให้ดูดอิ่มหมีพีมันมากกว่า

โดยหารู้ไม่ว่าเจ้านั่นก็กำลังจะ “เน่า” ในไม่ช้านี้