แสงไทย เค้าภูไทย

กัญชาในวาระแห่งชาติวันนี้ คือการเป็นกัญชาถูกฏหมาย ในรูปแบบของการใช้ทางการแพทย์เท่านั้น แต่ก็มีเสียงเรียกร้องให้เป็นกัญชาเสรีทุุกด้าน โดยเฉพาะกัญชาสันทนาการ โดยไม่คำนึงถึงผลด้านลบ ที่ตอนนี้สหรัฐกำลังปวดหัว เพราะอุบัติเหตุรถยนต์เพิ่มขึ้น ตรวจปัสสาวะพบว่ามาจากเสพกัญชาเกินกำหนดทั้งสิ้น

ที่ปวดหัวกว่านั้นก็คือ ไม่สามารถตรวจลมหายใจวัดปริมาณสารที่มีอยู่ในเลือดได้เหมือนตรวจแอลกอฮอล์ผู้ขับขี่เพื่อตั้งข้อหา “เมาแล้วขับ”ได้

ก่อนที่จะมีการพิจารณากัญชาให้เป็นกัญชาใช้ทางการแพทย์อย่างถูกกฎหมายนั้น บรรดาผู้เรียกร้องกัญชาถูกกฎหมายอ้างการเปิดให้กัญชาถูกกฎหมายของสหรัฐ(ล่าสุด 33รัฐ)และแคนาดา(ทั้งประเทศ) และจะเอาอย่างเขา

ตอนนี้เกิดปัญหารถยนต์ชนกันบ่อยเพราะกัญชาแล้ว เราจะเอาอย่างเขาแล้วเกิดปัญหาอย่างเขา เราจะทำอย่างไร ?

เคยศึกษากันไหม ว่ากว่ารัฐบาลทั้ง 2 จะยอมให้กัญชาถูกกฎหมายได้นั้น ใช้เวลานานเท่าใด ทำการวิจัยถึงพฤติกรรมการใช้กัญชากันขนาดไหน กลั่นกรองกันอย่างไร

บันไดขั้นแรกของการปลดกัญชาจากสถานภาพยาเสพติดของสหรัฐก็คือ การลดหย่อนโทษ จากการเป็นสารต้องห้าม ผิดกฎหมายอาญาให้เป็นไม่เข้าข่ายคดีอาญา (decriminalized)

คือแทนที่จะจำคุกหากมีไว้ในครอบครอง(มากกว่ากฎมายกำหนด)หรือเสพหรือขาย เป็นรอลงอาญาหรือปรับแทน

ก้าวที่ 2 คือกัญชาทางการแพทย์(medicinal marijuana) ให้ใช้เฉพาะในการรักษาผู้ป่วยแบบเดียวกันกับมอร์ฟีน ซึ่งขณะนี้เรามาถึงจุดนี้แล้ว

ขั้นนี้ แม้จะใช้ในการรักษาโรค แต่ฝ่ายที่จะได้ใช้ก่อน จะเป็นทางแพทย์สายหลักหรือแพทย์แผนปัจจุบันเท่านั้น

แพทย์ทางอื่นๆ ยังมีปัญหาซับซ้อน เพราะยังไม่สามารถให้ความกระจ่างได้ว่า แพทย์แผนไทย แพทย์แผนจีนละแพทย์ทางเลือกอื่นๆจะใช้ได้แบบเดียวกันกับแพทย์แผนหลัก

เมื่อเปรียบเทียบกันในด้านการใช้กัญชาในทางรักษาโรค การแพทย์แผนไทยใช้เป็นยารักษาโรคมานานแล้ว ดังปรากฏในคัมภีร์แพทยศาสตร์สงเคราะห์ คัมภีร์เวชศึกษา (ยาอภัยสาลี รักษากษัยและอายุวัฒนะ)ฯลฯ

ต่างจากแพทย์แผนปัจจุบันที่นำผลวิจัยของฝรั่งมาต่อยอด จดทะเบียนอย.และใช้ในสถานพยาบาล

แต่ทั้งหลายทั้งมวลนั้น กัญชาที่เรียกร้องกันอยู่นี้ จุดมุ่งหมายจะพื่อใช้ตามอย่างที่ฝรั่งใช้ คือใช้รักษามะเร็ง สมองเสื่อม พาร์กินสัน ลมชัก อัลไซเมอร์ เบาหวาน เครียด ฯลฯ

โรคเหล่านั้น ตำรับยาไทยที่เข้ากัญชามิได้ระบุสรรพคุณเอาไว้

คณะกรรมการพิจารณาจึงตั้งประเด็นเรื่องการใช้กัญชาเป็นยารักษาโรคว่า ตำรับยาเข้ากัญชาที่จะใช้รักษาโรคตามที่ระบุได้นั้น จะต้องผ่านการรับรองจากอย.เท่านั้น

หรือสามารถยืนยันได้ว่ามีผลการรักษาตามที่ระบุและมีการยอมรับกันมาเกิน 50 ปี ตามหลักการที่องค์การอนามัยโลก(WHO) ในองค์การสหประชาชาติกำหนดเอาไว้เท่านั้น

ใครจะใช้รักษามะเร็ง หรือลมชัก พาร์กินสัน สมองเสื่อม อัลไซเมอร์ฯลฯ ซึ่งเป็นโรคอุบัติใหม่(ทางการแพทย์แผนไทย) จะต้องทำวิจัยผลการรักษา ผลข้างเคียง พิษวิทยา ฯลฯ

ตั้งแต่ระดับหลอดทดลอง จนถึงระดับคลินิก ตามข้อกำนดของ อย.และขึ้นทะเบียนแล้ว จึงจะสามารถใช้ได้

น่าเห็นใจทั้ง 2 ฝ่าย ฝ่ายควบคุมกติกาก็กังวลว่า จะมีการสรวมรอย ตั้งตำรับยาใหม่แล้วอ้างว่าใช้ทางการแพทย์ได้ถูกกฎหมาย

ฝ่ายแพทย์แผนไทยหรือแพทย์ทางเลือก ก็อยากใช้กับคนไข้ของตนอ้างประโยชน์คนไข้ต้องมาก่อน

และยังจะมีหมอพื้นบ้าน แพทย์แผนไทยแห่ตามกระแส หมอยาไทยสติเฟื่องประเภท “หมอยาขี้อวด หมอนวดขี้โม้” เกาะกระแส และคิดค้นตำรับยาใหม่ๆ ทำนองเดียวกับพวกกินบอระเพ็ดยาวเท่าอายุหรือหนานเฉาเหว่ย

ที่เป็นอุุปสรรคที่สุดก็คือ ตัวยาในบัญชียาหลักแห่งชาติซึ่งแพทย์หรือหมอยาไทยสามารถนำไปตั้งตำรับได้ สามารถขึ้นทะเบียนอย.ได้หมดไม่มีกัญชา

ที่กัญชาไม่อยู่ในกฎเกณฑ์นี้ ก็เพราะติดความเป็นยาเสพติด จึงไม่สามารถบรรจุไว้ในบัญชียาหลักแห่งชาติ

ต่างจากแพทย์แผนหลัก หลายสถาบัน หลายสำนัก อย่างเช่นองค์การเภสัชกรรม มหาวิทยาลัยรังสิต ฯลฯ ล้วนมีผลงานวิจัยถึงผลการรักษาได้แน่ชัด จึงคงไม่มีปัญหาในการขึ้นทะเบียนอย.หรือจดสิทธิบัตร

ก้าวที่ 3 คือกัญชาสันทนาการ (recreational marijuana) สูบเพื่อผ่อนคลาย เพื่อความบันเทิง ตามที่เรียกร้องกัน

ขั้นที่ 4 คือปลูกเสรี เสพเสรี ซึ่งความเป็นไปได้มีน้อยหรือแทบไม่มี

เพราะแม้แต่สหรัฐใน 33 รัฐที่เปิดกัญชาถูกกฎหมาย ก็ยังเปิดให้ใช้กัญชาสันทนาการได้แค่ 10 รัฐท่านั้น

ใครจะทำไร่ฟรือฟาร์มกัญชา จะต้องขึ้นทะเบียนกับรัฐ โดยสหรัฐให้เป็นลักษณะสัมปทาน ส่วนแคนาดา ผู้ปลูกจะต้องได้รับอนุญาต รายบุคคลปลูกได้ไม่เกินรายละ4ผู้ขายก็ต้องขึ้นทะเบียน

แต่แคว้น(province) เควเบ็ค(Quebec) กับ มานิโตบา(Manitoba ) รัฐทั้งปลูกและขายเอง

ร้านขายที่เห็นในภาพข่าวมีคอกัญชาเข้าแถวยาวเหยียดนั้น เป็นร้านของรัฐบาล คนซื้อก็จำกัดคุณสมบัติ คือบรรลุนิติภาวะ (อายุ 18 ขึ้น) มีใบอนุญาตซื้อ-เสพได้

ปริมาณซื้อที่แคนาดาให้คนละไม่เกิน 30 กรัม สหรัฐให้คนละไม่เกิน 2.5 ออนซ์หรือ 70.873 กรัมอายุผู้ซื้อต้อง21 ปีขึ้นไป

ถ้าเราจะเปิดให้เป็นกัญาถูกกฎหมายในด้านสันทนาการก็น่าจะออกมาในรูปนั้น เพราะต้องควบคุมปริมาณการบริโภคและควบคุมด้านภาษีซึ่งสหรัฐเรียกเก็บจากการขายในอัตรา 4% ถือเป็นภาษีสุขภาพ เพราะเอาไปใช้เพื่อดูแลคนสูงอายุ

ส่วนแคนาดา ใกล้เคียงกัน โดยนำกฎหมายสุรามาใช้ คือกำหนดเวลาขาย อายุผู้ซื้อ สถานที่ขายและปริมาณ

แต่ก็ต้องศึกษาผลตามมาอีกด้านหนึ่ง คือด้านพิษภัยหรือผลข้างเคียง

ภาษาเภสัชวิทยาเรียกว่า พิษวิทยา (toxicity) ซึ่งไม่ว่าจะยาที่เป็นสารเคมีหรือยาสมุนไพร ล้วนมี “คุณ” และ “โทษ”

ตอนนี้บ้านเรากำลังฮือฮาเรื่องหนานเฉาเหว่ย จนทำท่าจะให้ฉายาว่า “ยาเทวดา” เหมือนกับครั้งหนึ่งให้แก่หญ้าปักกิ่ง

พบว่า รักษาเบาหวาน รักษามะเร็งได้ผล พอสมคควร แต่กินมากๆ ไตพัง ถึงตายได้ ดังคนไข้ที่มาหาหมอดว้ยอาการไตวาย เพราะกินใบหนานเฉาเหว่ยถึงวันละ 3-4 ใบติดต่อกันนานเป็นต้น

ไม่ต่างจากช่วงที่บ้าบอระเพ็ด มีพวกสติเฟื่อง ออกมาชวนกินบอระเพ็ด ตามอายุ อายุเท่าใดก็เอามาวัดเถาบอระเพ็ดให้ได้ความยาวตามอายุ

ผลคือไตวายกันเป็นแถวๆ รายหนึ่งอายุ ราว 60 เศษๆกินตามคำบอก ผลสุดท้ายหามเข้าโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน แล้วก็ตายในเวลาต่อมา

กัญชาก็เช่นกัน เสพเกินขนาดก็มีสิทธิ์นอนเมรุได้เหมือนกัน

ขณะนี้ สหรัฐกำลังสรุปผลการศึกษาอุุบติเเหตุรถชนกันที่เพิ่มมากจนผิดสังเกต ตอนนี้สรุปเบื้องต้นว่า รถชนกันมากขึ้นนั้น สาเหตุุมาจากกัญชา เพราะแต่ละครั้งที่เกิดอุบัติเหตุุ รถชนกัน คนขับคู่กรณีจะถูกตรวจปัสสาวะ ตรวจเลือด

ผลก็คือ ส่วนที่เพิ่มจากปกตินั้น เป็นพวกเสพกัญชามาทั้งนั้น

ปกติแล้ว จะมีการดักจับคนขับขี้เมา โดใช้เครื่องตรวจลมหายใจ

แต่สำหรับกัญชา ไม่สามารถตรวจวัดแบบแอลกอฮอล์ได้ ต้องตรวจปัสสาวะและตรวจเลือดเท่านั้นถึงเจอ

จึงเกิดปัญหาว่า จะแก้ไขอย่างไร มิให้พวกมีสารเสพติดในปัสสาวะ ในเลือดออกมาเพ่นพ่านในถนน

เฉพาะกัญชานั้น อยู่ในร่างกายผู้เสพนานกว่าคนดื่มสุราถึง 3 เท่าตัว

อีกด้านหนึ่ง แม้กัญชาจะถูกกฎหมาย แต่ถูกจำกัดปริมาณซื้อและครอบครอง

จึงมีกัญชาเถื่อนแฝงมาสรวมรอยขายแบบเหล้าเถื่อน(Moonshine)ซึ่งสมัยหนึ่งรัฐบาลสหรัฐถึงกับต้องทำสงครามกับพวกขนเหล้าเถื่อนโดยอาศัย “แสงเดือน” ส่องทาง

กัญชาถูกกฎหมายเปิดช่องว่างเอาไว้ให้ช่องใหญ่ จนทะลักออกมาท่วมประเทศ

บ้านเราถัาเปิดกัญชาเสรี เอาแค่ครึ่งหนึ่งของบุหรี่ก็พอ เชื่อว่ากัญชาผิดกฎหมายจะทะลักออกมามากกว่ากัญชาถูกกฎหมายหลายเท่าตัวแบบสหรัฐฯ

สรรพสามิตก็จะปวดหัว หมอก็จะปวดหัว

จะหาทางออกกฎหมายกัญชาอย่างไรให้เป็นที่พอใจด้วยกันทุกฝ่าย ?

หาจุดพอใจด้วยกันทุกฝ่าย แล้วก้าวทีละก้าวไปสู่จุดนั้นดีไหม ?

โดยไม่ต้องใช้เสียงตะโกนหรือสร้างกระแสกดดันไม่ว่าจะด้วยโซเชี่ยมีเดียวหรือม็อบหรือแฝงมาในรูปแบบอื่นๆ