ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์

รักชาติ สุวรรณ์ แกนนำเครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ ชายแดนใต้ สะท้อนความคิดเห็นหลังเดินทางกลับจากการร่วมประชุม “เวทีมหกรรมภาคประชาชนอาเซียน ประจำปี 2561” (ASEAN Civil Society Conference/ASEAN Peoples’ Forum 2018 – ACSC/APF 2018) ระหว่างวันที่ 2–4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ สมาคมผู้สำเร็จการศึกษาของสิงคโปร์โปลีเทคนิค (Singapore Polytechnic Graduates Guild–SPGG) ประเทศสิงคโปร์ ว่า อาจประทับใจที่มีโอกาสเดินทางไปยังประเทศสิงคโปร์อีกครั้ง ด้วยบ้านเมืองที่ดูมีระเบียบ สะอาด “แต่หากพูดกันถึงเนื้องานที่ต้องเข้าประชุมแล้ว ค่อนข้างจะไม่ประทับใจสักเท่าไร” เขาสรุปความอย่างชัดเจน เนื่องเพราะประเด็นที่ต้องเข้าประชุมร่วมและพร้อมที่จะถกเถียงผ่านล่ามก็คือประเด็น “ความขัดแย้ง” และ “สันติภาพ” แต่ด้วยทางเจ้าภาพซึ่งจัดงานนี้ส่งรายงานมาให้อย่างล่าช้า ทำให้ไม่สามารถทราบได้ว่าประเด็นประชุมเรื่องความขัดแย้ง เป็นเรื่องอะไรกันแน่

“เอาเข้าจริงแล้ว ประเด็นความขัดแย้งที่มีการเสวนากลับกลายเป็นเรื่องของความขัดแย้งในน่านน้ำ ความขัดแย้งในเรื่องของเศรษฐกิจ หรือแม้แต่ในเรื่องโรฮิงยา ซึ่งมองแล้วมันห่างจากเรื่องราวของบ้านเรามากนัก ความขัดแย้งและสันติภาพเหล่านี้ ไม่มีการเชื่อมโยงถึงเหตุการณ์ในบ้านเราแม้แต่น้อย เป็นเรื่องน่าเสียดาย”

นอกจากนี้ มีอีกประเด็นหนึ่งที่เขามองว่าภาคประชาสังคมควรต้องปรับตัวขนานใหญ่ คือเรื่อง “การใช้ภาษา” เพราะหากต้องการบอกเล่าถึงการทำงานในเชิงพื้นที่ จะมีข้อถกเถียง หรือหากบอกเล่าเรื่องราวที่สามารถเชื่อมถึงภาคประชาสังคมในประเทศอื่นๆ ได้ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องสามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้ด้วย มิฉะนั้นอาจทำให้เสียโอกาสสนทนาแลกเปลี่ยนเรื่องราวต่างๆ ไปได้มากทีเดียว รวมถึงประเด็นสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ ภาคประสังคมบ้านเราอยู่ในกรอบของเหตุการณ์ความไม่สงบ ทำให้ไม่สามารถเชื่อมเรื่องเขื่อน เรื่องคนชายขอบ หรือเรื่องชนเผ่า แม้แต่เรื่อง LGBTI ได้เลย แม้แต่การสนทนากันเอง

“ผมเองก็ต้องเป็นผู้ฟังที่ดีเป็นส่วนใหญ่ หากบอกเล่าเรื่องราวพื้นที่บ้านเรา ภาคประชาสังคมภาคอื่นอาจจะมองเป็นเรื่องเล็กกว่าเรื่องของเขาก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลา 4 วันของการประชุม สิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน และทำให้ผมสนใจมากที่สุดเมื่อได้รับฟัง คือ เรื่องราวการหายตัวไปของ สมบัด สมพอน นักเคลื่อนไหวทางสังคมชาวลาวที่หายตัวไปเมื่อหกปีที่แล้ว เรื่องราวของเขาทำให้ผมต้องเริ่มค้นหาประวัติของเขามาอ่านมาศึกษา”

ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ประสานงานของมูลนิธิศักยภาพชุมชนอย่าง Thiti Poon ก็ยอมรับว่า เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ workshop สันติภาพและความมั่นคงเป็นเนื้อหาที่ไม่ตรงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมากนัก จะมีเฉียดๆ ก็แค่ประเด็นโรฮิงญาที่พัฒนาการความสำคัญไปสู่เรื่องผู้อพยพลี้ภัยแล้ว ขณะที่ไม่มีการพูดถึงเรื่องการจัดการหลังความขัดแย้งที่เป็นรูปธรรม เพราะเหมือนไม่มีใครรู้ว่าจะทำอย่างไรด้วยข้อจำกัดหลายๆ อย่าง

“กว่าที่เราจะทราบกำหนดการของทางผู้จัด ก็ก่อนหน้าวันจริงแค่วันเดียว ที่สำคัญคือไม่มีคนจัดประเด็นที่เกี่ยวกับการขัดกันทางอาวุธกับกลุ่มกองกำลังภายใน ทำให้พื้นที่การแลกเปลี่ยนในประเด็นนี้จำกัดมากหรือแทบไม่มีเลย แต่อย่างน้อยหากมองในแง่ดีก็ถือเสียว่าเป็นโอกาสเรียนรู้ประเด็นอื่น ปีหน้าผมคิดว่าเราสามารถดันประเด็นนี้ได้เพราะมีประเทศอื่นๆ ที่แชร์ประเด็นร่วมเช่นกัน”

สำหรับส่วนภาคงานอื่นๆ เป็นเช่นที่ บูรพา เล็กล้วนงาม ได้เขียนรายงานพิเศษไว้ใน เดอะ อีสานเรคคอร์ด (https://isaanrecord.com) ในท่าทีไม่ค่อยประทับใจนักกับผลการประชุมครั้งนี้ เนื่องจากรัฐบาลสิงคโปร์ไม่สนับสนุนการจัดเวที ประกอบกับงบประมาณที่มีจำกัด รายงานนำเสนอทัศนะของ จันทร์นภา คืนดี ผู้ประสานงานสมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูลกรณีเขื่อนปากมูล จ.อุบลราชธานี ว่า ไม่ประทับใจเวทีที่สิงคโปร์เพราะไม่มีประเด็นร่วมของอาเซียนที่ชัดเจน การประชุมครั้งนี้ยังเหมือนการประชุมทั่วไปที่ไม่มีบรรยากาศการมีส่วนร่วม คาดหวังว่าการประชุมระดับอาเซียนจะมีประเด็นร่วมและหาทางออกร่วมกัน แต่ยังไม่เห็น เพราะแต่ละคนที่มาพูดถึงแต่ประเด็นตัวเอง แต่ก็ถือเป็นประสบการณ์ที่จะนำไปปรับใช้ในการประชุมปีหน้าในประเทศไทย เช่นเดียวกับ พักตร์วิไล สหุนาฬ ผู้ประสานงานกลุ่มเยาวชนศรีขรภูมิ จ.สุรินทร์ ซึ่งมองว่าการประชุมขาดการมีส่วนร่วมและประเด็นที่นำมาพูดคุยก็เป็นประเด็นเดิม การประชุมในปีหน้าที่ประเทศไทยจะได้นำสิ่งที่ได้รับไปเป็นบทเรียนเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการประชุมมากกว่านี้ ขณะที่การเดินทางครั้งนี้สิ่งที่ประทับใจคือสภาพพื้นที่และการบริหารจัดการของประเทศสิงคโปร์มากกว่าการจัดประชุม ทั้งเรื่องความมีระเบียบวินัย ความสะอาด การให้สวัสดิการประชาชน ฯลฯ

คาดกันว่า เวที ACSC/APF 2019 ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพ จะมีขึ้นอย่างเร็วที่สุดในเดือนมิถุนายน ปี 2562 เนื่องจากกรมอาเซียนต้องการให้รัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งเป็นเจ้าภาพจัดประชุมอาเซียนซัมมิท (ปกติมีการประชุมอาเซียนซัมมิทในเดือนเมษายน) ส่วนเดือนพฤศจิกายนจะเป็นการประชุมอาเซียน + 3 ซึ่งรายละเอียดและแง่มุมที่ถูกสะท้อนผ่านในครั้งนี้ ย่อมอาจยังประโยชน์ได้บ้าง สำหรับการเตรียมการจัดประชุม และการเคลื่อนของภาคประชาชน

ท้ายสุด ชลิดา ทาเจริญศักดิ์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศักยภาพชุมชน ให้ความเห็นว่า การเป็นเจ้าภาพของสิงคโปร์มีปัญหาความล่าช้าในการดำเนินการ ปัญหาการประชุม กลุ่มย่อยขาดความเข้มข้นเนื่องจากผู้เชี่ยวชาญหลายคนถอนตัว

“ปีหน้าที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพจะต้องเตรียมการในเรื่องของกระบวนการจัดการและเนื้อหาของการประชุม”

เธอมองว่า ปัจจัยหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งระยะต่อไป คือการใช้โลกโซเชียลเป็นช่องทางเชื่อมต่อเครือข่ายและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆ รวมถึงการจัดทำ “ฐานข้อมูลอาเซียน” เบื้องต้นสิ่งที่ต้องเร่งจัดทำคือเว็บไซต์การประชุม ACSC/APF 2019 เพื่อให้ข้อมูลแก่สมาชิกชาติต่างๆ และจัดทำโปรแกรมทัวร์ให้ภาคประชาชนจากประเทศอื่นได้เรียนรู้สถานการณ์ในประเทศไทย ส่วนวันประชุมควรขยายระยะเวลาจาก 3 วัน เป็น 4-5 วันเพื่อให้เพียงพอต่อการแลกเปลี่ยนถกเถียงประเด็นปัญหาต่างๆ โดยวันที่ 18-19 ธันวาคมนี้จะเข้าร่วมประชุมที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่งคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับองค์กรภาคประชาชนอื่น เพื่อหารือถึงการเป็นเจ้าภาพในปี 2562 ซึ่งคงได้ข้อสรุปแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจนขึ้น

“หากปีหน้าที่ไทยเป็นเจ้าภาพแล้วยังไม่มีการเลือกตั้ง ก็จะใช้เวทีอาเซียนภาคประชาชนเรียกร้องให้ไทยมีการเลือกตั้งเพราะเป็นเรื่องสำคัญ” ชลิดา ทาเจริญศักดิ์ ตอกย้ำประเด็นที่จะส่งผลต่อทิศทางเคลื่อนประเทศไทยในอนาคต