รศ. ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์
มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

ใครจะกล้าปฏิเสธว่า “การเลือกตั้ง” ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือน ก.พ. 2562 น่าจะมีความดุเดือดอย่างมากในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ปัจจัยสำคัญที่ระบบเลือกตั้งครั้งนี้มีการแข่งขันที่รุนแรงนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากระบอบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมที่จะนำมาใช้เป็นครั้งแรก โดยให้ทุกคะแนนเสียงที่ประชาชน กาเลือกผู้สมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขต จะส่งผลต่อการได้มาซึ่ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่พรรคการเมืองมีการปรับเปลี่ยนยุทธวิธีการต่อสู้ทางการเมือง

“การสร้างนักการเมืองหน้าใหม่” ถือเป็นกลยุทธ์ที่ใช้เพื่อเอาใจคนรุ่นใหม่ และคนเบื่อการเมือง ภาพสะท้อนที่เป็นรูปธรรม ก็คือ กรณีการตั้งพรรคอนาคตใหม่ รวมถึงการเปิดตัวเลือดใหม่ของประชาธิปัตย์ เพื่อไทย หรือการเปิดตัวสมาชิกพรรคที่เป็นคนดังและมีชื่อเสียง

ขณะที่กลยุทธ์อมตะ “การดูด ส.ส. จากพรรคการเมืองคู่แข่ง” ถือเป็นกลยุทธ์ที่มีการนำมาใช้อย่างกว้างขวาง จนทำให้เกิดปรากฏการณ์การย้ายพรรคของนักการเมืองจำนวนมากแบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในการเมืองไทย โดยพบว่ามีการย้ายไปสังกัดพรรคการเมืองใหม่ของอดีตรัฐมนตรี (รมต.) อดีต ส.ส. และอดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จำนวนไม่ต่ำกว่า 162 คน

พรรคการเมืองที่มีการย้ายเข้าของนักการเมืองมากที่สุด ก็คือ พลังประชารัฐ (พปชร.) โดยมีแกนนำ ส.ส. และอดีต ส.ส. ย้ายเข้ามากสุดประมาณ 84 คน ขณะที่พรรคที่มี ส.ส.ย้ายออกมากที่สุด คือ พรรคเพื่อไทย (พท.) โดยเสียอดีต ส.ส. และสมาชิกคนสำคัญประมาณ 79 คน

รูปแบบการย้ายพรรคในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีทั้ง “การย้าย และน่าจะส่งผลกระทบต่อ จำนวน ส.ส.” เช่น กรณีพรรคเพื่อไทย หรือประชาธิปัตย์ที่มี ส.ส.ย้ายออกประมาณ 28 คน

“การย้าย แต่ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อจำนวน ส.ส.” เพราะมี ส.ส. จากพรรคอื่นย้ายเข้ามาชดเชย เช่น พรรคชาติไทยพัฒนาที่มีการย้ายออก 14 คน และย้ายเข้า 12 คน หรือกรณีพรรคภูมิใจไทยที่มีการย้ายออก 13 คน และย้ายเข้า 14 คน

ส่วน “การย้ายที่อาจส่งกระทบต่อจำนวน ส.ส. แต่ไม่น่าจะส่งผลต่อขั้วการเมือง” เพราะเป็นย้ายเข้าพรรคพันธมิตร คงหนีไม่พ้นกรณี ส.ส. จากเพื่อไทย ย้ายเข้าพรรคพันธมิตร เช่น พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) 20 คน พรรคเพื่อชาติ (พช.) 6 คน พรรคประชาชาติ (ปชช.) 2 คน และพรรคเพื่อธรรม (พธ.) 1 คน

สาเหตุการย้ายของนักการเมือง สามารถแบ่งได้เป็นย้ายเพราะต้องการเลือกข้างแสดงจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน ถูกบังคับและขอร้อง คิดว่ามีความได้เปรียบก่อนเลือกตั้งและหลังเลือกตั้ง ได้งบประมาณลงพื้นที่ มั่นใจว่าย้ายแล้วจะชนะเลือกตั้ง คิดว่าพรรคใหม่จะได้เป็นรัฐบาล เบื่อพรรคเก่า หรือแม้แต่ย้ายพรรคเพราะถูกซื้อตัว

นี่คือ ภาพกว้างกว้างของการย้ายพรรคอีกมิติของการเมืองไทย ณ วันนี้ แต่หากพิจารณาในเชิงลึกว่าใครได้...ใครเสียในการย้ายพรรคก็คงต้องขึ้นอยู่กับการมองในแต่ละมิติ..!!

มิติด้านตัวเลข ต้องยอมรับว่าพรรคประชารัฐ ดูเหมือนว่าจะมี “แต้มต่อ” และชิงความได้เปรียบ ในแง่ของการมี ส.ส. เจ้าของพื้นที่เดิมเป็นจำนวนมาก ซึ่งการย้ายพรรคของอดีต ส.ส.เพื่อไทย และประชาธิปัตย์สู่ประชารัฐ ก็ดูคล้ายจะเป็นการทำลายล้างฐานคะแนนนิยมของสองพรรค การเมืองใหญ่เดิม

ส่วน มิติด้านอุดมการณ์ การย้ายพรรคบ่อยๆ อาจเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการขาดอุดมการณ์ของนักการเมือง และอาจจะทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาได้ ดังนั้น หากมองว่าเป็นเจ้าของพื้นที่เดิม แล้วเมื่อย้ายพรรค จะได้กลับมาเป็น ส.ส. แบบง่ายง่าย ก็อาจเป็นสิ่งที่อดีต ส.ส. และพรรคการเมือง คาดการณ์ผิดก็เป็นได้

แล้วจะทำอย่างไร? ให้นักการเมือง...พรรคการเมือง จะมีโอกาสเข้าไปอยู่ในใจประชาชน...การรับฟังและปฏิบัติตามความต้องการ น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้นักการเมือง...พรรคการเมืองเข้าไปอยู่ในใจประชาชนได้มีประสิทธิภาพที่สุด จากการสำรวจความคิดเห็นประชาชน จำนวน 1,070 คน ของ “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สรุปได้ ดังนี้

สิ่งที่อยากบอกกับ “ผู้สมัคร ส.ส.” ที่ประชาชนอยากจะเลือก ณ วันนี้ คืออะไร? พบว่า “คำตอบ” ที่ “ประชาชน” ตอบมากที่สุด ร้อยละ 66.74 คือ ตั้งใจทำงาน มีจุดยืน เป็นปากเสียงให้กับประชาชน รองลงมา ได้แก่ รักษาสัญญา อย่าทำให้ผิดหวัง ร้อยละ 30.69 และลงพื้นที่หาเสียง ปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ใส่ร้ายโจมตีกัน ร้อยละ 20.17

สิ่งที่อยากบอกกับ “พรรคการเมือง” ที่ประชาชนอยากจะเลือก ณ วันนี้ คืออะไร? พบว่า “คำตอบ” ที่ “ประชาชน” ตอบมากที่สุด ร้อยละ 59.08 คือ มีนโยบายทำเพื่อบ้านเมือง ทำเพื่อประชาชน เน้นพัฒนาประเทศ รองลงมา ได้แก่ คัดเลือกผู้สมัครที่ดี เหมาะสม และสนับสนุนอย่างเต็มที่ ร้อยละ 32.41 และไม่สร้างความขัดแย้ง แข่งขันด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม ร้อยละ 23.68

“การย้ายพรรค” แม้จะเป็นอีกมิติของการเมืองไทยที่ “ผู้สมัคร ส.ส.” สามารถ “ทำได้” แต่ถ้าถามย้ายแล้วจะได้รับการเลือกตั้งไหม? ก็คงไม่กล้า “ฟันธง” เพราะดูจากผลการสำรวจแล้ว ณ วันนี้ ประชาชนตัดสินใจเลือกจากความตั้งใจจริงในการทำงาน มีจุดยืน หรือแม้แต่การเป็นปากเสียงให้กับประชาชนมากกว่า

หากอดีต ส.ส. ที่สังกัดพรรคการเมืองเดิม หรือที่ย้ายพรรคการเมือง ขาดคุณสมบัติดังกล่าว แล้ววาดหวังว่าประชาชนจะเลือก 100% ระวัง! อาจผิดหวังได้นะครับ..!!