นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญและให้การสนับสนุนการพัฒนากีฬาฟุตบอลมาโดยตลอด และยินดีอย่างยิ่งที่เห็นความสำเร็จต่างๆ ของฟุตบอลไทยอย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่าการร่วมมือกันจัดการแข่งขันฟุตบอลลีกเยาวชนแห่งชาติ จะช่วยสร้างผลผลิตนักฟุตบอลเยาวชนคุณภาพมากยิ่งขึ้น เริ่มพัฒนาตั้งแต่รุ่นอายุต่ำกว่า 13 ปี และรุ่นที่โตขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้อนให้กับสโมสรอาชีพในทุกระดับ รวมทั้งทีมชาติไทยในอนาคต นับเป็นการวางพื้นฐานฟุตบอลไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นอย่างยั่งยืน เพื่อต่อยอดความสำเร็จไปถึงเป้าหมาย ของวงการฟุตบอลไทย คือ การเข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย

นายทนุเกียรติ จันทร์ชุม ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย การกีฬาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หนึ่งในยุทธศาสตร์ของ กกท. คือ การพัฒนาฟุตบอลเยาวชนอย่างจริงจัง ด้วยการจัดการแข่งขันฟุตบอลลีกเยาวชนแห่งชาติ เป็นโครงการที่การกีฬาแห่งประเทศไทยผลักดันมาตั้งแต่ต้น โดยเน้นแผนการวางรากฐานลีกเยาวชนให้แข็งแกร่ง เพื่อต่อยอดไปจนถึงชุดใหญ่ ก้าวสู่เป้าหมายนำฟุตบอลไทยร่วมแข่งฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายให้ได้ โดยที่ผ่านมา กกท.ได้ประชุมกับหลายฝ่าย ทั้งสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ตัวแทนสโมสรชั้นนำของเมืองไทย ทั้ง เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด, บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ,ชลบุรี เอฟซี , แบงค็อก ยูไนเต็ด และอีกหลายทีม รวมถึงภาคเอกชนที่ให้การสนับสนุนด้านฟุตบอลเยาวชนอย่างต่อเนื่อง ต่างเห็นพ้องต้องการจะสร้างลีกเยาวชน มีความสำคัญยิ่งในการวางฐานรากฟุตบอลให้มั่นคง ดั่งที่หลายชาติชั้นนำ เช่น เยอรมัน, สเปน, ฮอลแลนด์ ,อิตาลี หรืออังกฤษ หรือแม้กระทั่งญี่ปุ่น ใช้เป็นโมเดลในการสร้างนักฟุตบอลตั้งแต่ระดับเยาวชน

ทั้งนี้ทำให้ได้ริเริ่มจัดฟุตบอลลีกเยาวชนแห่งชาติ (Youth League) ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อ ปี 2559 นี้ โดยแบ่งเป็น 4 รุ่นอายุ ตั้งแต่รุ่นอายุต่ำกว่า 13 ปี, 15 ปี, 17 ปี และ 19 ปี ซึ่งที่น่าดีใจ คือกระแสตอบรับเกินความคาดหมาย โดยฤดูกาล 2018-2019 มีสโมสรทั่วประเทศส่งทีมเข้าร่วมแข่งขันมากที่สุดรวม 4 รุ่น ถึง 489 ทีม มากกว่าฤดูกาล 2017-2018 ที่มี 394 ทีม โดยรูปแบบการแข่งขันฟุตบอลลีกเยาวชนแห่งชาติ 2018-2019 แบ่งออกเป็น 8 โซนตามแบบลีกภูมิภาค คือโซนภาคกลาง, อีสานตอนบน, อีสานตอนล่าง,เหนือ,ใต้,ตะวันออก,ตะวันตก และโซนกรุงเทพและสมุทรปราการ โดยรูปแบบการแข่งขัน แข่งแบบพบกันหมด โดยได้เริ่มรอบเพลย์ออฟในแต่ละโซนไปเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2561 ซึ่งขณะนี้ได้ทีมมาเล่นในรอบ "ลีกโซน" แล้ว จาก 8 โซน ใน 4 รุ่นอายุ เป็นจำนวน 319 ทีม โดยรอบ"ลีกโซน"จะเริ่มแข่งขัน วันที่ 15 ธันวาคม นี้

คุณกรวีร์ ปริศนานันทกุล รักษาการเลขาธิการ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ต้องถือว่า ระยะ 7-8 ปีที่ผ่านมา เป็นปีทองของวงการฟุตบอลไทย ทั้งลีกสูงสุด คือโตโยต้า ไทยลีก, ฟุตบอลลีกอาชีพอันดับหนึ่งของไทย ที่ถือเป็นลีกอันดับ 1 ของอาเซียน และอันดับต้นๆ ของเอเชีย รวมทั้ง M-150 Championship หรือ T2 รวมถึงลีกรองๆลงไปนั้น เป็นการแข่งขันที่กำลังได้รับความนิยมต่อเนื่องกันมา ได้รับกระแสตอบรับจากผู้สนับสนุน, สื่อมวลชน และแฟนฟุตบอลชาวไทยทั่วประเทศ จากความสำเร็จของฟุตบอลลีกอาชีพในระดับต่างๆ อย่างดีเยี่ยม ทำให้สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ร่วมกับภาครัฐบาล คือ การกีฬาแห่งประเทศไทย มีแนวคิดที่จะพัฒนาฟุตบอลเริ่มต้นตั้งแต่ระดับเยาวชนอย่างจริงจัง จึงเป็นที่มาของการจัดฟุตบอลลีกเยาวชนแห่งชาติขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ในปีนี้ โดยมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อพัฒนาทักษะฟุตบอลของเยาวชน รวมทั้งเปิดโอกาสให้นักฟุตบอลเยาวชน ตัวแทนอำเภอ จังหวัด หรือสโมสรจากภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ได้เพิ่มพูนประสบการณ์การแข่งขันในลีกมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง สร้างนักฟุตบอลอาชีพรุ่นใหม่ๆ ให้กับสโมสรในลีกต่างๆ รวมทั้งทีมชาติไทย ด้วยเป้าหมายพาทีมชาติไทยไปสู่ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายในอนาคต

สำหรับรอบ"ลีกโซน"ฤดูกาล 2018-2019 ในแต่ละโซนมีจำนวนทีมดังนี้
-ภาคกลาง 4 รุ่นโควต้ารุ่นละ10 ทีม รวม 40 ทีม
-ตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 4 รุ่น โตวต้ารุ่นละ 10 ทีม รวม 40 ทีม
-ตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 4 รุ่น โตวต้ารุ่นละ 10 ทีม รวม 40 ทีม
-เหนือ 4 รุ่น โตวต้ารุ่นละ 10 ทีม รวม 40 ทีม
-ใต้ รุ่นอายุ 13 ปี 9 ทีม, รุ่น 15,17,19 ปี รุ่นละ 10 ทีม รวม 39 ทีม
-ตะวันออก 4 รุ่น โควต้ารุ่นละ 10 ทีม รวม 40 ทีม
-ตะวันตก 4 รุ่น โตวต้ารุ่นละ 10 ทีม รวม 40 ทีม
-กรุงเทพ และสมุทรปราการ 4 รุ่น โตวต้ารุ่นละ 10 ทีม รวม 40 ทีม