"กฤษฏา” สั่งกรมชลฯเดินหน้าโครงการก่อสร้างเขื่อนวังหีบจ.นครศรีธรรมราช ให้เสร็จตามแผนงาน61-64 งบ2.3 พันล้านบาท หลังดึงงานโครงการจาก อ.ยักษ์มาดูเอง

วันนี้ (30 พ.ย.61) มีรายงานข่าวว่า คณะทำงานบริหารจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วมในพื้นที่อำเภอทุ่งสงและลุ่มน้ำวังหีบ จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มีนายธีระ วงษ์เจริญ ที่ปรึกษา นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ได้สรุปผลการศึกษาให้ชะลอการก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำวังหีบออกไปก่อน เพราะไม่ชัดเจนว่าจำเป็นต้องมีโครงการนี้ โดยอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่อาจไม่ใช่คำตอบเดียวเพราะในประเด็นความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ มีประชาชนที่เข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่บางส่วนเป็นที่สาธารณะได้ต่อต้านโครงการ และโครงการนี้ยังไม่ครอบคลุมเรื่องแก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง อ.ทุ่งสง และเขตชุมชนเมือง โดยให้กรมชลประทาน เสนอทางเลือกอื่นในการบริหารจัดการน้ำให้กับชาวบ้าน

สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำวังหีบเป็นโครงการชลประทานขนาดกลาง สร้างเขื่อนกั้นคลองวังหีบ ดำเนินงานโดยกรมชลประทานซึ่งใช้งบประมาณราว 2.3 พันล้านบาท ใช้ระยะเวลา 6 ปี(2561-2566) และกรมชลประทานได้ให้เหตุผลในการก่อสร้างว่าเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ขณะที่นักการเมืองที่ร่วมผลักดันโครงการบอกกับชาวบ้านว่าเพื่อป้องกันน้ำท่วมเทศบาลทุ่งสง แต่โครงการนี้ถูกคัดค้านจากชาวบ้านในพื้นที่ และไม่เห็นด้วยกับเหตุผลดังกล่าวเพราะคลองวังหีบไม่ได้ไหลผ่านอำเภอทุ่งสง จึงไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับปัญหาน้ำท่วมตัวเมืองทุ่งสง ซึ่งคลองสายนี้ ยังมีความงดงามทางธรรมชาติ ควรที่จะอนุรักษ์และพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวมากกว่า

ทั้งนี้ นายวิวัฒน์ ได้รับหนังสือร้องเรียนจากกลุ่มอนุรักษ์ป่าต้นน้ำเขาเหมน-วังหีบ ที่ขอให้ยกเลิกโครงการก่อสร้างเขื่อน เพราะส่งผลกระทบต่อชุมชนและธรรมชาติอย่างรุนแรง จึงได้ตั้งคณะทำงานชุดังกล่าวโดยเชิญผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบและชาวบ้านที่ได้รับประโยชน์จากโครงการ รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ร่วมเป็นที่ปรึกษา คณะทำงานฯลงพื้นที่ 3 ครั้งเพื่อฟังเสียงจากทุกฝ่าย และศึกษาข้อมูลรอบด้าน ซึ่งผลการศึกษาระบุชัดถึงความไม่คุ้มค่าของการสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำวังหีบโดยข้อเท็จจริงทางด้านเทคนิคพบว่า อุทกภัยในเขตเทศบาลเมืองทุ่งสงได้รับอิทธิพลโดยตรงจากลุ่มน้ำคลองท่าเลา คลองท่าโลน และคลองท่าแพซึ่งไหลผ่านเมืองเทศบาลทุ่งสง โดยลำน้ำทั้งสามสายไหลไปบรรจบที่บริเวณฝายควนกรดซึ่งขนาดของลำน้ำบริเวณนั้นไม่สามารถรองรับการระบายน้ำปริมาณมากได้ และฝายยังเป็นโครงสร้างขวางการระบายน้ำอีกด้วย สิ่งที่ปรากฏคือฝายควรกรดชำรุดเสียหาย ตลิ่งบริเวณนั้นถูกน้ำกัดเซาะพังทลาย และน้ำปริมาณมากที่ระบายไม่ทันได้ไหลเท้อกลับขึ้นไป ทำให้เกิดอุทกภัยในเทศบาลทุ่งสง สำหรับน้ำจากคลองวังหีบนั้น ไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของอุทกภัยเทศบาลทุ่งสง

ขณะที่ในการวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์นั้น พบว่าความคุ้มค่าบนเงื่อนไขที่ผันน้ำจากอ่างวังหีบไปผลิตน้ำประปาของการประปาภูมิภาคสาขาทุ่งสง เป็นการผันน้ำข้ามสามลุ่มน้ำย่อย ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักวิชาการบริหารจัดการน้ำ อีกทั้งเป็นการผลักภาระการพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุนให้กรมชลประทานและมีผลต่อค่าก่อสร้างระบบส่งน้ำเป็นระยะทางไกล

ทั้งนี้ ล่าสุดได้มีคำสั่งจากนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เรียกงานของกรมชลประทาน ที่เคยแบ่งงานให้ นายวิวัฒน์ ดูกลับไปดูแลเอง และให้กรมชลประทาน ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมกันเดินหน้าโครงการก่อสร้างเขื่อนวังหีบต่อเพื่อหาทางเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างรอบด้านเพื่อเร่งดำเนินโครงการก่อสร้างในปีนี้ ซึ่งขัดแย้งกับข้อสรุปของคณะทำงานที่ได้ลงพื้นที่ไปศึกษาปัญหาการต่อต้านโครงการนี้ และผลการศึกษาฯ ได้รายงานไปถึงพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลยุทธศาสตร์น้ำของประเทศ

นอกจากนี้ ทางจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานดำเนินโครงการวังหีบขึ้นมาอีกครั้ง โดยคณะทำงานประกอบด้วยข้าราชการฝ่ายต่างๆ 13 คน ตั้งแต่ปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน โดยมีปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง เป็นประธาน ได้ตั้งคณะทำงานจัดหาที่ดินเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบซึ่งมีนายอำเภอทุ่งสงเป็นหัวหน้า ซี่งทำให้แกนนำชาวบ้าน ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการนี้เตรียมตัวเดินทางมายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาลในสัปดาห์หน้าเพื่อยับยั้งโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำวังหีบ