ชัยวัฒน์ สุรวิชัย


แนวทางการเลือกตั้งทั่วไป ปี 2562 ของประชาชนไทย กับ “ คณิตศาสตร์ทางการเมืองการเลือกตั้ง” การเลือกตั้งทั่วไปครั้งประวัติศาสตร์การเมืองยุคใหม่ของไทย จะออกมาอย่างไร ? ตอบยาก , แต่ ไม่เหมือนเดิม โดย “ความไม่แน่นอน ที่คือ ความแน่นอนที่สุด” นี้ เกิดจากรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ฉบับลงประชามติ ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่และเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของการเมืองไทย เพราะ คือ การปรับเปลี่ยนดุลและคุณภาพของพรรคการเมืองและประชาชน อย่างมีขั้นตอนจังหวะก้าว


โดยยึดสภาพความเป็นจริงของสังคมไทย เป็นพื้นฐาน เป็นการเปลี่ยนจากพื้นฐาน คือ

1.ให้ทุกเสียงของประชาชนที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง มีความหมาย คือ มีผลต่อการเลือก ผู้แทนราษฎร (สส.) ทั้ง สส. เขต คือ ตัวผู้สมัครที่ได้ คะแนนสูงสุด คือ ได้ที่หนึ่ง (คนเดียว) ในเขตเลือกตั้ง “สส.บัญชีรายชื่อ” คือ ผุ้สมัครในนามพรรคการเมือง ที่ได้คะแนนถึงเกณฑ์ ( 70,000 – 75,000/คน)

2.จำนวนผู้แทนของพรรค จะได้ สส. (ทั้ง สส เขต และ สส บัญชีรายชื่อ ) จำกัด ทำให้คะแนนหรือจำนวน สส. เฉลี่ยไปตามพรรคต่างๆที่ได้คะแนนมากกลางน้อย ลดหลั่นกันไป ในเชิงวิชาการ และหลักการการเปลี่ยนแปลง คือ การปรับดุลของนักการเมืองพรรคการเมือง เพื่อให้ เกิดการปฏิรูปพรรคการเมืองที่เป็นจริง เพื่อพัฒนาต่อไป เป็นพรรคการเมืองที่ดี ฯ

ทั้งนี้ เกิดจากการที่มีปัจจัยและเงื่อนไข เปลี่ยนแปลงไป

1.ปัจจัยที่เป็นเงื่อนไขและตัวกำหนดหลัก คือ “พรรคการเมือง นักการเมือง นักเลือกตั้ง”

2.จากปัจจัยที่ควรเป็นเงื่อนไขและตัวกำหนดหลัก แต่ความเป็นจริง “ ไม่เป็นจริง” คือ ประชาชน ซึ่งจะเข้าใกล้ความหมายของวาทกรรมที่ภาคประชาสังคมเสนอไว้ คือ “ ลดอำนาจรัฐ เพิ่ม อำนาจประชาชน” เป็นการดำเนินการและการเปลี่ยนแปลงในขั้นต้นทางการเมือง คือ ลดอำนาจนักการเมือง เพิ่ม อำนาจประชาชน

แต่ จะเป็นจริงได้ ก็ต้อง “ ลดอำนาจนักการเมืองที่ไม่ดี และ เพิ่มอำนาจนักการเมืองที่ดี โดย การปฏิรูป หรือ ปฏิวัติ “โครงสร้างและระบบสังคมให้เป็นธรรม และประชาชนมีคุณภาพ” ในเชิงหลักการของพรรคการเมือง คือ “ ลดพรรคการเมือง –ชนชั้นนำพรรคเลือกตั้งพรรคธุรกิจ” คือ ทำพรรคการเมืองเพื่อนักการเมือง นักเลือกตั้ง นักธุรกิจ ให้สนองความต้องการของพวกเขา และ “เพิ่มพรรคการเมืองของประชาชน” People Party หรือ Mass Party “ คือ ทำพรรคการเมือง ให้ประชาชนเป็นใหญ่ เป็นเจ้าของพรรค เป็นผู้กำหนดพรรค ซึ่งจะเกิดได้จริง โดย

1. ตัวประชาชน ต้องแสดงบทบาทศักยภาพของตัวเจ้าของอำนาจอธิปไตยออกมาให้มากขึ้น ถึง มากที่สุด

2. ผู้นำ ผู้ต้องการเปลี่ยนแปลงให้สังคมเป็นประชาธิปไตยขึ้น ต้องแสดงศักยภาพและความกล้าหาญของตน เพราะ มีเหตุปัจจัย ที่เป็นความจริง ที่ซับซ้อน ที่เกิดจาก

1. มีผู้ที่ไม่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลง ในการเพิ่มอำนาจของประชาชน ให้เป็นตัวตัดสินชี้ขาดได้จริง เพราะ ตัวเอง กลุ่มชนชั้น ของตน ที่เป็นคนส่วนน้อยในสังคม จะเสียประโยชน์ และมีผลประโยชน์ที่แอบแฝงซ้อนเล้น คือ กลัวถูกดำเนินคดี กลัวติดคุก ถูกยึดทรัพย์ที่โกงก้อนใหญ่ ฯ และกลุ่มนี้ ก็มีหลายระดับ คือ เอาผลประโยชน์ของตนลูกเดียว และ ประเภท วัดครึ่งกรรมการครึ่งประเภทหลังนี้ มีความปรารถนาดีต่อประชาชนและประเทศด้วย แต่ต้องด้วยวิธีของเขา

2.ผู้ที่ต้องการ การเปลี่ยนแปลง ให้ประชาชนมีอำนาจ ต้องการให้มีประชาธิปไตยที่ดีขึ้น แต่ก็มีหลายประเภท

1) ต้องการเปลี่ยนแปลงทันที โดยการปฏิรูปให้ถึงที่สุด

2) ต้องเปลี่ยนแปลงตามหลักการ “ประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง ตามกรอบคิดตะวันตก”

3) ไม่เชื่อใจ และไม่ไว้วางใจ “อีกฝ่ายหนึ่ง เช่น กองทัพ ฯ” ที่จะมาร่วมในการเปลี่ยนแปลง

4) ต้องการให้ตัวเอง พรรคการเมืองของตน เข้ามาร่วมเป็นรัฐบาล เพื่อการเปลี่ยนแปลง

ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ ต้องการ “ผู้นำที่ปรีชาสามารถ กล้าเสียสละ กล้าเปลี่ยนแปลง” ในระดับ “รัฐบุรุษ”ซึ่ง อาจจะถูกสร้างขึ้นให้เกิดขึ้น ตามหลักการ คือ “สถานการณ์ สร้างวีรบุรุษ” แต่ อาจจะเป็น “ระยะเปลี่ยนผ่าน” ที่จำเป็นต้องผ่าน เพื่อสร้างหรือปรับสถานการณ์ให้สุกงอมขึ้นตามสภาพความเป็นจริงของสังคมและประชาชนไทย กล่าวคือ จะเกิดการเปลี่ยนแปลง ไปที่ละขั้นตาม ตามจังหวะก้าว ทางการเมืองที่ถูกสร้างขึ้น หรือเปลี่ยนแปลงไป ตามผู้นำที่รักชาติศาสน์กษัตริย์ และ จำนวนและคุณภาพของประชาชน ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคต

การเปลี่ยนแปลงนี้ ยากไม่น้อย เหตุเพราะ

1.ผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่เป็นจริง ระดับ “ รัฐบุรุษ” ยังไม่เกิด ต้องให้ สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ

2. ผู้คน ยังคงยึด ตามความคิดและประสบการณ์เดิมของตน คือ มีกรอบคิดเก่า เป็นตัวกำหนด คือ ต้องการจะเปลี่ยน แต่ต้องตามหลักการ ความคิดของตน เป็นใหญ่ ไม่เชื่อใจใคร ไม่ไว้ใจใคร นอกจากตัวเอง ( ซึ่งก็มีพลังจำกัด แต่ไม่มองไม่เข้าใจตนเอง )

3.ผู้ที่คัดค้านการเปลี่ยนแปลง จะออกแรงต้านสุดฤทธิ์ ด้วยทุกวิถีทาง ทั้งถูกและผิด ใช้ปัจจัยในประเทศ และ ปัจจัยต่างประเทศ ( ประเด็นนี้ มีจริง แต่ต้องการการวิเคราะห์ที่เป็นจริง ) และกลยุทธ์ ที่สำคัญ คือ ทำทั้งตัวเองพรรคและบริวารของตน และ การใช้ “ แนวร่วมมุมกลับ”

1) ทำด้วยตนเอง คือ การปรับและจัดการ “นักเลือกตั้งของตน” ให้ไปอยู่ในพรรคเดิม หรือ พรรคใหม่ซึ่งล้วนเป็นพรรคนอมินี ทั้งที่เปิดเผย ( เป็นที่รับรู้) และไม่เปิดเผย ( รู้บางส่วน ไม่หมด )

2) มีข้อตกลง หรือมีสัญญาลับต่อกัน โดยมีการสนับสนุนเงินก้อนโต หรือ ตำแหน่งรัฐมนตรี ฯลฯซึ่ง หากติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดมายาวนาน จะมีข้อสังเกต ถึงบางพรรคการเมืองขนาดกลางฯ
แต่ต้องบอกว่า เป็นข้อสังเกตที่มีน้ำหนัก แต่อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ หากสถานการณ์เปลี่ยนไปเพราะ “เงินก้อนโตนั้น” ตามหลักธุรกิจการเมือง เขาไม่ได้จ่ายงวดเดียว แต่จ่ายเป็นงวดๆ

3) ยุทธการ “สร้างแนวร่วมมุมกลับ” โดยการออกข่าว กล่าวหา “รัฐบาลคสช.” ในเชิงลบอย่างหนักไม่มีผลงาน มีความเสียหายมากมาย ทั้งเปิดเผย และปิดซ่อนเล้น โดยใช้สื่อในสังกัด และสื่อธุรกิจชั่วคราว ใช้คนที่มีบทบาทที่มีลักษณะ “ EGO” ออกข่าวรายวันมุ่งเล่น “ทั้งรัฐบาล พรรครัฐบาล พรรคแนวร่วมรัฐบาล และพรรคการเมืองที่มีหลักการและอุดมคติ “การดึง“คนดี“ที่มีรอบคิดเก่า “ไม่เอากองทัพ มองสถาบันในเชิงลบ (ในอดีต ) มาเป็นแนวร่วมมุมกลับเพราะ “ คนดีเหล่านี้ “ เขาไม่เอา และเขาได้เคยต่อต้าน “ระบอบทุนสามานย์ “ มาแล้วในอดีต

1.ปัจจัยสำคัญหนึ่ง ที่มีบทบาทสูงมาก คือ “ เรื่องข้อมูลและข้อเท็จจริง “ และสงครามการข่าว โดยสภาพความเป็นจริง “ผู้นำทางสังคม หรือกลุ่มภาคธุรกิจและภาคประชาชนฯ “ ที่มีบทบาททางสังคม และทางการเมือง “ มีความอ่อนแอ ทางด้านข้อมูล การติดตามข่าวอย่างต่อเนื่องยาวนาน” แต่มักจะใช้ “สภาพสถานการณ์ กรอบคิดเก่าของตนเอง เป็นตัวกำหนด “ หรือ เอาเรื่อง “เฉพาะส่วน” มาเป็น มาเป็น “เรื่องทั้งหมด” ไม่จำแนกแยกแยะ เช่น เอา ข้าราชการ นักธุรกิจ ฯ ที่ไม่ดี หรือ มีพฤติกรรมรับใช้นักการเมืองในทางที่ผิด มาเป็น “ข้าราชการ นายทุน ไม่ดี” และสรุปว่า “ รัฐบาลนี้ ใช้ไม่ได้ ต้องโค่นล้ม ต้องปฏิเสธ ต้องไม่เอาแล้ว”

2. วาทกรรมใหญ่ ที่คนในสังคมติดกันงอมแงมมาก ทั้ง นักการเมือง นักวิชาการ นักเคลื่อนไหว ภาคประชาชน ภาคสิทธิเสรีภาพ ฯ รวมทั้งสื่อ และคอลัมนิสต์บางส่วน คือ “ การเลือกตั้ง คือ ประชาธิปไตย” และ “ การรัฐประหาร คือ เผด็จการ” โดย

1) การเลือกตั้ง คือ ประชาธิปไตย เป็นหนทางเดียว ไม่มีทางอื่นอีกแล้ว

เพราะ ความเชื่อถือ ต่อ ระบอบประชาธิปไตยเลือกตั้ง ที่ใช้ได้ผลในสังคมตะวันตก ฯ

เพราะ การเลือกตั้ง ต้องใช้เวลา พัฒนา อย่างประเทศตะวันตก ก็ใช้เวลาเป็นร้อยปี

เพราะ การถูกแทรกแซง จาก “การรัฐประหารโดยกองทัพ” หรือ “เผด็จการรัฐสภาโดยทุนสามานย์”

หาก ไม่มีการแทรกแซงแล้ว ประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง สามารถเกิดขึ้นได้ ในประเทศไทย

เพราะ ไม่มีระบบอื่นอีกแล้ว ที่จะดีกว่า “ระบอบประชาธิปไตยรัฐสภา จากการเลือกตั้ง”

โดยมี “วาทกรรมคลาสสิก” ที่ว่า “ประชาธิปไตย คือ ระบบที่เลวน้อยที่สุด”

2) การรัฐประหาร โดยกองทัพ คือ เป็นเผด็จการทหาร ไม่มีทางที่ดี หรือนำประชาธิปไตยได้พรรคการเมืองบางพรรค ที่ถูกรัฐประหาร จะมีความเชื่อและความแค้นฝั่งใจ (ซึ่งเข้าใจได้ )เพราะ “ เขาไม่เคยมองความผิดพลาดของตน การใช้อำนาจรัฐสภาอย่างมิชอบ ทำเพื่อตนเอง “ที่หนักสาหัส คือ มองผู้นำและมวลมหาประชาชน ที่ออกมาต่อต้าน การใช้อำนาจมิชอบ ไม่ดีไปด้วยและใช้วาทกรรมปิดปากสังคม ว่า “ ผู้นำและมวลมหาประชาชนเหล่านี้ “ คือ ผู้สนับสนุนเผด็จการ เป็นพวกต่อต้านและไม่เอาประชาธิปไตย

3) ที่น่าสนใจ มี “ พวกครึ่งบกครึ่งน้ำ “ ในสังคมไทย ซึ่งเป็นพวกนักการเมือง นักเคลื่อนไหวฯ ในส่วนแรกนั้น “พวกเขา “ อาจจะเข้าร่วมต่อต้านระบอบทุนสามานย์และการใช้อำนาจมิชอบของทัก ช่วงอยู่บก เขาประกาศก้อง“ชื่นชมเชียร์ การรัฐประหารของกองทัพ “และ”ประนามระบอบทุนสามานย์” ระบอบทุนทักเป็นเผด็จการรัฐสภา ใช้อำนาจมิชอบ โกง แทรกแซงข้าราชการและกระบวนการยุติธรรม ประชาชน (รวมทั้งเขาและพรรคเขา ) รักบ้านเมือง จึงออกมาต่อต้านรัฐบาลนอมินีโกงกิน ใช้อำนาจฯ แต่ เมื่อเสียงระฆังการเลือกตั้งตีดังก้องสนั่นไปทั่วไทย และ มีพรรคสนับสนุนรัฐบาล เสียงที่พูดตามสายน้ำ ก็เปลี่ยนไป กลายเป็นน้ำเสียงคล้ายทักปูโอ๊คและอดีตผู้นำที่เคนดีเดือนตุลาฯ

มัน คืออะไรเอ๋ย หากมิใช่ เพื่อผลประโยชน์และหน้าตาของตนเองและหลักการของพรรคของเขา ความจริง "เขาและพรรคของเขา" แสดงออก ตั้งแต่ออกมา คัดค้าน “รัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ” นี่คือ ลักษณะถาวรที่อยู่ในจิตภายใน ที่ยากจะเปลี่ยนแปลง เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง เป็นความจริงที่หดหู่ แต่เราก็ไม่ว่าอะไรดอก เพราะ เขายังเป็นแนวร่วมฯที่จำเป็นในระยะเปลี่ยนผ่าน