"กฤษฏา” จี้ทูตเกษตรทุกประเทศเผยแพร่ 4 มติกนย.เพิ่มใช้ยางภายในประเทศ ชี้ให้ตลาดโลกเห็นตัวเลขไทยดูดยางหายจากระบบไปกว่า 1 ล้านตัน จากผลผลิตปีละ4.8 ล้านตัน ช๊อตตลาดยางล่วงหน้าปรับตัวแรงด้านนักวิชาการม.เกษตรฯยันกนย.เดินถูกทางดึงยางไปทำถนนคาดส่งผลราคาปรับตัวขึ้น 9-13 บาทต่อกก.พร้อมหนุนลดพื้นที่ปลูกยางระบุอนาคตยางไทยในตลาดโลกเข้าสู่ภาวะขาลง

วันนี้ (30 พ.ย.61) นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เน้นย้ำให้ทูตเกษตรทุกประเทศสรุปแนวนโยบายการเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราภายในประเทศไทย 4 มาตรการเร่งด่วน ตามมติของคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ(กนย.)ที่แนบมานี้โดยให้เผยแพร่เน้นตัวเลขยางพาราที่จะใช้ในประเทศ ซึ่งรัฐบาลนี้สนับสนุนแนวทางเพิ่มใช้ยางภายในประเทศทุกแนวทางให้มากขึ้นได้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากที่สุด เพื่อให้ต่างประเทศทราบจะเป็นการกระตุ้นระดับราคายางในตลาดซื้อขายล่วงหน้าได้โดยเร็ว

"ทูตเกษตรต้องเร่งดำเนินการเผยแพร่มาตรการเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราภายในประเทศไทย ให้กับประเทศต่างๆได้รับทราบมติของคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ซึ่งกำหนดให้ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนรับซื้อยางพาราจากสถาบันเกษตรกร กลุ่มเกษตรกรโดยตรง เพื่อเป็นการดึงปริมาณยางออกจากมือเกษตรกรโดยเร็วที่สุด ในช่วงฤดูเปิดกรีดยาง4 เดือนนี้ ขณะนี้มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)กว่า 40 จังหวัดได้เร่งรัดโครงการทำถนนยางพาราซอยซีเมนท์แล้ว ตามที่กยน.มีมติให้อปท.ทุกแห่งทั่วประเทศ จำนวน 75,032 หมู่บ้าน ทำถนนยางพารา อย่างน้อยหมู่บ้านละ1 กิโลเมตร จะใช้น้ำยางสดรวม 1.4 ล้านตัน พร้อมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ สนับสนุนสหกรณ์แปรรูปยางเพื่อส่งออก ยางแผ่น ยางแท่ง ในเป้าหมาย 1 แสนตัน สำหรับโครงการลดพื้นที่ปลูกยางพาราในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม จากสถิติของกรมพัฒนาที่ดินพบว่า พื้นที่ปลูกยางพาราที่ไม่เหมาะสมและเหมาะสมน้อยมีสูงถึง 4.9 ล้านไร"นายกฤษฏา กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สำหรับการรักษาเสถียรภาพราคายาง ประเทศไทยต้องลดพื้นที่ปลูกลงร้อยละ 30 ของพื้นที่ปลูกยางทั้งหมดกว่า 20 ล้านไร่ ได้ตั้งคณะทำงานส่งเสริมปลูกพืชอื่นทดแทนหรือปลูกแซมยาง ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเข้าไปให้ความรู้เกษตรกรเรื่องการจัดแปลง ปลูกพืชอื่นร่วมกับต้นยาง หรือปรับเปลี่ยนพืชตัวใหม่ ที่มีผลตอบแทนดีกว่าและมีตลาดรองรับ ในส่วนสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คาดการณ์ว่า ปริมาณยางพาราที่ไทยผลิตปีนี้อยู่ที่ 4.8 ล้านตัน โดยไทยเป็นผู้ส่งออกยางพาราอันดับ 1 ของโลก ส่งออกราวๆปีละ 4 ล้านตัน หากเพิ่มปริมาณการใช้ในประเทศได้ 8 แสนตันต่อปี จะไม่มียางล้นตลาด ทำให้ราคาซื้อขายในตลาดล่วงหน้าปรับสูงขึ้น

ด้าน รศ.วิษณุ อรรถวานิช คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ กล่าวว่าหลายภาคส่วนห่วงกังวลอนาคตยางพาราไทยเดินเข้าสู่ภาวะขาลงจากปัจจัยที่เป็นปัญหาที่ทำให้ราคายางพาราตกต่ำมาตั้งแต่ปี 2555 ที่มีกำลังการผลิตทั่วโลกมากกว่าการใช้มาอย่างต่อเนื่องสะสมทำให้ปีนี้สต็อกยางพาราของโลกสูงเป็นประวัติการณ์ และเป็นผลมาจากปี2554การปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันดิบตลาดโลก ทำให้ยางสังเคราะห์มาแทนที่ยางพารา ทั้งผลกระทบจากสงครามการค้าจีนกับสหรัฐฯคาดว่าจะมีการขึ้นภาษีสินค้ายางรถยนต์ร้อยละ 70 เป็นเหตุทำให้ผู้ผลิตยางรถยนต์ชะลอแผนการผลิตล้อยาง และเงินหยวนของจีนอ่อนค่าลง ดึงให้ต้นทุนการซื้อยางพาราจากไทยสูงขึ้น ทั้งนี้ผลผลิตยางทั่วโลกปีละ 14 ล้านตัน การใช้ยางอยู่ที่กว่า 13 ล้านตัน ซี่งมียางส่วนเกิน 5.3 แสนตัน ปัจจุบันมีปริมาณสะสมสต็อกยางโลก 4.6 ล้านตัน คำนวนราคาที่เกษตรกรจะได้รับ 41.63 บาทต่อกิโลกรัม แต่หากไทยลดปริมาณยางเข้าตลาดลงได้ 1 ล้านตัน จะทำให้ราคายางปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ถึง 9-13 บาทต่อกิโลกรัม ดังนั้นมติกนย.ให้เร่งรัดหน่วยงานรัฐใช้ยางมากขึ้นเพราะมีหลากหลายโครงการที่นำยางไปผสม ใช้งานคงทนขึ้นกว่าวัสดุเดิม เช่นทำถนน รวมทั้งลดพื้นที่ปลูกยาง และปรับตัวไปปลูกพืขอื่น เป็นเรื่องน่ายินดีกระทรวงเกษตรฯผลักดันสำเร็จในยุครมว.เกษตรฯนี้เพราะเกษตรกรสวนยางได้เรียกร้องหลายรัฐบาลในอดีต ไม่เคยเห็นผลจริงในการนำยางไปทำถนนทั่วประเทศ